โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Oil Shock อาจกลับมา? JP Morgan เตือน หากสหรัฐฯ–อิสราเอลโจมตี ‘เกาะคาร์ก’ ศูนย์ส่งออกน้ำมัน 90% ของอิหร่าน

THE STANDARD

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
Oil Shock อาจกลับมา? JP Morgan เตือน หากสหรัฐฯ–อิสราเอลโจมตี ‘เกาะคาร์ก’ ศูนย์ส่งออกน้ำมัน 90% ของอิหร่าน

JP Morgan ประเมินว่า โลกอาจเผชิญความผันผวนด้านพลังงานครั้งใหญ่ หากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลโจมตี เกาะคาร์ก (Kharg) ท่าเรือส่งออกน้ำมันที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ในวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา สำนักข่าว Axios เปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการยึดเกาะคาร์ก ท่าเรือส่งออกน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดถึง 90% ของอิหร่าน ไปพร้อมกับการส่งหน่วยรบพิเศษเพื่อจัดการกับแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง (Highly Enriched Uranium)

จากรายงานดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลว่า หากมีการโจมตีหรือยึดเกาะคาร์กขึ้นจริง โลกจะเผชิญกับวิกฤต ‘Oil Shock’ ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ เพราะการส่งออกน้ำมันของอิหร่านจะหยุดชะงักทันที และสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานโลก

เกาะคาร์ก คืออะไร ทำไมมีความสำคัญ?

เกาะคาร์กเป็นเกาะขนาดเล็กในอ่าวเปอร์เซีย มีพื้นที่ประมาณ 20 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่านราว 25 กิโลเมตร ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านถึง 90%

เกาะคาร์กมีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานขนาดใหญ่ ทั้งคลังเก็บน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน และท่าเทียบเรือสำหรับบรรทุกน้ำมัน โดยน้ำมันจากแหล่งผลิตหลักของอิหร่าน เช่น Marun, Ahvaz และ Gachsaran จะถูกลำเลียงผ่านท่อมายังเกาะคาร์ก และขนถ่ายลงเรือบรรทุกน้ำมันเพื่อส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก

ความสำคัญของเกาะคาร์กสะท้อนให้เห็นสงครามหลายครั้งที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า สหรัฐฯ ไม่กล้ายึดหรือโจมตีเกาะแห่งนี้โดยตรง เช่น ในวิกฤตตัวประกันอิหร่านในปี 1979 จิมมี คาร์เตอร์ อดีตผู้นำสหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตรตอบโต้ แต่ไม่สั่งโจมตีเกาะคาร์ก เช่นเดียวกับอดีตประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ในสงครามอิหร่าน-อิรักช่วงทศวรรษ 1980 ก็เลือกให้ความสำคัญกับการปกป้องการเดินเรือ การโจมตีเรือรบและฐานขีปนาวุธของอิหร่านแทน

อย่างไรก็ดี อิรักเคยโจมตีเกาะคาร์กของอิหร่านเพื่อทำลายการส่งออกน้ำมัน เช่น การทิ้งระเบิดทางอากาศ, โจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน หรือยิงขีปนาวุธใส่โครงสร้างพื้นฐาน แต่เกาะแห่งนี้ก็ยังผลิตน้ำมันได้เช่นเดิม ขณะที่การซ่อมแซมเป็นไปอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นว่า หากรัฐบาลทรัมป์จะโจมตีจริงๆ ต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่

JP Morgan ประเมินความเสี่ยงจุดเดือดวิกฤตน้ำมันโลก หากสหรัฐฯ โจมตีเกาะคาร์ก

Reuters รายงานการประเมินของ JP Morgan ว่า หากสหรัฐฯ และอิสราเอลยึดเกาะคาร์ก การผลิตน้ำมันของอิหร่านอาจลดลงถึงครึ่งหนึ่งง และการส่งออกน้ำมันอาจชะงักทั้งหมด โดยสถานการณ์เหล่านี้อาจเป็นปัจจัยที่เอื้อให้วิกฤตราคาน้ำมันโลกทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

“การโจมตีเกาะคาร์กโดยตรง จะทำให้การส่งออกน้ำมันดิบส่วนใหญ่ของอิหร่านหยุดลงทันที อีกทั้งยังทำให้เกิดแนวโน้มการตอบโต้อย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นในช่องแคบฮอร์มุซ หรือการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค” JP Morgan ระบุ

ทั้งนี้ อิหร่านยังมีฐานทหารบนเกาะใกล้เคียง เช่น Abu Musa, Greater Tunb และ Lesser Tunb ซึ่งหากเกิดการโจมตีขึ้นจริงๆ ก็สามารถยิงขีปนาวุธ ปล่อยโดรน หรือใช้เรือเร็วโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในเส้นทางเดินเรือได้

อนึ่ง ข้อมูลของ JP Morgan ระบุว่า ก่อนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอล อิหร่านได้เร่งการส่งออกน้ำมันจากเกาะคาร์ก จนเกือบแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีการขนถ่ายมากกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นตัวเลขเกือบ 3 เท่าของระดับปกติ ที่อยู่ราว 1.3-1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ขณะที่ Kpler บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลการขนส่งพลังงานระบุว่า เกาะคาร์กมีความจุคลังเก็บน้ำมันประมาณ 30 ล้านบาร์เรล โดยปัจจุบัน มีการเก็บน้ำมันอยู่ที่ 18 ล้านบาร์เรล ซึ่งยังเพียงพอต่อการส่งออกประมาณ 10-12 วัน ในสถานการณ์ปกติ

ปัจจุบัน Barrons รายงานว่า เกาะคาร์กยังคงทำงานตามปกติ โดยเรือบรรทุกน้ำมันยังขนถ่ายน้ำมันที่ท่าเรือ แม้ความขัดแย้งในภูมิภาคจะทวีความรุนแรงสูงขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันโลกจาก 120 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลงเหลือ 98 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ CBS News ว่า สงครามอิหร่านจะจบลงอย่างรวดเร็ว

ภาพ: Stringer / Reuters

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...