โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

กต. ร้องอิหร่านคุ้มครองพลเมือง หลังลูกเรือไทยถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ

Amarin TV

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา
กระทรวงการต่างประเทศออกแถลงการณ์เรียกร้องให้อิหร่านคุ้มครองพลเมืองตามกฎบัตรสหประชาชาติ หลังเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทยโดนโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ

เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศของไทย ออกแถลงการณ์ตอบโต้กรณีกองทัพอิหร่านยิงเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทยในช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่า ประเทศไทยมีความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์วิกฤติในตะวันออกกลาง ซึ่งทวีความรุนแรงจากการโจมตีของอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา และการตอบโต้โดยอิหร่าน โดยการโจมตีที่ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องมีแนวโน้มจะเพิ่มความตึงเครียดทั้งในและนอกภูมิภาค

สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงก่อให้เกิดภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อชีวิตและความปลอดภัยของพลเรือนผู้บริสุทธิ์ของประเทศใกล้เคียงในภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อประชาชนของประเทศนอกภูมิภาค รวมถึงคนไทยด้วย อีกทั้งล่าสุด ได้ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการเดินเรือ เมื่อเรือสัญชาติไทยลำหนึ่งที่มีลูกเรือคนไทย 23 คน ถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ในห้วงเวลาที่ท้าทายเช่นนี้ การเคารพกฎบัตรสหประชาชาติและหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ อาทิ การคุ้มครองพลเรือน และโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ประเทศไทยขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้นอย่างสูงสุด ลดระดับความตึงเครียดในทันที และกลับสู่การเจรจา การทูต และการหารือ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายและบั่นทอนสันติภาพและเสถียรภาพ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกต่อไป

ทั้งนี้ กรมเจ้าท่าและกองทัพเรือแถลงว่ารือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทย ชื่อ "มยุรีนารี" (Mayuree Naree) ที่มีบริษัท Precious Shipping จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าของ ประสบเหตุและได้รับความเสียหายบริเวณท้ายเรือขณะเดินเรือในทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ภายหลังการออกเดินทางจากท่าเรือเมืองคาลิฟา สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ โดยมีลูกเรือคนไทยจำนวน 23 คน โดยขณะนี้ กองทัพเรือโอมานสามารถช่วยเหลือลูกเรือไทยจำนวน 20 คนได้อย่างปลอดภัยแล้วและกำลังดำเนินการช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คน

ขณะนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ประสานฝ่ายโอมานเพื่อติดต่อกับลูกเรือคนไทยที่ได้รับการช่วยเหลือแล้วและทราบว่าปลอดภัย โดยกระทรวงการต่างประเทศกำลังประสานการให้ความช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คนโดยเร็วที่สุด รวมถึงจะติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการโจมตีเพิ่มเติมต่อไป

เรือหลายลำโดนโจมตี นานาชาติเร่งระบายน้ำมันสำรอง

ทางการเดินเรือระบุว่า มีเรือบรรทุกสินค้า 3 ลำถูกโจมตีโดย "วัตถุระเบิดไม่ทราบชนิด" ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญระดับโลก ในบรรดาเรือบรรทุกสินค้า 3 ลำที่ถูกโจมตีในช่องแคบนั้น มีเรือสัญชาติไทยรวมอยู่ด้วย 1 ลำ ซึ่งอยู่ห่างจากตอนเหนือของประเทศโอมาน 11 ไมล์ทะเล โดยเกิดเหตุไฟไหม้บนเรือ และกองทัพเรือไทยระบุว่าสามารถช่วยชีวิตลูกเรือทั้ง 23 รายไว้ได้ ทั้งนี้ อิหร่านได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบ โดยกล่าวหาว่าลูกเรือละเลยคำเตือน

ขณะที่เรือลำที่สอง เป็นเรือคอนเทนเนอร์สัญชาติญี่ปุ่น ถูกโจมตีห่างจากชายฝั่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 25 ไมล์ทะเล ได้รับความเสียหายเล็กน้อย และเรือลำที่สาม ถูกโจมตีห่างจากทางตะวันตกเฉียงเหนือของดูไบประมาณ 50 ไมล์ทะเล ตามรายงานของหน่วยปฏิบัติการความมั่นคงทางทะเลของสหราชอาณาจักร

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประกาศว่า 32 ประเทศได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ระบายน้ำมันสำรองจำนวน 400 ล้านบาร์เรล เนื่องจากสถานการณ์ที่ "ไม่เคยปรากฏมาก่อน"

แรงกดดันในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลกได้ทวีความรุนแรงขึ้น นับตั้งแต่ อิสราเอลและสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านเมื่อปลายเดือนที่แล้ว ส่งผลให้ปริมาณการจราจรทางเรือลดลงและราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้น โดยอิหร่านประกาศว่าจะ "ไม่อนุญาตให้น้ำมันแม้แต่ลิตรเดียว" ที่มีจุดหมายปลายทางไปยังสหรัฐฯ อิสราเอล และพันธมิตร สามารถผ่านช่องแคบนี้ไปได้

ในพื้นที่อื่น ๆ อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ใส่เป้าหมายของกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ในเลบานอนเมื่อคืนวันพุธ เพื่อตอบโต้การยิงจรวดใส่อิสราเอล ขณะที่ก่อนหน้านี้ อิหร่านก็ได้ทำการโจมตีตอบโต้เพิ่มเติมหลายครั้งทั่วภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...