'ศัพท์สามคำในปีขวาสุดโต่ง : วันสิ้นโลก' (2)
คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม
โดย เกษียร เตชะพีระ
ความคิดการเมืองที่ล้อมรอบศัพท์ “วันสิ้นโลก” (Apocalypse) ของปีเตอร์ เทียล – เจ้าสัวไฮเทคชาวเยอรมัน-อเมริกันแห่งซิลิคอน แวลลีย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและบริหารบริษัท PayPal กับ Palantir Technologies ปัญญาชนสาธารณะและนักเคลื่อนไหวขวาจัดสากลนั้น – โดยสารัตถะแล้ว ได้รับอิทธิพลจากปัญญาชนต่อต้านเหตุผล นิยมและวิพากษ์วิจารณ์ภาวะสมัยใหม่กับยุครู้แจ้งอย่างแรงกล้า 3 คน ได้แก่
ลีโอ สเตราส์ (1899-1973) นักปรัชญาการเมืองและประวัติปรัชญาอนุรักษนิยมชาวเยอรมัน-อเมริกัน
คาร์ล ชมิตต์ (1888-1985) นักทฤษฎีการเมืองและนิติศาสตร์ผู้นิยมนาซีชาวเยอรมัน
เรอเน จิราร์ด (1923-2015) นักสหวิทยาการชาวฝรั่งเศสเจ้าทฤษฎีการเอาอย่างเกี่ยวกับจิตวิทยาแห่งกิเลส ตัณหา
นอกจากนี้ก็อาจเสริมเติมอิทธิพลจากจอห์น เฮนรี นิวแมน (1801-1890) บาทหลวงนักเทววิทยาคาทอลิก ชาวอังกฤษผู้กล่าวคำเทศนาสำคัญสี่กัณฑ์เรื่องแอนตี้ไครสต์ และเคอร์ติส ยาร์วิน (1973-ปัจจุบัน) บล็อกเกอร์และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ปฏิกิริยาขวาจัดใหม่ชาวอเมริกันผูัใช้นามปากกาว่า เมนเชียส (หรือเม่งจื๊อ) โมลด์บัก เข้ามาด้วย
ข้อเขียนของเทียลซึ่งสะท้อนอิทธิพลโดยตรงของลีโอ สเตราส์ ได้แก่ ความเรียงเรื่อง “The Straussian Moment” (ช่วงขณะแบบสเตราส์, 2007, https://gwern.net/doc/politics/2007-thiel.pdf) ซึ่งเทียลเสนอเชิงหลักการว่า หลังเหตุการณ์ก่อการร้ายวินาศกรรม 9/11 ในอเมริกาโดยกลุ่มอัลเคดาเมื่อปี 2001 เป็นต้นมา สมมุติฐานแห่งทฤษฎีเศรษฐกิจสมัยใหม่เรื่อง l’homo oeconomicus (มนุษย์เป็นสัตว์เศรษฐกิจผู้กระทำการอย่างมีเหตุผล สมบูรณ์แบบเพื่อบรรลุผลลัพธ์ดีที่สุดเท่าที่ดีได้สำหรับตัวเอง) ใช้การไม่ได้อีกต่อไป
มันจึงสำคัญที่จะต้องคิดทบทวนเกี่ยวกับการเมืองสมัยใหม่และตั้งคำถามใหญ่ๆ เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ อีกครั้งเหมือนดังที่เคยตั้งกันในยุคก่อนสมัยใหม่ในปรัชญาคลาสสิกของกรีก
ในทางกลับกัน สเตราส์ก็ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของคาร์ล ชมิตต์ อีกที
ชมิตต์เป็นผู้ยืนกรานวิพากษ์วิจารณ์การเมืองระบบรัฐสภาของเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและเสนอทฤษฎี Fu?hrerprinzip (หลักการผู้นำ) ขึ้นมาภายใต้ระบอบนาซี
หลักการผู้นำถือว่ารากฐานของอำนาจหน้าที่พึงต้องเป็นไปตามลำดับชั้นเหลื่อมล้ำอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ อำนาจหน้าที่ไหลจากบนลงล่าง ส่วนความรับผิดชอบไหลจากล่างขึ้นบน ท่านผู้นำบารมีหนึ่งเดียว (Fu?hrer ซึ่งก็คือ ฮิตเลอร์) ย่อมทรงไว้ซึ่งปรีชาญาณและเจตจำนงอันติมะของชาติ วาจาของท่านผู้นำอยู่เหนือกฎหมายลายลักษณ์อักษรทั้งปวง กระบวนการตัดสินใจแบบประชาธิปไตย เช่น การโหวตและระบบคณะกรรมการ ถูกแทนที่ด้วยการเชื่อ ฟังทำตามเจ้านายอย่างเด็ดขาดสัมบูรณ์โดยไม่ตั้งคำถามใดๆ ในทุกระดับ การคัดค้านไม่เห็นด้วยกับท่านผู้นำถือเป็นการเอาใจออกหากหรือคิดคดทรยศ
สำหรับปีเตอร์ เทียล ด้านหลักแล้วข้อคิดที่เขาได้จากชมิตต์คือเทววิทยาทางการเมืองกับแก่นแท้ของการเมืองที่เป็นเรื่องการจำแนกมิตร/ศัตรู
เทววิทยาทางการเมืองของชมิตต์เสนอว่าเอาเข้าจริงมโนทัศน์สำคัญทั้งหมดของทฤษฎีสมัยใหม่ว่าด้วยรัฐนั้นก็คือมโนทัศน์ทางเทววิทยาที่ถูกแปลงให้เป็นโลกวิสัยนั่นเอง รัฐโลกวิสัยสมัยใหม่จึงหาได้หนีพ้นศาสนาไม่ มันเพียงแค่เอารัฐมาแทนที่พระเจ้าเท่านั้น ฉะนั้นองค์อธิปัตย์ผู้สามารถลบล้างกฎหมายได้ก็คือการแบ่งภาคมาจุติในทางโลกวิสัย ของพระเจ้าผู้สามารถลบล้างกฎธรรมชาติได้นั่นแหละ สภาวะยกเว้นซึ่งกฎหมายปกติถูกระงับใช้ก็คือปาฏิหาริย์ในทางการเมืองนั่นเอง ส่วนความชอบธรรมทางการเมืองที่รองรับอำนาจรัฐบาลก็เปรียบเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดลบันดาลสิทธิอำนาจในทางศาสนานั่นแล
ชมิตต์ยังเสนอด้วยว่าแก่นแท้ของการเมืองคือการจำแนกมิตร/ศัตรู ซึ่งเท่ากับเปลี่ยนแปรความหมายนัยของ การเมืองให้กลายเป็นการต่อสู้แบบโลกาวินาศ ณ “วันสิ้นโลก” นั้นทีเดียว
ชมิตต์ยังเป็นแบบอย่างนำหน้าของการใช้แนวคิดเรื่องแอนตี้ไครสต์ในทางการเมืองให้แก่เทียลด้วย ในมุมมอง ของชมิตต์แอนตี้ไครสต์หมายถึงพวกอนาธิปัตย์อย่างปิแอร์-โจเซฟ ปรูดอง (ชาวฝรั่งเศส 1809-1865) และมิคาอิล บากูนิน (ชาวรัสเซีย 1814-1876) ส่วน “คาตาคอน” หรือพลังที่เหนี่ยวรั้งยับยั้งวันสิ้นโลกเอาไว้นั้น ชมิตต์เห็นว่าได้ แก่จักรวรรดิคริสเตียน
ในทำนองเดียวกัน ชมิตต์ถือว่าเสรีนิยมเป็นตัวการรับผิดชอบก่อให้เกิดทั้งภาวะอโนมี (ไร้บรรทัดฐานทาง สังคม) กับสุญนิยม (ลัทธิความเชื่อว่าชีวิตไม่มีความหมาย จุดมุ่งหมายหรือคุณค่าภายในตัวมันเอง จึงปฏิเสธคุณค่า พื้นฐานแห่งการดำรงอยู่ของมนุษย์)
ซึ่งจะต้องตอบโต้รับมือภาวะดังกล่าวด้วยหลัก Dezisionismus (decisionism หมายถึงทฤษฎีทางการเมือง และกฎหมายที่ถือการตัดสินใจด้วยเจตจำนงอันแรงกล้าของผู้นำด้วยพลังสิทธิอำนาจของตัวผู้นำเองเป็นหลักสำคัญเหนือกฎเกณฑ์ กฎหมาย หรือปทัสถานทางศีลธรรมใดๆ การปกครองด้วยเจตจำนงหรือ the rule of the will จึงอยู่เหนือหลักนิติธรรมหรือ the rule of law) และการแทนตนอย่างแท้จริงที่อิงตัวแบบคริสตจักรโรมันคาทอลิก
นักคิดคนที่สามซึ่งทรงอิทธิพลต่อปีเตอร์ เทียล ได้แก่ เรอเน จิราร์ด นักปรัชญาและมานุษยวิทยาชาวฝรั่งเศส ซึ่งตัวเทียลเองได้พบปะด้วยระหว่างเขาเรียนที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในอเมริกา แนวคิดสำคัญของจิราร์ดที่เทียลรับมาคือทฤษฎีการเอาอย่าง (Mimetic Theory) ซึ่งเสนอว่า :
กิเลสตัณหาอยากได้อยากมีอยากเป็นของคนเรานั้นเจ้าตัว (subject) หาได้มีมาแต่กำเนิดไม่ หากเป็นสิ่งที่เอาอย่างคนอื่นผู้เป็นตัวแบบ (model) มาจากภายนอก ค่าที่ตัวแบบดูจะให้ค่ากับวัตถุสิ่งของบางอย่าง (object) การณ์นี้ก่อให้เกิดความสัมพันธ์สามเส้าระหว่าง [เจ้าตัว-ตัวแบบ-วัตถุสิ่งของ] ขึ้นมา
กิเลสตัณหาที่เอาอย่างมา (กูอยากได้อยากมี เพราะเห็นมึงได้มึงมีมึงให้ค่าวัตถุสิ่งของนั้น กูเลยอยากได้อยากมี มันอย่างมึงมั่งนั่นเอง) เป็นเชื้อเพลิงขับดันไปสู่การแก่งแย่งแข่งขัน ความขัดแย้งและความรุนแรง วนเวียนไปไม่รู้จบ จนกว่ากลุ่มชนจะหันมาสามัคคีกันโดยโยนโทษบาป ความหงุดหงิดผิดหวัง ก้าวร้าวหาเรื่องกับความรุนแรงเข้าใส่เหยื่อ บริสุทธิ์ (แพะรับบาป) เพื่อระบายอารมณ์และฟื้นฟูระเบียบสังคมขึ้นมาใหม่เป็นการชั่วคราว อันเป็นพื้นฐานที่มาของศาสนาและวัฒนธรรมนั่นเอง
โดยตัวอย่างกลไกแพะรับบาป (scapegoating mechanism) ดังกล่าวก็ได้แก่การที่ชุมชนศาสนายิวกับอำนาจรัฐจักรวรรดิโรมันท้องถิ่นหันมาเล่นงานจับพระเยซูคริสต์ขึ้นตอกตรึงกางเขนเป็นแพะรับบาปในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่นั่นแล (https://www.churchofjesuschrist.org/bc/content/shared/content/thai/pdf)
โดยแหล่งอ้างอิงที่ปีเตอร์ เทียล ใช้เข้าถึงและทำความเข้าใจทฤษฎีการเอาอย่างของเรอเน จิราร์ด ได้แก่ งานของวูลฟ์แกง พาลาวา (Wolfgang Palaver) อาจารย์นักเทววิทยาชาวออสเตรียผู้เป็นลูกศิษย์ของจิราร์ดนั่นเอง (https://pluriel.fuce.eu/chercheur/palaver-wolfgang/?lang=en ดูงานเรื่อง Wolfgang Palaver, Ren? Girard’s Mimetic Theory, 2013)
ในบริบทของความคิดอนุรักษนิยมต่อต้านยุครู้แจ้งอิทธิพลของนักคิดปฏิกิริยาขวาจัดใหม่ เคอร์ติส ยาร์วิน ต่อเทียลนั้นเห็นได้ชัดในประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่ปรานีปราศรัยต่อลัทธิพหุวัฒนธรรม, การเมืองเรื่องความแตกต่างหลากหลาย ความเป็นธรรมและการโอบรับนับรวมอันเป็นบุคลิกแกนกลางของเสรีนิยมอเมริกัน
ในขณะเดียวกันก็เน้นประเด็นเจตจำนงที่จะข้ามพ้นระบอบเสรีประชาธิปไตยไปและปกป้องการปกครองในระบอบ Neocameralism ซึ่งหมายถึง (https://en.wikiversity.org/wiki/Neocameralism) : –
การจินตนาการรัฐเสียใหม่ว่าไม่ใช่สถาบันสาธารณะส่วนรวมอีกต่อไป หากเป็นบรรษัทอธิปัตย์ร่วมหุ้น
ด้วยแรงดลใจจากแนวคิด Cameralism ของวิชาบริหารรัฐกิจปรัสเซียแห่งศตวรรษที่สิบแปดซึ่งถือว่ารัฐเป็น “ครัวเรือน” ของพระราชาและเน้นย้ำประสิทธิภาพสูงสุดกับการสะสมความมั่งคั่ง
จึงออกแบบระบบรัฐที่บริหารจัดการเหมือนบรรษัทหากำไรโดยธุรกิจเอกชนเป็นเจ้าของประเทศ ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพเหนือล้ำกว่าระบอบประชาธิปไตยที่ขาดพร่องประสิทธิภาพโดยเนื้อในและโน้มเอียงที่จะทุจริตคอร์รัปชั่น และบริหารจัดการผิดพลาด โดยในระบบดังกล่าวนี้: –
-รัฐ/ประเทศเป็นบรรษัทอธิปัตย์เจ้าของแผ่นดิน รัฐบาลคือทีมผู้จัดการ พลเมืองคือผู้อยู่อาศัยหรือลูกค้า ไม่ใช่ผู้มีส่วนร่วมทางการเมือง
-ระบอบเผด็จการบรรษัทนี้มี CEO เป็นพระราชา ทรงอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์ ได้รับแต่งตั้งและพร้อมรับผิด ต่อคณะกรรมการผู้ถือหุ้นรัฐ/ประเทศ
-ลูกค้าไม่มีสิทธิ์มีเสียง แต่ออกจากรัฐไปอยู่รัฐอื่นที่บริหารจัดการดีกว่าได้หากเห็นว่ารัฐบริหารแย่หรือฉ้อฉล อันเป็นการกดดันรัฐทั้งหลายให้แข่งกันแก่งแย่งลูกค้าผู้มีผลิตภาพมาอาศัยอยู่ในรัฐของตน ด้วยการเสนอ ความมั่นคงและอัตราภาษีอากรที่ต่ำกว่าให้ (อาจมองว่าภาษีอากรดังกล่าวเป็นเงินปันผล/ค่าเช่าก็ได้)
-ในแง่ระบบโลก มันจะประกอบไปด้วยนครรัฐอิสระขนาดเล็กย่อมเป็นพันๆ แห่ง (แบบสิงคโปร์หรือฮ่องกง) แทนที่จะเป็นรัฐชาติขนาดยักษ์ไม่กี่แห่ง อนุรัฐที่ถักทอปะติดปะต่อเข้าด้วยกันเป็นผืนนี้จะช่วยส่งเสริมตลาดที่แข่งขันกันด้านธรรมาภิบาลขึ้นมา
(ดูบทสัมภาษณ์ยาร์วินเพิ่มเติมใน https://english.elpais.com/usa/2025-08-19/curtis-yarvins-brave-new-world-we-need-a-corporate-dictatorship-to-replace-a-dying-democracy.html)
เคอร์ติส ยาร์วิน คบค้าสมาคมกับปีเตอร์ เทียล และเจ้าสัวไฮเทคซิลิคอน แวลลีย์คนอื่นๆ มาตั้งแต่ทศวรรษ 2010 ซึ่งฝ่ายหลังก็ช่วยกันลงขันเป็นทุนให้ยาร์วินทำโครงการที่มุ่งสร้าง “สาธารณรัฐดิจิทัล” ขึ้นมา
แม้ว่าโครงการในฝันดังกล่าวจะมีอันล้มเหลวไป แต่กระนั้นเทียลก็ปลุกปั้นยาร์วินให้กลายเป็นกูรูแหล่งอ้างอิงทางปัญญาแห่งขบวนการ MAGA ของทรัมป์สำเร็จ โดยเฉพาะกับตัวรองประธานาธิบดี เจ. ดี. แวนซ์
(ต่อสัปดาห์หน้า)
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ศัพท์สามคำในปีขวาสุดโต่ง : วันสิ้นโลก’ (2)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly