โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'ศัพท์สามคำในปีขวาสุดโต่ง : วันสิ้นโลก' (2)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 25 ม.ค. เวลา 06.30 น. • เผยแพร่ 25 ม.ค. เวลา 06.30 น.

คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม
โดย เกษียร เตชะพีระ

ความคิดการเมืองที่ล้อมรอบศัพท์ “วันสิ้นโลก” (Apocalypse) ของปีเตอร์ เทียล – เจ้าสัวไฮเทคชาวเยอรมัน-อเมริกันแห่งซิลิคอน แวลลีย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและบริหารบริษัท PayPal กับ Palantir Technologies ปัญญาชนสาธารณะและนักเคลื่อนไหวขวาจัดสากลนั้น – โดยสารัตถะแล้ว ได้รับอิทธิพลจากปัญญาชนต่อต้านเหตุผล นิยมและวิพากษ์วิจารณ์ภาวะสมัยใหม่กับยุครู้แจ้งอย่างแรงกล้า 3 คน ได้แก่

ลีโอ สเตราส์ (1899-1973) นักปรัชญาการเมืองและประวัติปรัชญาอนุรักษนิยมชาวเยอรมัน-อเมริกัน

คาร์ล ชมิตต์ (1888-1985) นักทฤษฎีการเมืองและนิติศาสตร์ผู้นิยมนาซีชาวเยอรมัน

เรอเน จิราร์ด (1923-2015) นักสหวิทยาการชาวฝรั่งเศสเจ้าทฤษฎีการเอาอย่างเกี่ยวกับจิตวิทยาแห่งกิเลส ตัณหา

นอกจากนี้ก็อาจเสริมเติมอิทธิพลจากจอห์น เฮนรี นิวแมน (1801-1890) บาทหลวงนักเทววิทยาคาทอลิก ชาวอังกฤษผู้กล่าวคำเทศนาสำคัญสี่กัณฑ์เรื่องแอนตี้ไครสต์ และเคอร์ติส ยาร์วิน (1973-ปัจจุบัน) บล็อกเกอร์และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ปฏิกิริยาขวาจัดใหม่ชาวอเมริกันผูัใช้นามปากกาว่า เมนเชียส (หรือเม่งจื๊อ) โมลด์บัก เข้ามาด้วย

3 นักคิดฝ่ายขวาผู้ส่งอิทธิพลต่อปีเตอร์ เทียล : ลีโอ สเตราส์, คาร์ล ชมิตต์, เรอเน จิราร์ด

ข้อเขียนของเทียลซึ่งสะท้อนอิทธิพลโดยตรงของลีโอ สเตราส์ ได้แก่ ความเรียงเรื่อง “The Straussian Moment” (ช่วงขณะแบบสเตราส์, 2007, https://gwern.net/doc/politics/2007-thiel.pdf) ซึ่งเทียลเสนอเชิงหลักการว่า หลังเหตุการณ์ก่อการร้ายวินาศกรรม 9/11 ในอเมริกาโดยกลุ่มอัลเคดาเมื่อปี 2001 เป็นต้นมา สมมุติฐานแห่งทฤษฎีเศรษฐกิจสมัยใหม่เรื่อง l’homo oeconomicus (มนุษย์เป็นสัตว์เศรษฐกิจผู้กระทำการอย่างมีเหตุผล สมบูรณ์แบบเพื่อบรรลุผลลัพธ์ดีที่สุดเท่าที่ดีได้สำหรับตัวเอง) ใช้การไม่ได้อีกต่อไป

มันจึงสำคัญที่จะต้องคิดทบทวนเกี่ยวกับการเมืองสมัยใหม่และตั้งคำถามใหญ่ๆ เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ อีกครั้งเหมือนดังที่เคยตั้งกันในยุคก่อนสมัยใหม่ในปรัชญาคลาสสิกของกรีก

ในทางกลับกัน สเตราส์ก็ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของคาร์ล ชมิตต์ อีกที

ชมิตต์เป็นผู้ยืนกรานวิพากษ์วิจารณ์การเมืองระบบรัฐสภาของเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและเสนอทฤษฎี Fu?hrerprinzip (หลักการผู้นำ) ขึ้นมาภายใต้ระบอบนาซี

หลักการผู้นำถือว่ารากฐานของอำนาจหน้าที่พึงต้องเป็นไปตามลำดับชั้นเหลื่อมล้ำอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ อำนาจหน้าที่ไหลจากบนลงล่าง ส่วนความรับผิดชอบไหลจากล่างขึ้นบน ท่านผู้นำบารมีหนึ่งเดียว (Fu?hrer ซึ่งก็คือ ฮิตเลอร์) ย่อมทรงไว้ซึ่งปรีชาญาณและเจตจำนงอันติมะของชาติ วาจาของท่านผู้นำอยู่เหนือกฎหมายลายลักษณ์อักษรทั้งปวง กระบวนการตัดสินใจแบบประชาธิปไตย เช่น การโหวตและระบบคณะกรรมการ ถูกแทนที่ด้วยการเชื่อ ฟังทำตามเจ้านายอย่างเด็ดขาดสัมบูรณ์โดยไม่ตั้งคำถามใดๆ ในทุกระดับ การคัดค้านไม่เห็นด้วยกับท่านผู้นำถือเป็นการเอาใจออกหากหรือคิดคดทรยศ

สำหรับปีเตอร์ เทียล ด้านหลักแล้วข้อคิดที่เขาได้จากชมิตต์คือเทววิทยาทางการเมืองกับแก่นแท้ของการเมืองที่เป็นเรื่องการจำแนกมิตร/ศัตรู

เทววิทยาทางการเมืองของชมิตต์เสนอว่าเอาเข้าจริงมโนทัศน์สำคัญทั้งหมดของทฤษฎีสมัยใหม่ว่าด้วยรัฐนั้นก็คือมโนทัศน์ทางเทววิทยาที่ถูกแปลงให้เป็นโลกวิสัยนั่นเอง รัฐโลกวิสัยสมัยใหม่จึงหาได้หนีพ้นศาสนาไม่ มันเพียงแค่เอารัฐมาแทนที่พระเจ้าเท่านั้น ฉะนั้นองค์อธิปัตย์ผู้สามารถลบล้างกฎหมายได้ก็คือการแบ่งภาคมาจุติในทางโลกวิสัย ของพระเจ้าผู้สามารถลบล้างกฎธรรมชาติได้นั่นแหละ สภาวะยกเว้นซึ่งกฎหมายปกติถูกระงับใช้ก็คือปาฏิหาริย์ในทางการเมืองนั่นเอง ส่วนความชอบธรรมทางการเมืองที่รองรับอำนาจรัฐบาลก็เปรียบเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดลบันดาลสิทธิอำนาจในทางศาสนานั่นแล

ชมิตต์ยังเสนอด้วยว่าแก่นแท้ของการเมืองคือการจำแนกมิตร/ศัตรู ซึ่งเท่ากับเปลี่ยนแปรความหมายนัยของ การเมืองให้กลายเป็นการต่อสู้แบบโลกาวินาศ ณ “วันสิ้นโลก” นั้นทีเดียว

ชมิตต์ยังเป็นแบบอย่างนำหน้าของการใช้แนวคิดเรื่องแอนตี้ไครสต์ในทางการเมืองให้แก่เทียลด้วย ในมุมมอง ของชมิตต์แอนตี้ไครสต์หมายถึงพวกอนาธิปัตย์อย่างปิแอร์-โจเซฟ ปรูดอง (ชาวฝรั่งเศส 1809-1865) และมิคาอิล บากูนิน (ชาวรัสเซีย 1814-1876) ส่วน “คาตาคอน” หรือพลังที่เหนี่ยวรั้งยับยั้งวันสิ้นโลกเอาไว้นั้น ชมิตต์เห็นว่าได้ แก่จักรวรรดิคริสเตียน

ในทำนองเดียวกัน ชมิตต์ถือว่าเสรีนิยมเป็นตัวการรับผิดชอบก่อให้เกิดทั้งภาวะอโนมี (ไร้บรรทัดฐานทาง สังคม) กับสุญนิยม (ลัทธิความเชื่อว่าชีวิตไม่มีความหมาย จุดมุ่งหมายหรือคุณค่าภายในตัวมันเอง จึงปฏิเสธคุณค่า พื้นฐานแห่งการดำรงอยู่ของมนุษย์)

ซึ่งจะต้องตอบโต้รับมือภาวะดังกล่าวด้วยหลัก Dezisionismus (decisionism หมายถึงทฤษฎีทางการเมือง และกฎหมายที่ถือการตัดสินใจด้วยเจตจำนงอันแรงกล้าของผู้นำด้วยพลังสิทธิอำนาจของตัวผู้นำเองเป็นหลักสำคัญเหนือกฎเกณฑ์ กฎหมาย หรือปทัสถานทางศีลธรรมใดๆ การปกครองด้วยเจตจำนงหรือ the rule of the will จึงอยู่เหนือหลักนิติธรรมหรือ the rule of law) และการแทนตนอย่างแท้จริงที่อิงตัวแบบคริสตจักรโรมันคาทอลิก

นักคิดคนที่สามซึ่งทรงอิทธิพลต่อปีเตอร์ เทียล ได้แก่ เรอเน จิราร์ด นักปรัชญาและมานุษยวิทยาชาวฝรั่งเศส ซึ่งตัวเทียลเองได้พบปะด้วยระหว่างเขาเรียนที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในอเมริกา แนวคิดสำคัญของจิราร์ดที่เทียลรับมาคือทฤษฎีการเอาอย่าง (Mimetic Theory) ซึ่งเสนอว่า :

กิเลสตัณหาอยากได้อยากมีอยากเป็นของคนเรานั้นเจ้าตัว (subject) หาได้มีมาแต่กำเนิดไม่ หากเป็นสิ่งที่เอาอย่างคนอื่นผู้เป็นตัวแบบ (model) มาจากภายนอก ค่าที่ตัวแบบดูจะให้ค่ากับวัตถุสิ่งของบางอย่าง (object) การณ์นี้ก่อให้เกิดความสัมพันธ์สามเส้าระหว่าง [เจ้าตัว-ตัวแบบ-วัตถุสิ่งของ] ขึ้นมา

กิเลสตัณหาที่เอาอย่างมา (กูอยากได้อยากมี เพราะเห็นมึงได้มึงมีมึงให้ค่าวัตถุสิ่งของนั้น กูเลยอยากได้อยากมี มันอย่างมึงมั่งนั่นเอง) เป็นเชื้อเพลิงขับดันไปสู่การแก่งแย่งแข่งขัน ความขัดแย้งและความรุนแรง วนเวียนไปไม่รู้จบ จนกว่ากลุ่มชนจะหันมาสามัคคีกันโดยโยนโทษบาป ความหงุดหงิดผิดหวัง ก้าวร้าวหาเรื่องกับความรุนแรงเข้าใส่เหยื่อ บริสุทธิ์ (แพะรับบาป) เพื่อระบายอารมณ์และฟื้นฟูระเบียบสังคมขึ้นมาใหม่เป็นการชั่วคราว อันเป็นพื้นฐานที่มาของศาสนาและวัฒนธรรมนั่นเอง

โดยตัวอย่างกลไกแพะรับบาป (scapegoating mechanism) ดังกล่าวก็ได้แก่การที่ชุมชนศาสนายิวกับอำนาจรัฐจักรวรรดิโรมันท้องถิ่นหันมาเล่นงานจับพระเยซูคริสต์ขึ้นตอกตรึงกางเขนเป็นแพะรับบาปในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่นั่นแล (https://www.churchofjesuschrist.org/bc/content/shared/content/thai/pdf)

โดยแหล่งอ้างอิงที่ปีเตอร์ เทียล ใช้เข้าถึงและทำความเข้าใจทฤษฎีการเอาอย่างของเรอเน จิราร์ด ได้แก่ งานของวูลฟ์แกง พาลาวา (Wolfgang Palaver) อาจารย์นักเทววิทยาชาวออสเตรียผู้เป็นลูกศิษย์ของจิราร์ดนั่นเอง (https://pluriel.fuce.eu/chercheur/palaver-wolfgang/?lang=en ดูงานเรื่อง Wolfgang Palaver, Ren? Girard’s Mimetic Theory, 2013)

ในบริบทของความคิดอนุรักษนิยมต่อต้านยุครู้แจ้งอิทธิพลของนักคิดปฏิกิริยาขวาจัดใหม่ เคอร์ติส ยาร์วิน ต่อเทียลนั้นเห็นได้ชัดในประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่ปรานีปราศรัยต่อลัทธิพหุวัฒนธรรม, การเมืองเรื่องความแตกต่างหลากหลาย ความเป็นธรรมและการโอบรับนับรวมอันเป็นบุคลิกแกนกลางของเสรีนิยมอเมริกัน

ในขณะเดียวกันก็เน้นประเด็นเจตจำนงที่จะข้ามพ้นระบอบเสรีประชาธิปไตยไปและปกป้องการปกครองในระบอบ Neocameralism ซึ่งหมายถึง (https://en.wikiversity.org/wiki/Neocameralism) : –

การจินตนาการรัฐเสียใหม่ว่าไม่ใช่สถาบันสาธารณะส่วนรวมอีกต่อไป หากเป็นบรรษัทอธิปัตย์ร่วมหุ้น

ด้วยแรงดลใจจากแนวคิด Cameralism ของวิชาบริหารรัฐกิจปรัสเซียแห่งศตวรรษที่สิบแปดซึ่งถือว่ารัฐเป็น “ครัวเรือน” ของพระราชาและเน้นย้ำประสิทธิภาพสูงสุดกับการสะสมความมั่งคั่ง

จึงออกแบบระบบรัฐที่บริหารจัดการเหมือนบรรษัทหากำไรโดยธุรกิจเอกชนเป็นเจ้าของประเทศ ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพเหนือล้ำกว่าระบอบประชาธิปไตยที่ขาดพร่องประสิทธิภาพโดยเนื้อในและโน้มเอียงที่จะทุจริตคอร์รัปชั่น และบริหารจัดการผิดพลาด โดยในระบบดังกล่าวนี้: –

-รัฐ/ประเทศเป็นบรรษัทอธิปัตย์เจ้าของแผ่นดิน รัฐบาลคือทีมผู้จัดการ พลเมืองคือผู้อยู่อาศัยหรือลูกค้า ไม่ใช่ผู้มีส่วนร่วมทางการเมือง

-ระบอบเผด็จการบรรษัทนี้มี CEO เป็นพระราชา ทรงอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์ ได้รับแต่งตั้งและพร้อมรับผิด ต่อคณะกรรมการผู้ถือหุ้นรัฐ/ประเทศ

-ลูกค้าไม่มีสิทธิ์มีเสียง แต่ออกจากรัฐไปอยู่รัฐอื่นที่บริหารจัดการดีกว่าได้หากเห็นว่ารัฐบริหารแย่หรือฉ้อฉล อันเป็นการกดดันรัฐทั้งหลายให้แข่งกันแก่งแย่งลูกค้าผู้มีผลิตภาพมาอาศัยอยู่ในรัฐของตน ด้วยการเสนอ ความมั่นคงและอัตราภาษีอากรที่ต่ำกว่าให้ (อาจมองว่าภาษีอากรดังกล่าวเป็นเงินปันผล/ค่าเช่าก็ได้)

-ในแง่ระบบโลก มันจะประกอบไปด้วยนครรัฐอิสระขนาดเล็กย่อมเป็นพันๆ แห่ง (แบบสิงคโปร์หรือฮ่องกง) แทนที่จะเป็นรัฐชาติขนาดยักษ์ไม่กี่แห่ง อนุรัฐที่ถักทอปะติดปะต่อเข้าด้วยกันเป็นผืนนี้จะช่วยส่งเสริมตลาดที่แข่งขันกันด้านธรรมาภิบาลขึ้นมา

(ดูบทสัมภาษณ์ยาร์วินเพิ่มเติมใน https://english.elpais.com/usa/2025-08-19/curtis-yarvins-brave-new-world-we-need-a-corporate-dictatorship-to-replace-a-dying-democracy.html)

เคอร์ติส ยาร์วิน คบค้าสมาคมกับปีเตอร์ เทียล และเจ้าสัวไฮเทคซิลิคอน แวลลีย์คนอื่นๆ มาตั้งแต่ทศวรรษ 2010 ซึ่งฝ่ายหลังก็ช่วยกันลงขันเป็นทุนให้ยาร์วินทำโครงการที่มุ่งสร้าง “สาธารณรัฐดิจิทัล” ขึ้นมา

แม้ว่าโครงการในฝันดังกล่าวจะมีอันล้มเหลวไป แต่กระนั้นเทียลก็ปลุกปั้นยาร์วินให้กลายเป็นกูรูแหล่งอ้างอิงทางปัญญาแห่งขบวนการ MAGA ของทรัมป์สำเร็จ โดยเฉพาะกับตัวรองประธานาธิบดี เจ. ดี. แวนซ์

(ต่อสัปดาห์หน้า)

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ศัพท์สามคำในปีขวาสุดโต่ง : วันสิ้นโลก’ (2)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...