โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Ramly Burger จากชีวิตลูกจ้างสู่เจ้าของธุรกิจ รายได้ 8 พันล้านบาท

ThaiFranchiseCenter

เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ไม่ใช่แค่สตรีทฟู้ดเมืองไทยที่ได้การยอมรับจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ในมาเลเซียก็เป็นตลาดสตรีทฟู้ดที่โตไม่แพ้กัน โดยผสมผสานวัฒนธรรม มลายู จีน และอินเดีย ไว้ด้วยกัน ถ้าดูตัวเลขจะยิ่งเห็นชัดว่าสตรีทฟู้ดของมาเลเซียถือเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยมีมูลค่าประมาณ 16.67 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6 แสนล้านบาท

เฉพาะส่วนที่เป็นร้านริมทางและคีออส มีมูลค่ารวมกันกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7 หมื่นล้านบาท อัตราการเติบเฉลี่ยที่ 13.05% ต่อปี อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือแม้จะเป็นสตรีทฟู้ด

แต่ยอดขายผ่านเดลิเวอรี่เติบโตอย่างก้าวกระโดดที่ 15.76% รวมถึงการที่ มาเลเซียใช้จุดแข็งเรื่องการเป็นผู้นำด้านฮาลาล สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มมุสลิมจากตะวันออกกลางและอาเซียน ทำให้สตรีทฟู้ดของมาเลเซียเป็น ตัวเลือกแรกๆของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้

แบรนด์สตรีทฟู้ดมาเลเซียที่ เราควรรู้จัก!

ภาพจาก https://citly.me/fRoIA

มาเลเซียมีวัฒนธรรมการกินที่เรียกว่า "Mamak Stall" หรือร้านอาหารริมทางที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ร้านสตรีทฟู้ดในมาเลเซียจึงไม่ใช่แค่ร้านขายอาหารแต่เป็นที่รวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมของคนทุกเชื้อชาติ ไม่ว่าจะนั่งพูดคุย ดูบอล เป็นต้น

ร้านสตรีทฟู้ดของมาเลเซียมีสไตล์การจัดวางที่เน้นความรวดเร็ว และไม่ใช่แค่การมีอาหารหลายชาติวางขายแต่ส่วนใหญ่คือการนำอาหารเหล่านี้มาฟิวชั่น จนเกิดเมนูใหม่ เช่น

  • Laksa อาหารประเภทก๋วยเตี๋ยวที่ผสมผสานระหว่างวัตถุดิบจีน เช่น เส้นก๋วยเตี๋ยว, หมู เข้ากับเครื่องเทศและกะทิแบบมลายู
  • Roti Canai อาหารของชาวอินเดียมุสลิม ที่เอาเทคนิคการปรุงแบบอินเดียมาปรับให้เข้ากับคนในท้องถิ่น
  • Nasi Lemak อาหารประจำชาติที่เป็นข้าวหุงกะทิเสิร์ฟพร้อมน้ำพริกซัมบัล ปลากรอบ และไข่ต้ม
  • Char Kway Teow เมนูเส้นใหญ่ผัดซอสรสชาติเข้มข้น ใส่กุ้ง กุนเชียง และหอยแครง เป็นเมนูเด่นในย่านปีนัง
  • Satay โดยเฉพาะสะเต๊ะไก่และเนื้อที่หมักเครื่องเทศเข้มข้น ย่างด้วยเตาถ่านจนหอม
  • Lok-Lok สตรีทฟู้ดแบบรถพ่วงที่ขายของเสียบไม้ เช่น ลูกชิ้น เนื้อสัตว์ ผัก ให้ลูกค้าหยิบไปลวกหรือทอดเองในหม้อที่หน้ารถ แล้วจิ้มซอสหลากหลายแบบ

ในส่วนของร้านสตรีทฟู้ดซึ่งก็มีอยู่เยอะมากและก็มีจุดเด่นเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป มีหลายแบรนด์ที่ขยับจากร้านริมทาง สู่การเป็นร้านอาหารที่มีระบบบริหารจัดการแบบพรีเมี่ยม มีแบรนด์ที่น่าสนใจเช่น

  • Village Park Restaurant แบรนด์นาซีเลอมัก (ข้าวหุงกะทิ) ซึ่งถือเป็นอาหารประจำชาติของประเทศมาเลเซีย ที่ล่าสุดในปี 2026 มีการจับมือกับโรงแรมหรูอย่าง Shangri-La Kuala Lumpur เพื่อยกระดับอาหารพื้นเมืองนี้สู่ห้องอาหารระดับ 5 ดาว
  • OldTown White Coffee ที่พัฒนาจากร้านกาแฟริมทางสู่แฟรนไชส์ระดับโลกที่ขายทั้งกาแฟและอาหารพื้นเมือง มาเลเซีย โดยมีสาขากว่า 200 แห่งทั่วเอเชีย ทั้งในมาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ฮ่องกง และฟิลิปปินส์
  • Nasi Kandar Pelita ร้านอาหารสไตล์ "นาซีกันดาร์" (ข้าวราดแกงสไตล์อินเดียมุสลิม) ที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง
  • Beutea (เบวที) แบรนด์ชานมและชาผลไม้ที่กำลังมาแรงมากในปี 2025-2026 โดยใช้การตกแต่งร้านแบบทันสมัย ช่วงปี 2024-2025 Beutea สร้างสถิติขายเมนูซิกเนเจอร์อย่าง Jasmine Grape Tea ได้มากกว่า 1 ล้านแก้วภายในเวลาเพียง 12 เดือน
  • Original Penang Kayu Nasi Kandar ธูรกิจร้านข้าวราดแกง (Nasi Kandar) ที่มีเอกลักษณ์คือ Banjir ที่แปลว่าน้ำท่วม หมายถึงพนักงานจะตักน้ำแกงหลายชนิดเช่นแกงปลา แกงเนื้อ แกงกุ้ง มาราดผสมกันลงบนข้าวร้อนๆ ปัจจุบันมีสาขา 10 แห่งในมาเลเซีย

Ramly Burger ร้านแฮมเบอร์เกอร์ที่เริ่มจากการเป็น “ลูกจ้าง”

ภาพจาก www.ramly.com.my

นอกจากเมนูสตรีทฟู้ดที่เรายกตัวอย่างให้เห็นแล้ว “แฮมเบอร์เกอร์” ที่ในยุคหนึ่งเคยถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากเหตุผลที่ละเอียดอ่อนตามมาตรฐานของสินค้า Halal เช่น ไม่แน่ใจว่าเนื้อวัวได้รับการเชือดตามหลักศาสนาอิสลามหรือไม่ หรือกลัวว่าเนื้อวัวอาจผสมเนื้อหมู รวมถึงอาจใช้ไขมันหมูในการทอด แม้แต่ซอส / เครื่องปรุงก็ถูกตั้งคำถามว่ามีส่วนผสมของวัตถุดิบที่ไม่ฮาลาลหรือไม่

อย่างไรก็ดีนั่นคือปัญหาในอดีตเพราะปัจจุบันนี้เบอร์เกอร์กลายเป็นอาหารพื้นฐานที่คนมาเลเซียทุกวัยยอมรับอย่างเต็มตัวและกลายเป็นวัฒนธรรมการกินที่อยู่คู่วิถีชีวิตของคนในมาเลเซียด้วย โดยหนึ่งในแบรนด์ที่รู้จักกันดีคือ “Ramly Burger”

ที่ก่อตั้งใน1982 อันเป็นปีเดียวกับที่แมคโดนัลด์มาเปิดสาขาแรกในมาเลเซีย ผู้ก่อตั้งคือ แรมลี บิน ม็อกนี (บริษัทแรมลี กรุ๊ป) และกว่าจะมาถึงจุดนี้ถือว่าเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจเพราะ แรมลี บิน ม็อกนีเกิดในครอบครัวชาวนาที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ในรัฐเปรัก ด้วยความยากจนไม่สามารถเรียนหนังสือได้ แรมลีจึงต้องไปทำงานรับจ้างที่รัฐสลังงอร์ โดยทำงานรับจ้างทั่วไป

กระทั่งได้ย้ายไปทำงานที่ร้านขายเนื้อในเมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งในปี 1978 เกิดปัญหาเรื่องความไม่มั่นใจของผู้บริโภคต่อแฮมเบอร์เกอร์ แม้จะมีเครื่องหมายฮาลาลติดอยู่ จึงทำให้แรมลีมองเห็นโอกาสทางธุรกิจและกลายเป็นไอเดียเริ่มต้นสู่ Ramly Burger ในเวลาต่อมา

ธุรกิจที่เริ่มต้นด้วยเงิน 16,000 บาท สู่รายได้กว่า 8 พันล้านบาท

ภาพจาก https://citly.me/fRoIA

เมื่อตัดสินใจจะทำธุรกิจแต่ติดปัญหาว่าไม่มีเงินทุนแถมธนาคารก็ไม่อนุมัติสินเชื่อเนื่องในตอนนั้นธนาคารมองว่าคนมาเลเซียไม่กินเบอร์เกอร์ และมองว่าเป็นอาหารตะวันตกที่แจ้งเกิดในตลาดมุสลิมไม่ได้

ซึ่งแม้จะถูกปฏิเสธแรมลีตัดสินใจใช้เงินทุนที่มีประมาณ 2,000 ริงกิตหรือประมาณ 16,000 บาท เริ่มสร้างธุรกิจตัวเอง โดยไม่มีเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ซับซ้อนใด ๆ ทำแฮมเบอร์เกอร์จากในอพาร์ทเมนต์ที่อาศัยอยู่ จากนั้นไปตั้งแผงขายริมทาง

หรือเน้นการขายส่งเนื้อดิบ (ไส้เบอร์เกอร์) โดยทำเป็นเนื้อบดแผ่นเล็กๆ นำไปขายส่งตามตลาดหรือร้านของชำเพื่อให้คนที่สนใจซื้อไปทำแฮมเบอร์เกอร์ที่บ้าน อีกกลยุทธ์ที่น่าสนใจในช่วงนั้นคือแรมลีเริ่มสร้างเครือข่ายพ่อค้าแม่ค้าแบบรถเข็นที่อยากมีรายได้เสริม โดยแรมลีจะขายเนื้อดิบให้ในราคาส่ง และสอนวิธีปรุงเบอร์เกอร์เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้านำไปทำจำหน่ายได้

จากยอดขายในช่วงแรกประมาณ 200 ชิ้นต่อวัน พัฒนาขึ้นเป็น 2,000 – 3,000 ชิ้นต่อวัน และในปี 1984 แรมลีจึงสามารถตั้งโรงงานผลิตเนื้อบดสำเร็จรูปภายใต้ชื่อ Ramly Mockni Sdn. Bhd. ได้สำเร็จ ซึ่งก็อาศัยเงินทุนหลักจากการกู้ยืมธนาคารที่ตอนนี้เริ่มมองเห็นทิศทางของแฮมเบอร์เกอร์ว่าเติบโตในตลาดมุสลิมได้

มาถึงในปี 2015 แรมลีทุ่มทุน 1,000 ล้านริงกิตหรือประมาณ 8,000 ล้านบาทสร้างโรงงานแห่งใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมฮาลาลฮับที่รัฐสลังงอร์ บนพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ โรงงานแห่งนี้ผลิตไส้เบอร์เกอร์ได้มากถึง 1 ล้านชิ้นต่อวันโดยร้อยละ 70 จำหน่ายในประเทศ สินค้าในเครือแรมลีไม่เพียงจำหน่ายในมาเลเซีย แต่ยังส่งออกไปหลายประเทศอื่น รวมถึง อินโดนีเซีย สิงคโปร์ บรูไน ไทย เมียนมา กัมพูชา และบังคลาเทศ

โดยมีแผนขยายตลาดไปยังเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และประเทศในตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกอีกด้วย ปัจจุบัน แรมลีมีโรงงานทั้งหมด 7 แห่ง ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัท 16 แห่ง และซุ้มจำหน่ายเบอร์เกอร์ 12 แห่งที่ในอนาคตมีการตั้งเป้าจะขยายเป็น 450 สาขา และบริษัทมียอดขายต่อปีกว่า 1,000 ล้านริงกิตหรือกว่า 8 พันล้านบาท

5 ปัจจัยสู่ความสำเร็จของ Ramly Burger

ภาพจาก https://citly.me/fRoIA

Ramly Burger มีโมเดลธุรกิจที่เรียกว่า “Micro-Franchising” ถ้าเราอยากเปิดร้าน Ramly Burger เราไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ ไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์รายปี ไม่ต้องมีส่วนแบ่งจากยอดขายให้บริษัท เพียงแต่เราต้องซื้อวัตถุดิบจากบริษัท

เช่น เนื้อแผ่น (Patties), ขนมปัง, ซอส และมายองเนส ให้ครบตามสูตร และผู้ลงทุนก็สามารถตั้งชื่อร้านเป็นของตัวเองได้ แต่ต้องติดโลโก้ของ Ramly เพื่อเป็นการการันตีว่า "ร้านนี้ใช้เนื้อของ Ramly เท่านั้น” ถ้าวิเคราะห์ปัจจัยสู่ความสำเร็จของ Ramly Burger มีดังนี้

1.การสร้าง "มาตรฐานความเชื่อใจ" ในยุคหนึ้งที่ชาวมุสลิมในมาเลเซียมีความกังวลสูงมากต่ออาหารตะวันตก แรมลีเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ด้วยการเป็น แบรนด์มุสลิมเพื่อคนมุสลิม แรมลีสื่อสารถึงผู้บริโภคว่าไม่ได้เพียงแค่ทำฮาลาลตามหน้าที่แต่เน้นว่าคือหัวใจของแบรนด์ จนคนในมาเลเซียรู้สึกว่าถ้าเป็นเนื้อของ Ramly สามารถรับประทานได้อย่างเชื่อมั่น

2.เน้นรสชาติแบบ Localize แรมลีไม่ได้ลอกเลียนแบบรสชาติเบอร์เกอร์อเมริกัน แต่เลือกที่จะสร้างรสชาติใหม่ ที่ถูกปากคนเอเชีย โดยเนื้อเบอร์เกอร์จะมีกลิ่นของพริกไทยและเครื่องเทศชัดเจน และวัฒนธรรมการกินเบอร์เกอร์ของมาเลเซียต้องเน้นความฉ่ำ แรมลีจึงผลิตซอสพริกและซอสมะเขือเทศสูตรเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

3.โมเดลธุรกิจแบบ "Win-Win โดยแรมลีทำหน้าที่เป็นโรงงานผลิตและสนับสนุนให้ชาวบ้านเปิดแผงขายเบอร์เกอร์ จากนั้นก็สนับสนุนวัตถุดิบ + สูตร ทำให้แบรนด์ Ramly กระจายไปทุกพื้นที่โดยที่ไม่ต้องลงทุนค่าเช่าที่หรือค่าพนักงานด้วยตัวเอง แถมโมเดลนี้ยังร้างอาชีพให้กับคนมาเลเซียหลายหมื่นครอบครัว ทำให้แบรนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

4.ประสิทธิภาพของ Supply Chain แรมลีไม่ได้ขายแค่ไส้เบอร์เกอร์ (เนื้อแผ่น) แต่ขยายไปทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับเบอร์เกอร์ตั้งแต่นมปัง, ซอส, มายองเนส, ไปจนถึงอาหารแช่แข็งอื่นๆ การคุมซัพพลายเชนเองทั้งหมดทำให้สามารถ ควบคุมคุณภาพและราคา ให้คงที่ได้ทั่วประเทศ ผู้ลงทุนจึงซื้อของได้ครบจบในที่เดียว

5.กลยุทธ์การยืดหยุ่นและปรับตัว แม้จะเป็นแบรนด์ดั้งเดิมที่เปิดตัวมานานแต่ก็ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาแรมลี่ขยายธุรกิจไปทำ Nuggets, Fried Chicken และไส้กรอก เพื่อส่งเข้าห้างสรรพสินค้าและส่งออก รวมถึงการลงทุนเปิดร้านสะดวกซื้อของตัวเองเพื่อขายวัตถุดิบแช่แข็งโดยเฉพาะ

Ramly Burger กับโอกาสเปิดตลาดในเมืองไทย?

ภาพจาก https://citly.me/fRoIA

ในเมืองไทยเราอาจเคยเห็นร้านเบอร์เกอร์ตามตลาดนัดหรือย่านชุมชนมุสลิมที่ใช้ป้าย Ramly Burger หรือมีเมนูที่เขียนว่า เบอร์เกอร์มาเลเซีย แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่ร้านแฟรนไชส์เป็นเพียงผู้ประกอบการรายย่อยที่นำเอาสไตล์การทำเบอร์เกอร์แบบแรมลีมาใช้ ที่สำคัญเนื้อแผ่นสำเร็จรูปยี่ห้อ Ramly ในประเทศไทยไม่มีผู้นำเข้าอย่างเป็นทางการ

เนื่องจากเหตุผลด้านกฎหมายการนำเข้าเนื้อสัตว์และมาตรฐานปศุสัตว์ระหว่างประเทศที่ค่อนข้างเข้มงวด หลายร้านที่ติดป้าย Ramly อาจจะใช้เนื้อยี่ห้ออื่นที่ผลิตในไทย แต่ปรุงรสให้เหมือน หรือบางร้านในโซนภาคใต้ตอนล่างอาจจะมีของหิ้วข้ามพรมแดนมาบ้าง แต่ก็ไม่ใช่การนำเข้าอย่างเป็นทางการเพื่อวางขายทั่วไป

สรุปได้ว่าในไทยเองยังไม่มีบริษัท Ramly Group มาเปิดสำนักงานหรือโรงงานผลิตอย่างเป็นทางการเหมือนในมาเลเซียหรือสิงคโปร์ ถ้าเจอร้านที่เขียนว่า Ramly Burger ในไทย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็น สไตล์ Ramly ซึ่งความอร่อยจะขึ้นอยู่กับฝีมือการปรุงซอสและการเลือกเนื้อของพ่อค้าแม่ค้าแต่ละราย ซึ่งบางร้านทำออกมาได้อร่อยและใกล้เคียงต้นฉบับมาก

แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือการที่เราได้เห็นไอเดียการสู้ชีวิต การสร้างตัวเองขึ้นมาจากศูนย์ของ Ramly Burger จากคนที่เป็นลูกจ้างสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจพันล้าน ก็เป็นแรงบันดาลใจได้อย่างดีให้กับคนที่อยากประสบความสำเร็จ

แต่ยังไม่มีเงินทุน ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ควรมองหาสิ่งที่ตัวเองถนัด มองหาโอกาสทางธุรกิจ เมื่อเจอแล้วต้องลงมือทำอย่างจริงจังตั้งใจแม้ไม่สำเร็จในทันทีแต่ถ้าพยายามและพัฒนาต่อไปอาจกลายเป็นธุรกิจยักษ์ใหญ่ในอนาคตได้

------------------------------------------
รวมแฟรนไชส์ไทย > 660 แบรนด์ - www.ThaiFranchiseCenter.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...