การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) อันตรายไหม? เจ็บหรือเปล่า? สำเร็จมากแค่ไหน? คุยกับ ‘ผศ.พญ. ชนัญญา ตันติธรรม’ สูติแพทย์เฉพาะทาง จากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
ปัจจุบัน ค่านิยมในการมีบุตรเปลี่ยนไปมาก โดยจะสังเกตได้ว่า ช่วงหลังมานี้มีสาวๆ ออกมาแชร์ประสบการณ์ฝากไข่กันมากขึ้น บางคนเริ่มฝากไข่ตั้งแต่อายุ 20 ตอนปลาย บางคนยังไม่แต่งงานก็เริ่มฝากไข่แล้ว นั่นอาจเป็นเพราะแนวคิด ‘ควรมีลูกเมื่อพร้อม’ ทำให้ผู้คนต้องการมีบุตรในช่วงอายุที่มากกว่าในอดีต แต่การรอมีบุตรตอนอายุมากขึ้นแล้ว ปริมาณและคุณภาพของไข่ก็อาจแย่ลง ซึ่งส่งผลต่อโอกาสในการตั้งครรภ์ต่อไป ดังนั้น การฝากไข่ไว้ก่อน จึงเปรียบเสมือนแผนสำรองในอนาคต
และหากพูดถึงทางเลือกในการมีบุตรที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ‘การทำเด็กหลอดแก้ว’ (IVF) คือหนึ่งในนั้น ถึงแม้จะเป็นชื่อที่คุ้นเคยกันดีในสังคมไทย แต่ผู้คนอาจยังมีความเข้าใจผิด หรือติดภาพจำเก่าๆ จนเกิดคำถามเต็มไปหมดว่า จริงๆ แล้ว วิธีการนี้เหมาะกับใคร ช่วยแก้ไขปัญหาภาวะมีบุตรยากได้อย่างไร หรือแม้แต่เจ็บไหม อันตรายหรือเปล่า และมีโอกาสสำเร็จมากแค่ไหน?
เนื่องจากปีหน้าเป็นปีม้าทองที่เหมาะกับการเริ่มต้นสร้างครอบครัว ครั้งนี้ Mirror Thailand จึงชวน ‘ผศ.พญ. ชนัญญา ตันติธรรม’ สูติแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มาพูดคุยเกี่ยวกับการวางแผนมีบุตรอย่างครบวงจร โดยเจาะลึกเรื่อง ‘การทำเด็กหลอดแก้ว’ (IVF) ซึ่งเป็นทางเลือกที่นิยมมากสำหรับผู้มีบุตรยาก
เมื่อพูดถึงการวางแผนการตั้งครรภ์ จะสังเกตได้ว่าในโซเชียลมีเดีย ผู้หญิงยุคนี้สนใจการฝากไข่มากขึ้น อยากทราบว่า มีสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้การฝากไข่เป็นที่นิยมมากขึ้น
หมอคิดว่า สภาพสังคม วิถีชีวิต หรือไลฟ์สไตล์ของคนเราเปลี่ยนไป ผู้คนต้องการจะมีบุตรในช่วงอายุที่มากกว่าในอดีต เพราะฉะนั้น การฝากไข่คือการเก็บรักษาไข่สำรองเอาไว้ เพื่อที่จะใช้ในอนาคตเมื่อเราพร้อม เพราะถ้าเราไปรอมีบุตรเมื่ออายุมากขึ้นแล้ว ปริมาณและคุณภาพของไข่จะแย่ลง โอกาสความสำเร็จในการมีบุตรก็จะแย่ลงด้วย
นอกจากไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ในปัจจุบัน คนทั่วไปก็ได้รับข้อมูลข่าวสารที่มากขึ้น เพราะฉะนั้น คนไข้ก็จะเริ่มรู้แล้วว่า มันมีทางเลือกและวิธีที่ช่วยเขาได้นะ นอกจากนั้น อัตราความสำเร็จของเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ หรือเทคโนโลยีเกี่ยวกับการฝากไข่ มันก็ดีขึ้นด้วย ทำให้ความสนใจและความต้องการที่จะฝากไข่มีมากขึ้นเรื่อยๆ
ทำไมบางคนกระตุ้นไข่ได้เยอะ บางคนก็กระตุ้นได้น้อย ปัจจัยเรื่องอะไรบ้างที่ส่งผลต่อจำนวนไข่
มีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบจำนวนและคุณภาพของไข่ แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ ‘อายุ’ เพราะยิ่งอายุมากขึ้น โอกาสในการตั้งครรภ์จะน้อยลง คุณภาพและปริมาณไข่จะลดลง รวมถึงโอกาสในการเกิดโรคต่างๆ ที่มีผลต่อการเจริญพันธุ์อาจเพิ่มมากขึ้นด้วย ฉะนั้น การตระหนักรู้ถึงสุขภาพของตัวเองจึงสำคัญที่สุด
นอกจากการตรวจสุขภาพเป็นประจำแล้ว ควรวางแผนว่าอยากมีลูกเมื่อไร เพราะถ้าอยากมีลูกตอนอายุมากแล้ว การฝากไข่ไว้ก่อนก็ถือเป็นแผนสำรองที่ดีในอนาคต แต่ไม่ใช่ว่าจะตัดสินใจมาเก็บไข่เมื่อไรก็ได้ ถ้ามาเร็วไป อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ แต่ถ้ามาช้าไป อาจจะได้ไม่คุ้มเสีย หรืออาจจะไม่ประสบความสำเร็จในการเก็บไข่ก็ได้ โดยทั่วไป ช่วงอายุที่เหมาะสมในการเก็บไข่เริ่มที่ 30 ต้นๆ ไปจนถึง 38 ปี เพราะเป็นช่วงอายุที่คุ้มค่าที่สุดในการเก็บไข่
อีกประเด็นที่สำคัญคือโรคที่คนไข้เผชิญอยู่ หากคนไข้เป็นโรคที่มีผลต่อคุณภาพไข่โดยตรง เช่น โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือเรียกง่ายๆ ว่าช็อกโกแลตซีสต์ ก็จะมีผลต่อคุณภาพไข่ได้ หรือในบางกรณี คนไข้เป็นโรคเกี่ยวกับแพ้ภูมิตัวเอง เซลล์ไข่ก็อาจถูกทำลายได้เช่นกัน หรือคนไข้บางคนจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด หรือรังสีรักษา ก็มีผลต่อคุณภาพและปริมาณของไข่
สำหรับคนที่มีภาวะมีบุตรยาก ปัจจุบันมีวิธีหรือทางเลือกอะไรที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้บ้าง
จริงๆ มีหลายวิธีที่ช่วยแก้ไขปัญหามีบุตรยาก อันดับแรกที่สำคัญคือ เราต้องประเมินก่อนว่า ปัญหาจริงๆ ของคนไข้ทั้งฝ่ายชายและหญิงคืออะไร เมื่อเราเจอต้นตอของปัญหาแล้ว ถึงจะตัดสินใจและวางแผนในการรักษาแบบเฉพาะบุคคล
วิธีการรักษามีตั้งแต่วิธีพื้นฐานอย่างการทำให้คนไข้สามารถตกไข่ได้ ณ วันและเวลาที่วางแผนไว้ วิธีต่อไปคือการกระตุ้นให้ไข่ตกในเวลาที่เราต้องการ และฉีดอสุจิเข้าไปในโพรงมดลูกของฝ่ายหญิง หรือที่เรียกกันว่า IUI หรือ Intrauterine Insemination
อีกวิธีหนึ่งก็คือ ‘การทำเด็กหลอดแก้ว’ ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ณ ปัจจุบัน วิธีนี้จะมีความยุ่งยากและซับซ้อนขึ้น แต่โอกาสความสำเร็จก็สูงขึ้นเช่นกัน เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่าผู้มีบุตรยากทุกคู่จะต้องทำเด็กหลอดแก้ว ทางโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จะมีการประเมินเพื่อมอบการรักษาให้เหมาะกับแต่ละคน
ถ้าเจาะลึกไปที่การทำเด็กหลอดแก้ว วิธีการนี้เหมาะกับใคร และช่วยตอบโจทย์เรื่องใดบ้าง
การทำเด็กหลอดแก้วตอบโจทย์เรื่องการมีบุตรที่หลากหลาย เช่น กรณีลองรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่สำเร็จ, ฝ่ายหญิงมีปัญหาเรื่องคุณภาพไข่ รังไข่เสื่อม หรือท่อนำไข่ตัน, ฝ่ายชายมีปัญหาเรื่องคุณภาพอสุจิ หรือไม่สามารถมีอสุจิจากการหลั่งได้, คนที่จำเป็นต้องได้รับการบริจาคไข่ และตั้งครรภ์แทน เนื่องด้วยปัญหาสุขภาพ, คนที่เสี่ยงมีลูกเป็นโรคทางพันธุกรรม, คนที่ยังไม่พร้อมมีลูก แต่ต้องการเก็บรักษาตัวอ่อนไว้ก่อน เพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ในอนาคต หรือแม้แต่คู่รักที่อยากมีลูก แต่ไม่ได้อาศัยอยู่ด้วยกัน โอกาสการตั้งครรภ์ด้วยวิธีธรรมชาติจึงลดลง
การทำ IVF เจ็บหรืออันตรายจริงไหม
ในด้านกระบวนการทำ คนไข้จะต้องผ่านการฉีดยาทุกวัน เป็นเวลาประมาณ 10-12 วัน ซึ่งยาส่วนใหญ่จะฉีดที่หน้าท้อง จึงอาจจะมีความเจ็บจากการฉีดยา แต่มันก็เล็กน้อย เพราะเข็มมีขนาดค่อนข้างเล็กและสั้น ส่วนใหญ่คนไข้ทุกคนก็ผ่านจุดนี้ไปได้
อีกหนึ่งขั้นตอนที่คนไข้มักกังวลคือกระบวนการเก็บไข่ แต่อย่างที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ในระหว่างการทำกระบวนการนี้ จะมีการดมยาให้คนไข้หลับ เพราะฉะนั้น คนไข้จะไม่รู้สึกตัวหรือเจ็บ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 30 นาที - 1 ชั่วโมง และคนไข้ก็จะตื่นทันทีหลังจากทำเสร็จ ต่อจากนั้นจะต้องพักฟื้นประมาณ 2
ส่วนภาวะแทรกซ้อนหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น อย่างแรกที่อาจพบได้คือ ‘การติดเชื้อ’ แต่โดยปกติแล้ว โอกาสการติดเชื้อค่อนข้างต่ำ และทางโรงพยาบาลมักมียาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันการติดเชื้อให้อยู่แล้ว นอกจากนั้น หมอก็จะแนะนำคนไข้อย่างละเอียดว่าต้องสังเกตอาการติดเชื้ออย่างไร เพราะถ้ารู้ตัวว่าติดเชื้อตั้งแต่เนิ่นๆ ก็จะมารักษาได้อย่างรวดเร็ว
ความเสี่ยงต่อไปคือ ‘การบาดเจ็บต่ออวัยวะในช่องท้องขณะเก็บไข่’ แต่โอกาสในการเกิดก็น้อยเช่นกัน เพราะในกระบวนการเก็บไข่ หมอจะใช้อัลตราซาวด์เพื่อดูว่าเข็มอยู่ตรงจุดไหนของรังไข่
อีกภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญมากๆ คือ ‘Ovarian Hyperstimulation Syndrome’ หรือ ‘ภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป’ หลังจากการเก็บไข่ บางคนอาจจะมีอาการคล้ายท้องอืด มีน้ำขังในช่องท้อง ส่วนใหญ่แล้ว อาการจะไม่รุนแรง แต่ถ้ารุนแรงมากๆ ก็อาจจำเป็นต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล เพื่อเฝ้าดูอาการ โดยการรักษา Ovarian Hyperstimulation Syndrome เป็นการรักษาแบบประคับประคอง เพราะภาวะนี้สามารถหายเองได้
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน หมอสามารถคาดการณ์ได้ว่า คนไข้มีโอกาสที่จะเกิดภาวะนี้มากหรือน้อย เพราะฉะนั้น ในกระบวนการเก็บไข่ หมอก็จะระมัดระวังและเลือกใช้วิธีที่เหมาะสม เพื่อลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนนี้
บางคนอาจมีความกังวลว่า การทำ IVF จะมีโอกาสสำเร็จน้อย หรือเด็กที่เกิดมาจะไม่แข็งแรง ในความเป็นจริงจากสถิติหรือจากประสบการณ์ที่คุณหมอเจอเป็นอย่างไรบ้าง
โอกาสสำเร็จขึ้นอยู่กับสุขภาพของแต่ละคู่ เช่น สาเหตุของการมีบุตรยากคืออะไร คุณภาพไข่เป็นอย่างไร และอสุจิเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น อย่ากังวลในความล้มเหลวของคนอื่น หรืออย่าคาดหวังกับความสำเร็จของคนอื่นมากจนเกินไป
หากใครอยากทำเด็กหลอดแก้ว เราต้องรู้ Fact หรือความเป็นจริงของคู่เรา และเดินทางไปตามนั้น หมอที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จะดูแลคนไข้แบบ Tailor-made โดยชี้ให้เห็นถึงความเป็นจริงของคนไข้แต่ละคู่ว่ามีโอกาสสำเร็จประมาณเท่าไร เพื่อให้พวกเขาตัดสินใจได้ว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้ จากการวัดผลโดยรวม อัตราความสำเร็จในการย้ายตัวอ่อนของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์อยู่ที่ 70% ซึ่งถือเป็นอัตราความสำเร็จที่ผ่านมาตรฐานสากล
หลายคนอาจจะยังสับสนระหว่าง IVF กับ ICSI จริงๆ แล้วสองอย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร
IVF (In Vitro Fertilization) กับ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) คือการนำไข่กับสเปิร์มมาผสมกันนอกร่างกาย เพื่อเลี้ยงให้ได้ตัวอ่อน แล้วย้ายกลับเข้าไปในโพรงมดลูก แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ IVF จะนำไข่หนึ่งใบล้อมรอบด้วยสเปิร์มหลายๆ ตัว ส่วน ICSI คือการนำสเปิร์มหนึ่งตัวเจาะในไข่หนึ่งใบโดยตรง เพราะฉะนั้น ICSI จะเหมาะกับการแก้ไขบางปัญหา เช่น สเปิร์มมีปริมาณน้อย หรือคุณภาพไม่ค่อยดี เพราะ IVF ต้องการสเปิร์มจำนวนหนึ่งในการทำ หรือในอีกกรณีคือ คนไข้เคยทำ IVF แล้วไม่สำเร็จ เพราะสเปิร์มไม่สามารถเจาะไข่เองได้ ICSI ก็จะเป็นวิธีการรักษาถัดไปที่สามารถเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาได้
กระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ประกอบด้วยขั้นตอนอะไรบ้าง
ขั้นแรกคือการปรึกษาแพทย์ก่อนว่า สาเหตุของแต่ละคู่คืออะไร เพื่อเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม โดย Protocol หรือรูปแบบการกระตุ้นไข่ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ณ ปัจจุบันคือ การเริ่มรักษาตั้งแต่วันที่ 2 หรือ 3 ของรอบเดือน
รวมถึงจะมีการตรวจอัลตราซาวด์ และการเจาะฮอร์โมน เพื่อประเมินว่า การรักษาควรจะไปในแนวทางไหน ใช้ยาตัวไหนและโดสเท่าไร เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว เราก็จะให้คนไข้ฉีดยาทุกวัน เป็นเวลาประมาณ 10-12 วัน ระหว่างนั้นก็จะมีการอัลตราซาวด์ เพื่อดูการตอบสนองจากการรักษา แล้วปรับเปลี่ยนยาตามความเหมาะสม
หากไข่พร้อมแล้ว ก็จะเข้าสู่กระบวนการเก็บไข่ ซึ่งมักจะอยู่ที่ประมาณวันที่ 14 ของรอบเดือน หรืออาจกล่าวได้ว่า การกระตุ้นไข่จะใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ โดยต่อไปจะเป็นกระบวนการเก็บไข่และการพักฟื้น ตามที่ได้เล่าไปก่อนหน้านี้
หลังจากนั้น นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Embryologist) จะดำเนินการผสมไข่กับสเปิร์ม และเลี้ยงตัวอ่อนให้ได้อายุประมาณ 5-6 วัน เพื่อเก็บรักษาตัวอ่อนไว้ หรือย้ายกลับเข้าโพรงมดลูกในเวลาที่เหมาะสม
ตอนนี้เทคโนโลยีในการทำเด็กหลอดแก้วก้าวหน้าไปมาก ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่า โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีเทคโนโลยีเฉพาะทางอะไรบ้าง
นอกเหนือจากเทคโนโลยีพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการทำเด็กหลอดแก้วแล้ว โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ยังมีเทคโนโลยีเฉพาะทางที่ช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จในเคสคนไข้ที่มีปัญหาซับซ้อน เช่น ‘DNA fragmentation test’ การตรวจวัดการแตกหักเสียหายของ DNA ในอสุจิ เพราะถ้า DNA แตกหักเสียหาย โอกาสความสำเร็จในการมีบุตรก็จะลดลง เพราะฉะนั้น เทคโนโลยีนี้ก็จะสามารถตรวจสอบได้ว่าคนไข้ฝ่ายชายมีปัญหาเรื่องนี้หรือเปล่า
ซึ่งถ้าคนไข้มีปัญหานี้ ทางโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ก็จะใช้เครื่องมือ ‘MAC sperm selection’ เพื่อตรวจคัดกรองสเปิร์มก่อนนำไปผสมกับไข่ เพื่อลดโอกาสในการเจอสเปิร์มที่มี DNA แตกหักเสียหาย
นอกจากนี้ยังมี ‘Genetic screening’ การตรวจโครโมโซมของตัวอ่อนว่าผิดปกติหรือไม่ เพราะหากโครโมโซมขาดหรือเกิน อาจนำไปสู่โรคทางพันธุกรรมต่างๆ เช่น ดาวน์ซินโดรม เพราะฉะนั้น การใช้เครื่องมือนี้ก็จะทำให้เรารับรู้ว่า จากจำนวนตัวอ่อนทั้งหมด มีตัวไหนบ้างที่โครโมโซมปกติ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการย้ายตัวอ่อนได้มากขึ้น
ต่อมาคือการเลี้ยงตัวอ่อนใน ‘Time-lapse’ หรืออุปกรณ์ที่ช่วยแสดงผลการเปลี่ยนแปลงของตัวอ่อนตลอดเวลา โดยใช้ AI มาคัดแยกคุณภาพของตัวอ่อน ทำให้เราสามารถเลือกตัวอ่อนที่มีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์ได้มากที่สุด
ปัจจุบันผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะมีก้อนเนื้อ ถุงน้ำ และเสี่ยงเป็นมะเร็งสูง หากมีภาวะเหล่านี้และต้องการมีลูก จะมีแนวทางการตั้งครรภ์อย่างไรบ้าง
อยากจะฝากถึงผู้หญิงทุกคนว่า ยิ่งอายุมากขึ้น โอกาสในการตั้งครรภ์จะน้อยลง คุณภาพและปริมาณไข่จะลดลง รวมถึงโอกาสในการเกิดโรคต่างๆ ที่มีผลต่อการเจริญพันธุ์อาจเพิ่มมากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้น การตระหนักรู้ถึงสุขภาพของตัวเองจึงสำคัญที่สุด ซึ่งควรไปตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เช่น ตรวจภายใน ตรวจอัลตราซาวด์คัดกรองโรคต่างๆ ทางนรีเวช
นอกจากการตรวจสุขภาพเป็นประจำแล้ว เราควรมีแผนที่ดี โดยวางแผนว่าอยากมีลูกเมื่อไร หรือพร้อมมีลูกเมื่อไร เพราะถ้าอยากมีลูกตอนอายุมากแล้ว การฝากไข่ก็ถือเป็นแผนสำรองที่ดีในอนาคต เช่น กรณีเป็นโรคต่างๆ ที่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์ การฝากไข่ไว้ก่อนจะช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จในอนาคตมากขึ้น
ในกรณีที่คนไข้ผ่านการทำเด็กหลอดแก้วมาหลายครั้งแล้ว โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีแนวทางในการดูแลอย่างไร
อย่างแรกต้องประเมินก่อนว่า สาเหตุคืออะไร และคนไข้ได้รักษาด้วยวิธีอะไรไปแล้วบ้าง ผลลัพธ์ของแต่ละวิธีเป็นอย่างไร และจำเป็นต้องตรวจอะไรเพิ่มเติมบ้าง เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว เราก็จะมาพูดคุยกับคนไข้ว่า ณ ตอนนี้สามารถทำอะไรเพิ่มได้บ้าง เพื่อให้คนไข้เข้าใจว่า พยากรณ์โรคของตัวเองคืออะไร เพราะเขาต้องรู้ว่า ถ้าเขาจะไปต่อ เขาจะต้องเจอกับการรักษาแบบไหน และมีโอกาสสำเร็จมากน้อยแค่ไหน มันคุ้มไหมที่เขาจะไปต่อกับเรา ถ้าคนไข้อยากไปต่อ เราก็จะลองปรับกลยุทธ์การรักษาให้เหมาะสม เช่น ปรับโดสของยา
มีเรื่องอะไรที่ควรรู้เกี่ยวกับ IVF แต่หลายคนยังไม่รู้ไหม
ถ้าพยายามมีบุตรด้วยวิธีธรรมชาติเป็นเวลาหนึ่งปีแล้วยังไม่สำเร็จ กรณีนี้เข้าเกณฑ์การมีบุตรยาก ควรเข้ามาปรึกษาแพทย์ อย่าปล่อยให้นานเกินไป หรือถ้าอายุเกิน 35 ปีขึ้นไป หรือมีโรคเกี่ยวกับการเจริญพันธุ์ ก็สามารถเข้ามาปรึกษาและวางแผนการมีบุตรร่วมกับแพทย์ได้เลย
ทำไมถึงควรวางแผนการมีบุตรกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
บางทีการรักษาไข่ไม่ได้ใช้เวลาเพียง 1-2 เดือน แต่อาจใช้เวลาเป็นสิบปี หรือบางคนอาจมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ ร่วมด้วย ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ ซึ่งโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีมาตรฐานและเทคโนโลยีที่พร้อมสำหรับการดูแลคนไข้อย่าง Tailor-made และครบวงจร นับตั้งแต่เริ่มต้นวางแผนมีบุตร การฝากไข่ (Egg Freezing) การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ไปจนถึงการฝากครรภ์ และคลอดบุตร
รวมถึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมช่วยเหลือ 24 ชั่วโมงในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ (Maternal-fetal Medicine) ที่จะดูแลคนไข้ไปจนถึงคลอดบุตร และหลังจากคลอดแล้ว เราก็มีทีมกุมารแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก
ดังนั้น คนไข้ไม่ต้องกังวลเรื่องการเปลี่ยนสถานพยาบาล เพื่อรักษาอาการอื่นๆ เพิ่มเติม เพราะโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เป็นสถาบันทางการแพทย์ที่มีความมั่นคง และมีศักยภาพในการดูแลคนไข้ไปตลอด journey ของเขาได้
สำหรับใครที่อยากปรึกษาเรื่องการทำเด็กหลอดแก้วกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ สามารถลงทะเบียนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับไปได้ที่ https://bhx.one/rHLAgS
บทความต้นฉบับได้ที่ : การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) อันตรายไหม? เจ็บหรือเปล่า? สำเร็จมากแค่ไหน? คุยกับ ‘ผศ.พญ. ชนัญญา ตันติธรรม’ สูติแพทย์เฉพาะทาง จากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
บทความที่เกี่ยวข้อง
- “ฉันบล็อกศิลปินไปหลายคนใน Spotify และพวกเขาทั้งหมดเป็นคนที่ใช้ความรุนแรง คุณคงไม่เจอเพลงของ Chris Brown หรอกนะ” Zara Larsson ศิลปินที่ยืนหยัดในความคิดเห็นของตัวเอง พร้อมเลิกซัพพอร์ตคนที่ทำร้ายผู้หญิง
- มาตรฐานการคัดกรองที่ควรรวมถึงความรุนแรงทางเพศ จากกรณี ‘ไชยามพวาน’ จนถึง ‘ธีระวัฒน์’ ผู้สมัคร สส. เมื่อพรรคประชาชนยังมีแนวโน้มโอบอุ้มผู้ก่อเหตุข่มขืนหรือคุกคามทางเพศ แม้มี สส.หญิงออกมาท้วงติงบ่อยครั้ง
- การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) อันตรายไหม? เจ็บหรือเปล่า? สำเร็จมากแค่ไหน? คุยกับ ‘ผศ.พญ. ชนัญญา ตันติธรรม’ สูติแพทย์เฉพาะทาง จากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com