โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แรงกดดัน 'ภูมิรัฐศาสตร์' ดันโลกสู่ยุค 'AI Sovereignty'

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

การคาดการณ์ของ“การ์ทเนอร์” ระบุว่า ปี 2570 ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกว่า 35% จะเข้าสู่ภาวะถูกจำกัดให้ใช้แพลตฟอร์ม AI เฉพาะภูมิภาค หรือ Region-Specific AI Platforms ที่ใช้ข้อมูลบริบทเฉพาะตัว โดยภายในปีหน้าภาวะการถูกผูกขาดแพลตฟอร์มนี้จะเพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 35%

กอราฟ กุปตา รองประธานฝ่ายวิเคราะห์การ์ทเนอร์ กล่าวว่า ประเทศที่มีเป้าหมายสร้างอธิปไตยทางดิจิทัล หรือ Digital Sovereignty กำลังเพิ่มการลงทุนกับโครงสร้าง AI ภายในประเทศ หรือ Domestic AI Stacks มากขึ้น

ทั้งนี้เพื่อมองหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากโมเดลที่เป็นระบบปิดของสหรัฐฯ ซึ่งประกอบไปด้วย ประสิทธิภาพการประมวลผล ดาต้าเซ็นเตอร์ โครงสร้างพื้นฐาน และโมเดลที่ทำงานสอดคล้องกับกฎหมาย วัฒนธรรม และภูมิภาคของตน ซึ่งความเชื่อมั่นและความเข้ากันได้ทางวัฒนธรรมกลายเป็นเกณฑ์สำคัญ

โดยผู้มีอำนาจตัดสินใจให้ความสำคัญกับแพลตฟอร์ม AI ที่สอดคล้องกับค่านิยมท้องถิ่น กรอบการกำกับดูแล และความคาดหวังของผู้ใช้งาน มากกว่าแพลตฟอร์มที่มีเพียงชุดข้อมูลการฝึกฝนขนาดใหญ่ที่สุด

โมเดลที่ปรับให้เข้ากับท้องถิ่น หรือ Localized Models ให้คุณค่าเชิงบริบทมากกว่า โดยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ระดับภูมิภาคมีประสิทธิภาพเหนือกว่าโมเดลระดับโลกในแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น การศึกษา การปฏิบัติตามกฎหมายและบริการสาธารณะ โดยเฉพาะในภาษาอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ

เดินหน้าสร้าง ‘อธิปไตยทาง AI’

ข้อมูลระบุว่า หลายประเทศต้องลงทุน 1% ของ GDP ภายในปี 2572 เพื่อสร้าง AI Sovereignty จากการที่ลูกค้าที่อยู่นอกฝั่งตะวันตกเริ่มเปลี่ยนจุดยืน เนื่องจากพวกเขากังวลเกี่ยวกับอิทธิพลของตะวันตกที่แพร่เข้ามามากเกินไป ทำให้ AI Sovereignty กลายเป็นตัวชี้นำไปสู่การลดความร่วมมือลงและเกิดการทำงานที่ซ้ำซ้อน

ด้วยเหตุนี้ การ์ทเนอร์จึงคาดการณ์ว่าประเทศที่สร้างโครงสร้าง AI ของตนเอง หรือ Sovereign AI stack จะต้องใช้จ่ายอย่างน้อย 1% ของ GDP กับโครงสร้างพื้นฐาน AI ภายในปี 2572

อธิปไตยทาง AI หรือ AI Sovereignty หมายถึงความสามารถของประเทศหรือองค์กรในการควบคุมวิธีการพัฒนา แนวทางการติดตั้งนำไปใช้งาน และการใช้ AI ภายในขอบเขตทางภูมิศาสตร์ของตนได้อย่างอิสระ

แรงกดดันด้านกฎระเบียบ ภูมิรัฐศาสตร์ การจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ในประเทศ ภารกิจ AI ระดับชาติ ความเสี่ยงต่าง ๆ ที่องค์กรเผชิญ และความกังวลด้านความมั่นคงของชาติ ล้วนเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่ทำให้รัฐบาลและองค์กรต่าง ๆ ต้องเร่งลงทุนใน Sovereign AI

นอกจากนี้ความกลัวที่จะกลายเป็นผู้ตามในการแข่งขันทางเทคโนโลยี AI ยังผลักดันให้ประเทศและบริษัทต่าง ๆ ต้องเร่งสร้างนวัตกรรมและลงทุนเพื่อเป้าหมายในการบรรลุการพึ่งพาตนเองในทุกภาคส่วนของโครงสร้าง AI

ดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานในโรงงาน AI ถือเป็นกระดูกสันหลังที่สำคัญของ AI stack ที่ช่วยให้เกิดอธิปไตยทาง AI ส่งผลให้ดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะมีการขยายตัวและการลงทุนอย่างมหาศาลในอนาคต ผลักดันให้บริษัทไม่กี่แห่งที่ควบคุมโครงสร้าง AI มีมูลค่าบริษัทเติบโตในระดับเลขสองหลักถึงล้านล้านดอลลาร์

กลยุทธ์สำหรับ ‘ซีไอโอ’

ด้วยเหตุทั้งหมดนี้ ผู้บริหารไอที (CIOs) จะต้อง ออกแบบเวิร์กโฟลว์ที่ไม่ยึดติดกับโมเดลใด ๆ โดยใช้เลเยอร์การจัดการต่างๆ ช่วยให้สามารถสลับไปมาระหว่าง LLM ในภูมิภาคต่าง ๆ และผู้ให้บริการที่แตกต่างกันได้

พร้อมกันนี้ มีการกำกับดูแล AI และจัดเก็บข้อมูลในประเทศ และการปรับแต่งโมเดลเป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมาย วัฒนธรรม และภาษาเฉพาะของแต่ละประเทศ

รวมไปถึง สร้างสัมพันธ์กับผู้ให้บริการคลาวด์ระดับชาติ ผู้ให้บริการ LLM ระดับภูมิภาค และผู้นำด้าน Sovereign AI ในตลาดสำคัญ ๆ พร้อมจัดทำรายชื่อพันธมิตรที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว

ตลอดจน คอยติดตามกฎหมาย AI กฎระเบียบด้านอธิปไตยทางข้อมูล และมาตรฐานใหม่ ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานที่และวิธีการติดตั้งใช้งานโมเดล AI รวมถึงการประมวลผลข้อมูลของผู้ใช้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...