เปิดโผ 18 หุ้นน่าเก็บ จังหวะ SET พักฐาน
#ทันหุ้น – นายพบชัย ภัทราวิชญ์, CISA นักกลยุทธ์ตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ InnovestX เครือเดียวกับธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่าตลาดหุ้นไทยเปิดประเดิมปี 2569 ได้อย่างร้อนแรง นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (12 กุมภาพันธ์ 2569) SET ปรับขึ้นไปแล้วกว่า 14%YTD ซึ่งถือว่า Outperform ตลาดหุ้นโลกส่วนใหญ่ ปัจจัยหนุนหลักสำคัญประการหนึ่ง คือ กระแส Fund Flow ที่ไหลเข้าต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 โดยในปี 2569 ผ่านไปเพียง 1 เดือนครึ่ง นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตลาดหุ้นไทยปีแล้วกว่า 4.8 หมื่นล้านบาท หรือเกือบ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
การที่กระแส Fund Flow ไหลเข้าในตลาดหุ้นไทยสูงเป็นลำดับต้นๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เราประเมินว่ามีปัจจัยหนุนจาก1) ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ทำให้มีเงินทุนไหลออกจากตลาดที่เสี่ยงสูงอย่าง Developed Market (DM) มาพักเข้าสู่ตลาดที่เสี่ยงต่ำกว่าอย่างตลาด Emerging Market (EM) หรือเกิด De-dollarization ส่งผลให้ SET ได้รับอานิสงส์ไปด้วย
2) SET ยัง Laggard โดยเมื่อพิจารณาปี 2569 SET ซื้อขายบน PEG 1.7 เท่า เริ่มถูกกว่าตลาด DM ที่ซื้อขายบน PEG 1.9 เท่าและ 3) ความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยหลังการเลือกตั้ง นอกจากนี้ไทยยังมีโอกาสได้กระแสเงินไหลเข้าเพิ่มจากการปรับเกณฑ์คำนวณสัดส่วนถือครองหุ้นของ MSCI เนื่องจากตลาดหุ้นอินโดนีเซียซึ่งมี %Free Float ต่ำ อาจเผชิญกระแสเงินไหลออก
อย่างไรก็ดี กระแสเงินทุนที่ไหลเข้านี้ ก็อาจมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นเพียง “Tactical Inflow“ อ้างอิงจากช่วง 5 ปีที่ผ่านมาพบว่า กระแสเงินส่วนใหญ่ไหลเข้าเพียงช่วงสั้น 1-3 เดือน โดยหากจะเข้ามายาวนานกว่านั้นต้องรอดูพัฒนาที่จะสร้างความเชื่อมั่นได้เพิ่มเติม จึงจะเป็นกุญแจสำคัญที่ผลักดันให้ดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นไปได้ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ หากมองในมิติของ Valuation เราประเมินว่า SET ยังน่าสนใจ โดยปัจจุบันมี PER 69F ที่ 15 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 16 เท่าของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ซึ่งหากความคาดหวังการเร่งดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ดึงดูด Fund Flow ไหลเข้าได้ต่อเนื่อง มองมีโอกาสที่ SET จะปรับขึ้นไปบริเวณ 1500 จุดได้ ขณะที่การทยอยประกาศงบ 4Q68 ของหุ้น Real Sector รวมทั้งความผันผวนจากนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อภูมิรัฐศาสตร์ (ตะวันออกกลาง-ยุโรป) และสงครามการค้ากับจีน ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามและมีผลต่อบรรยากาศลงทุน แต่คาดไม่น่าส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญมากนัก
ในส่วนของกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้หาจังหวะซื้อสะสมในช่วงที่ SET พักตัว ในหุ้นที่มีปัจจัยบวกหนุน ดังนี้
หุ้น Laggard Play เพื่อรับอานิสงส์จากการหมุนกลุ่มเล่นของ Fund Flow แนะนำ CENTEL CPALL HMPRO SAWAD BDMS
หุ้น Earning Play ซึ่งคาดกำไร 4Q68 จะเติบโตเด่นเกิน 10%YoY พื้นฐานธุรกิจมั่นคงและมีโมเมนตัมกำไรที่ดี แนะนำ BGRIM CHG GULF PRM
หุ้นปันผลคุณภาพดีระยะยาว (กำไรแต่ละปีมั่นคง, ให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ AP DIF KTB PTT TISCO และหุ้นปันผลระยะสั้น 6 เดือน (กำไรปี 2569 มั่นคง, ให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ BAM KBANK SAT THANI