โพสต์เดียวสะเทือน หนุ่มโดนจอดรถขวางซอย แจงดราม่า อัดอั้นมา 3 ปี
จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ระบายปัญหาเพื่อนบ้านในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่จอดรถกีดขวางทางเข้า-ออกซอยมานานกว่า 3 ปี ทำให้ตนซึ่งอาศัยอยู่บ้านท้ายซอยนำรถเข้าออกลำบาก ตัดสินใจว่าจะนำรถกระบะของตัวเองมาจอดขวางซอย พร้อมโพสต์ข้อความระบุว่า หากตนไม่สามารถเข้าออกบ้านได้ ก็จะจอดรถลักษณะเดียวกัน พร้อมแสดงความกังวลว่า หากเกิดเหตุฉุกเฉินอาจทำให้การสัญจรลำบากและเป็นอันตรายได้
ต่อมาเมื่อวันที่ 9 มี.ค. เจ้าของโพสต์ได้อัปเดตสถานการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า หลังจากเรื่องดังกล่าวถูกเผยแพร่ลงโซเชียลมีเดีย บรรยากาศภายในซอยในวันถัดมาดูโล่งขึ้น รถที่เคยจอดกีดขวางทางแทบหายไป คาดว่าโพสต์ดังกล่าวถูกแชร์ออกไปจำนวนมากจนเพื่อนบ้านรับทราบ จึงมีการปรับพฤติกรรม พร้อมกล่าวขอบคุณเพื่อนบ้านที่ให้ความร่วมมือ และย้ำถึงการมีจิตสำนึกต่อส่วนรวม
อย่างไรก็ตาม ภายหลังเกิดกระแสดราม่าในโลกออนไลน์ โดยมีบางส่วนตั้งคำถามว่า เหตุใดเจ้าของโพสต์จึงสามารถจอดรถหน้าบ้านได้ ขณะที่ผู้อื่นถูกตำหนิเรื่องการจอดรถ ทำให้เจ้าตัวออกมาโพสต์ชี้แจงเพิ่มเติมเป็นครั้งสุดท้าย
เจ้าของโพสต์ระบุว่า สาเหตุที่โพสต์เรื่องดังกล่าวเกิดจากความอัดอั้นใจสะสมมานาน ปกติไม่เคยโพสต์ตำหนิใครในเฟซบุ๊ก โดยเพียงต้องการระบายความอึดอัด และไม่คาดคิดว่าเรื่องจะถูกแชร์ออกไปเป็นวงกว้างจนกลายเป็นประเด็นถกเถียง
พร้อมอธิบายว่า ลักษณะพื้นที่หน้าบ้านของตนอยู่บริเวณท้ายซอยและเป็นแนวกำแพงหมู่บ้านแบบทแยง ทำให้มีมุมสำหรับจอดรถโดยไม่กีดขวางทางเข้า-ออกของบ้านหลังอื่น อีกทั้งหน้าบ้านมีความกว้างประมาณ 9 เมตร จึงสามารถจอดรถชิดกำแพงโครงการโดยไม่ล้ำเส้นกึ่งกลางถนน ต่างจากบ้านหลังอื่นที่มีหน้ากว้างประมาณ 5 เมตร
เจ้าของโพสต์ยังระบุว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การจอดรถหน้าบ้าน แต่เป็นกรณีที่มีรถจอดขวางทางเข้า-ออกซอย ทำให้ไม่สามารถนำรถออกจากซอยได้ ซึ่งแตกต่างจากกรณีที่รถเข้าออกบ้านของตนไม่ได้ เพราะติดรถเพื่อนบ้านหน้าบ้าน ซึ่งตนยอมรับได้
นอกจากนี้ยังเปิดเผยว่า ตอนตัดสินใจซื้อบ้านหลังดังกล่าว เซลล์ขายบ้านระบุว่าราคาสูงกว่าบ้านหลังอื่นเล็กน้อย เนื่องจากมีพื้นที่ด้านข้างเพิ่ม และสามารถจอดรถหน้าบ้านได้โดยไม่กีดขวางใคร จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เลือกซื้อบ้านหลังนี้
อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวย้ำว่า ไม่ได้ต้องการสิทธิพิเศษเหนือเพื่อนบ้าน เพียงแต่พื้นที่หน้าบ้านสามารถจอดรถได้จริงโดยไม่กระทบผู้อื่น พร้อมระบุว่า โพสต์นี้เป็นโพสต์สุดท้ายจะไม่ขอชี้แจงเรื่องดังกล่าวอีก