“พันธบัตรสหรัฐ” ร่วงต่อเนื่อง หลังจีนสั่งธนาคารจำกัดการถือครอง
"พันธบัตรสหรัฐ" ปรับตัวลงและอัตราผลตอบแทนขยับขึ้น ลังจีนสั่งธนาคารจำกัดการถือครอง เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด
วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.11 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasuries) ปรับตัวลงต่อเนื่อง หลังมีรายงานว่าหน่วยงานกำกับดูแลของจีนได้แนะนำให้สถาบันการเงินภายในประเทศควบคุมและลดสัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เนื่องจากความกังวลต่อความผันผวนของตลาด
อัตราผลตอบแทน (yield) ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นรุ่นอ้างอิง ปรับขึ้นสูงสุดราว 4 เบซิสพอยต์ มาอยู่ที่ประมาณ 4.25% จากก่อนหน้าที่ซื้อขายใกล้ 4.22% ขณะที่พันธบัตรอายุ 30 ปี เพิ่มขึ้นราว 3 เบซิสพอยต์ แตะระดับ 4.88% ส่วนดัชนี Bloomberg Dollar Spot Index ลดลง 0.2%
แหล่งข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่จีนได้ขอให้ธนาคารจำกัดการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพิ่มเติม และสั่งให้สถาบันที่มีสัดส่วนการถือครองสูงทยอยลดพอร์ตลง โดยไม่ได้กำหนดเป้าหมายด้านขนาดหรือกรอบเวลาอย่างชัดเจน และคำแนะนำนี้ไม่ครอบคลุมถึงการถือครองพันธบัตรสหรัฐในฐานะทุนสำรองของภาครัฐจีน
แม้มาตรการดังกล่าวจะถูกอธิบายว่าเป็นการกระจายความเสี่ยง แต่ก็อาจตอกย้ำแนวโน้มระดับโลกที่หลายประเทศ เช่น อินเดียและบราซิล เริ่มลดการพึ่งพาตลาดพันธบัตรที่ใหญ่ที่สุดในโลก ท่ามกลางข้อสงสัยที่เพิ่มขึ้นต่อความเป็นข้อยกเว้นพิเศษของสหรัฐ (US exceptionalism) รวมถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างกรณีที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เคยขู่เกี่ยวกับกรีนแลนด์ ซึ่งยิ่งกระตุ้นให้นักลงทุนมองหาสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ
แกเร็ธ เบอร์รี นักกลยุทธ์จาก Macquarie Group Ltd. กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวนี้เป็นหลักฐานล่าสุดที่สะท้อนรูปแบบบางอย่างซึ่งกำลังก่อตัวขึ้น และเป็นสัญญาณว่าความคาดหวังต่อกระแสเงินทุนไหลออกจากเงินดอลลาร์ในระยะยาวอาจไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน โดยผู้จัดการสินทรัพย์ในสหรัฐ ยุโรป และขณะนี้รวมถึงจีน กำลังลงคะแนนด้วยการกระทำผ่านการปรับพอร์ต
อย่างไรก็ดี ข้อมูลจาก United States Department of the Treasury ระบุว่า การถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐของต่างชาติในเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยการเพิ่มขึ้นของนอร์เวย์ แคนาดา และซาอุดีอาระเบีย ช่วยชดเชยการลดลงของการถือครองจากจีนอีกครั้ง
แม้ความตึงเครียดระหว่างปักกิ่งกับวอชิงตันยังคงมีอยู่ แต่ความสัมพันธ์โดยรวมทรงตัวมากขึ้นหลังการพักรบทางการค้าเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่ทรัมป์เคยเตือนประเทศในยุโรปไม่ให้ตอบโต้ด้วยการเทขายสินทรัพย์สหรัฐ จากกรณีข้อพิพาทด้านภาษีที่เชื่อมโยงกับกรีนแลนด์
ชารู ชานานา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนจาก Saxo Capital Markets ในสิงคโปร์ มองว่า กระแสนี้ยังเป็นการกระจายความเสี่ยงมากกว่าการเลิกใช้ดอลลาร์ แต่ก็อาจเปิดพื้นที่ให้ตลาดเดินหน้ากับธีมการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ต่อไป พร้อมชี้ว่า เงินสำรองของจีนและธนาคารจีนมีวัตถุประสงค์ต่างกัน โดยหน่วยงานกำกับดูแลสามารถเข้มงวดกฎการถือครองของธนาคารได้ แม้จีนยังจำเป็นต้องถือครองสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ที่มีสภาพคล่องสูงเพื่อการแทรกแซงตลาดหรือบริหารสภาพคล่องก็ตาม
อ้างอิง : bloomberg.com