เลิกรับเบี้ยหลักร้อย! ส่องตัวอย่างสิงคโปร์ เมื่อรัฐเปย์เงินแสนให้ 'สูงวัย' ไปเรียนใหม่เพื่อโกยเงินล้าน!
ในขณะที่บ้านเรายังถกเถียงกันเรื่องเบี้ยยังชีพหลักร้อยที่แทบซื้อข้าวไม่พอเดือน เพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การทำให้ผู้สูงอายุ ‘พึ่งพาตัวเองได้’ คือหัวใจสำคัญของการสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืน
ยังแฮปปี้ชวนพี่ๆ ไปอัพเดตสวัสดิการของสิงคโปร์ ที่ยกระดับนโยบายสวัสดิการสู่มิติใหม่ ที่หน่วยงานบ้านเราต้องขยี้ตาแรงมาก โดยเฉพาะเรื่อง ‘การเงิน’ และ ‘การเรียนรู้’ ที่ไทยเราต้องดูไว้เป็นบทเรียน
รัฐแจกเครดิตเงินแสน ให้ไป 'รีบู้ต' ทักษะ
สิงคโปร์ไม่ได้สอนแค่ให้ผู้สูงอายุทำงานฝีมือหรือฝึกอาชีพพื้นฐาน แต่มีการผลักดันให้เป็นแรงงานฝีมือคุณภาพ ผ่านโครงการ SkillsFuture Level-Up
🔺ให้ชาวสิงคโปร์อายุ 40 ปีขึ้นไป รับเครดิตการศึกษากว่า 4,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 100,000 กว่าบาท) เพื่อลงเรียนคอร์สที่ตลาดแรงงานต้องการ เช่น AI, Data Science หรือ Green Technology
🔺หากใครยอมลาออก เพื่อไปเรียนหลักสูตรระยะยาวเต็มเวลา รัฐจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้สูงถึง 50% ของเงินเดือนเดิม (สูงสุด 3,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน) เป็นเวลา 24 เดือน เพื่อให้เก่งจริงแล้วกลับมาทำงานที่มีรายได้สูงกว่าเดิม
เป้าหมายคือต้องการให้คนวัยเก๋าอยู่รอดในยุค AI ไม่ใช่แค่รอรับเงินช่วยเหลือ
ยิ่งแก่ ยิ่งออม ยิ่งมั่นคง
ระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลาง (Central Provident Fund - CPF) คือหัวใจของการเงิน โดยปีนี้มีการปรับตัวเลขสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น:
🔺ปรับเพดานเงินเดือน ทยอยขยับเพดานออมเงินเป็น 8,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (จากเดิม 7,400) ทำให้ยอดเงินออมรวมของคนทำงานสูงขึ้น
🔺เพิ่มอัตราสมทบวัย 55-65 ปี ปรับเพิ่มเงินสมทบอีก 1.5% (นายจ้างช่วยเพิ่ม 0.5% ลูกจ้างเพิ่ม 1%) เพื่อปั๊มเงินในบัญชีเกษียณให้โตไวที่สุดในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนรับเงินบำนาญ (CPF LIFE)
🔺ขยับอายุเกษียณตามกฎหมายเป็น 64 ปี เพื่อให้สิทธิความคุ้มครองแก่ผู้ที่ยังอยากทำงานต่อ
การที่สิงคโปร์กลายเป็นประเทศที่ระบบบำนาญดีที่สุดในเอเชีย เกิดจากการวางรากฐานให้ผู้สูงอายุ ‘พึ่งพาตนเอง’ ได้ โดยรัฐมีหน้าที่สนับสนุนเครื่องมือ ทั้งค่าใช้จ่าย รวมถึงกฎหมายจ้างงาน
อ้างอิง:
🟢https://www.skillsfuture.gov.sg/