มาสเตอร์ แปลน 101 งัด ‘Single-Team Integration’ มัดใจลูกค้าไฮเอนด์กางพอร์ต 1,200 ล้าน สู้ศึกบ้านหรูขาลงปี 69
17 กุมภาพันธ์ 2569–สัญญาณอันตรายตลาดบ้านหรูปี 68 ตลาดดิ่ง 35%สวนทางหนี้ครัวเรือนพุ่งเศรษฐีมีเงิน มีที่ดินแต่ไม่กล้าจ่ายซุ่มรอจังหวะเศรษฐกิจฟื้นตัว มาสเตอร์ แปลน 101 เผยทางรอดคือการล็อกต้นทุนและเร่งปิดดีลลูกค้าไฮเอนด์ที่กำลังรอจังหวะ เร่งปรับกระบวนทัศน์การบริหารจัดการเวลาและนวัตกรรม พร้อมกางพอร์ตรายได้ในมือ 1,200 ล้านบาท มุ่งเป้าฟื้นตัวแกร่งในปี 2569 ผ่านการเจาะเซกเมนต์ Ultra Luxury ทั่วประเทศ
นายอนันต์กร อมรวาที กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ แปลน 101 จำกัด เปิดเผยว่า ปี 2568 ถือเป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยที่ต้องเผชิญกับสภาวะ "Perfect Storm" จากมรสุมเศรษฐกิจรอบทิศทาง ทั้งปัจจัยภายนอกจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก กำแพงภาษี และภาวะสงครามในหลายภูมิภาค ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องให้เศรษฐกิจไทยหดตัว โดยคาดการณ์ GDP ต่ำกว่า 2.5% เมื่อผนวกกับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ได้ส่งผลฉุดกำลังซื้อของผู้บริโภคให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ กระทบต่อภาพรวมอสังหาริมทรัพย์วงกว้าง โดยเฉพาะโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม
ขณะเดียวกัน ตลาดรับสร้างบ้านได้รับผลกระทบในทิศทางเดียวกัน โดยภาพรวมทั้งประเทศหดตัวลง 11% จากมูลค่า 2.13 แสนล้านบาทในปี 2567 เหลือเพียง 1.9 แสนล้านบาท แม้จะยังไม่รุนแรงเท่าภาคอสังหาริมทรัพย์กระแสหลัก โดยส่วนแบ่งตลาด (Market Share) แบ่งเป็น:
- บ้านระดับราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท (50%)
- บ้านระดับราคา 5 - 20 ล้านบาท (25%)
- บ้านระดับราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป (25%)
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่น่าสนใจพบว่ายอดขายของสมาชิกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านลดลงมากกว่าภาพรวมตลาด โดยหดตัวลงราว 18% เนื่องจากสัดส่วนหลักเป็นบ้านระดับราคาเกิน 5 ล้านบาทขึ้นไป
“เมื่อเจาะลึกลงไปถึงตลาดรับสร้างบ้านหรูที่มีมูลค่าเกิน 20 ล้านบาทขึ้นไป เดิมคาดว่าคงไม่กระทบเพราะลูกค้ามีเงินและที่ดินอยู่แล้ว แต่ข้อมูลกลับระบุว่าเซกเมนต์นี้หดตัวลงอย่างหนักถึง 35% เนื่องจากกลุ่มลูกค้ายังขาดความเชื่อมั่นและเลือกที่จะเก็บออมเงินสดไว้ก่อนเพื่อรอจังหวะเศรษฐกิจที่เหมาะสม สะท้อนให้เห็นว่าตลาดบ้านหรูได้รับผลกระทบหนักไม่แพ้ภาคอสังหาฯ อื่นๆ”
อย่างไรก็ดี ธุรกิจรับสร้างบ้านมีความแตกต่างจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คือเป็น "Real Demand" ซึ่งกลุ่มที่กระทบชัดเจนจะเป็นกลุ่มสร้างบ้านระดับ 10 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนกลุ่มบ้าน 20 ล้านบาทขึ้นไปอาจเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นในปีนี้
ซึ่งผู้บริหารยอมรับว่าในส่วนของ Master Plan 101 เองก็ไม่รอดจากผลกระทบภาวะตลาดรับสร้างบ้านหรูหดตัวลงนี้ ย้อนกลับไปในปี 2567 บริษัทสามารถทำยอดขายสูงถึง 900 ล้านบาท แต่ปี 2568 ยอดขายกลับหดตัวลง 25% เหลือเพียง 675 ล้านบาท อย่างไรก็ดีด้วยระยะเวลาในการสร้างบ้านส่วนใหญ่อยู่ราวๆ1.5- 3 ปี ทำให้บริษัทยังมีโครงการที่ต่อเนื่องจากปี 2567 และปี 2568 ที่จะส่งผลยาวถึงปี 2569 ส่งผลให้มี Portfolio ในมือรวมกว่า 1,200 ล้านบาท ถือเป็นรายได้ที่รองรับความมั่นคงของบริษัทได้อีกอย่างน้อย 2 ปี
“แม้จะเป็นปีที่หนักหน่วง แต่หากเทียบกับค่าเฉลี่ยของตลาดกลุ่มรับสร้างบ้านลักชัวรี เราสามารถ Outperform ได้สูงกว่าตลาดถึง 10% ซึ่งเป็นผลมาจากความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อประสบการณ์และความน่าเชื่อถือของบริษัท”
ฝ่าวิกฤต GDP ดิ่ง! มั่นใจฐานลูกค้า Leads คุณภาพ ดันยอดขายพุ่งสู่ 843 ล้าน
สำหรับทิศทางในปี 2569 ผู้บริหารมองว่าเศรษฐกิจอาจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ โดย GDP มีแนวโน้มชะลอตัวจาก 2.5% เหลือเพียง 1.5% ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่หนักพอสมควร อย่างไรก็ตาม บริษัทตั้งเป้าการเติบโตในปี 2569 ไว้ที่ 25% เพื่อดึงยอดขายจาก 675 ล้านบาท กลับสู่ระดับ 843 ล้านบาท โดยมี 4 แรงหนุนสำคัญคือ:
- ฐานข้อมูลลูกค้าในมือมากกว่า 300 รายชื่อ มีมูลค่าการก่อสร้างกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทคัดกรองมาแล้วว่าในปี 2569 นี้จะมีกลุ่มลูกค้าที่ตัดสินใจสร้างบ้านกับเราประมาณ 1,000 ล้านบาททั่วประเทศ แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 50% และต่างจังหวัด 50% ซึ่งในอดีตยอดขายของมาสเตอร์ แปลน เติบโตเกือบแตะ 1,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากลูกค้าต่างจังหวัดด้วย ซึ่งสร้างบ้านตั้งแต่ 50 - 300 ล้านบาท
- การทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ในส่วนของออนไลน์มีการปรับ Content รีวิวบ้านให้ลูกค้าดู เพื่อสร้างความเชื่อมั่นจากผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ ในส่วนของออฟไลน์มีการออก Event 9-10 ครั้ง โดยใช้งบการตลาดเกือบ 20 ล้านบาท
- รัฐบาลใหม่ ซึ่งคาดหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเร่งขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในเร็ว ๆ นี้ เพื่อทำให้ธุรกิจเดินต่อไปได้ ซึ่งในรัฐบาลชุดใหม่มีรองนายกฯ และทีมเศรษฐกิจที่มั่นใจได้ว่าจะนำพาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างดี
- โอกาสสร้างบ้านในราคาเดิม เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ค่อยดีนัก จึงเป็นโอกาสของผู้บริโภคที่จะสร้างบ้านในราคาเดิมได้ เพราะเมื่อไหร่ที่เศรษฐกิจดี วัสดุและค่าแรงจะปรับตัวสูงตามไปด้วย ทำให้ต้นทุนในการสร้างบ้านปรับตัวขึ้น 5-10%
“กลุ่มบ้านราคาประหยัดหรือราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาทมีการแข่งขันสูงจากทั้งผู้รับเหมาและบริษัทรายย่อยผู้บริโภคเน้นความคุ้มค่า ราคาประหยัด และเปรียบเทียบค่อนข้างเยอะ แต่ในกลุ่มไฮเอนด์หรืออัลตราลักชัวรี สิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญคือ 'เวลา' และ 'ความสะดวก' หากเราสามารถคืนเวลาและลดความยุ่งยากให้เขาได้ นั่นคือปัจจัยสำคัญที่ลูกค้าจะเลือกเรา”
ยุทธศาสตร์ "The Master Home Builder": การบริหารสินทรัพย์ด้านเวลา
ท่ามกลางความผันผวนของตลาด มาสเตอร์ แปลน 101 (Master Plan 101) ได้ประกาศปรับทิศทางธุรกิจครั้งสำคัญ โดยมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของการสร้างบ้านหรูที่มักมีความซับซ้อนและใช้เวลานาน โดยชูแนวคิดการเป็น “ผู้คืนเวลา” ให้กับกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ ซึ่งมองว่า "เวลา" คือต้นทุนทางธุรกิจที่สำคัญที่สุดภายใต้คอนเซ็ปต์“THE MASTER HOME BUILDER” พร้อมกับนำพฤติกรรมของผู้บริโภคมาบวกกับการให้บริการในรูปแบบใหม่ เพื่อให้ลูกค้าจดจำ เข้าถึง และเข้าใจได้ง่าย
กลยุทธ์หลักที่บริษัทนำมาใช้คือการบูรณาการระบบงานแบบ Single-Team Integration หรือการทำงานผ่านทีมผู้เชี่ยวชาญชุดเดียวที่ดูแลตั้งแต่งานสถาปัตยกรรม การตกแต่งภายใน ไปจนถึงภูมิสถาปัตยกรรม เพื่อลดรอยต่อ (Pain Point) ในการประสานงานกับผู้รับเหมาหลายรายที่มักก่อให้เกิดงบประมาณบานปลายและระยะเวลาก่อสร้างที่ยืดเยื้อ
Intelligence OS: หัวใจสำคัญของการคุมคุณภาพ บ้านหรูเสร็จไวใน 18 เดือน
ในเชิงปฏิบัติการ บริษัทได้นำระบบ Master One 360 OS ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการเฉพาะตัวเข้ามาควบคุมมาตรฐานการก่อสร้าง ควบคู่ไปกับมาตรฐาน ISO 9001:2015 โดยมีการตรวจสอบคุณภาพผ่านเช็คลิสต์กว่า 6,000 รายการ เพื่อลดความผิดพลาดในหน้างาน (Zero Defect)
นอกจากนี้ ยังมีการปรับกระบวนการทำงานให้มีความคล่องตัวสูง (Agility) ผ่านบริการ PROMPT U Service ที่สามารถสรุปแบบและสัญญาได้ภายใน 7 วัน และเริ่มงานก่อสร้างได้ภายใน 60 วัน ซึ่งถือเป็นความเร็วที่โดดเด่นในเซกเมนต์บ้านหรู โดยตั้งเป้าส่งมอบบ้านพร้อมตกแต่งภายในและจัดสวนเสร็จสมบูรณ์ภายใน 18 เดือน สำหรับพื้นที่ไม่เกิน 1,000 ตารางเมตร
Gold Series: 3 สไตล์คฤหาสน์หรูที่มาเพื่อปิดดีลลูกค้าระดับ 50-300 ล้านทั่วประเทศ
แม้ภาพรวมตลาดจะซบเซา แต่ Master Plan 101 ยังคงเดินหน้าเปิดตัว "Gold Series" เพื่อดึงดูดกลุ่ม Real Demand ที่มีความต้องการเฉพาะตัวสูง แบ่งเป็น 3 รูปแบบหลัก:
- The Empire Gold: เน้นกลุ่มครอบครัวขยาย (Multi-generation) ในสไตล์คลาสสิก พร้อมที่จอดรถ Super Car
- Milano Brown: ตอบโจทย์ผู้บริหารรุ่นใหม่ในเมือง (Urban Sanctuary) ด้วยรูปแบบคฤหาสน์แนวตั้ง
- Gold Sand: งานดีไซน์แบบ Iconic ที่เน้นความแตกต่างเชิงงานประศิลปกรรม (Modern Organic Lines)
“ปี 2567 เราเห็นยอดสร้างบ้านระดับร้อยล้าน 2-3 หลัง แต่ปี 2568 ยอดกลุ่มนี้หายไปและถูกทดแทนด้วยกลุ่ม 5-10 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในกรุงเทพฯ ยังมีกลุ่มที่สั่งสร้างบ้านระดับ 70-80 ล้านบาท แบบบ้าน 3 รูปแบบบ้านที่เรานำเสนอ แบบแรกสำหรับครอบครัวขนาดใหญ่ แบบที่ 2 สำหรับผู้บริหารในเมือง และแบบที่ 3 สำหรับผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ต้องการบ้านที่มีเอกลักษณ์เหมือนนำงานศิลปะไปไว้ในบ้าน เราพยายามดีไซน์บ้านให้ตอบโจทย์และความชอบของลูกค้าด้วย ซึ่งในปีนี้เราคาดหวังว่าจะปิดดีลลูกค้าระดับ 50-60 ล้านบาทที่กำลังเจรจาอยู่ให้สำเร็จตามเป้าหมาย”