ญี่ปุ่น เรียกร้อง ไทย-กัมพูชา เปิดพรมแดน เจรจาคลี่คลายข้อพิพาท หวั่นนักลงทุนเสียความเชื่อมั่น กระทบห่วงโซ่อุปทาน
ญี่ปุ่น เรียกร้อง ไทย-กัมพูชา เปิดพรมแดน เจรจาคลี่คลายข้อพิพาท หวั่นนักลงทุนเสียความเชื่อมั่น กระทบห่วงโซ่อุปทาน
วันที่ 3 ก.พ. 2569 นายอุเอโนะ อัตสึชิ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชา ออกมาเรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาใช้การเจรจาแก้ไขข้อพิพาทด้านพรมแดน และเร่งเปิดพรมแดนทางบกอีกครั้ง หลังการปิดด่านยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ
เอกอัครราชทูตระบุว่า การปิดพรมแดนไทย-กัมพูชาอย่างต่อเนื่องส่งผลโดยตรงต่อบริษัทญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจภายใต้โมเดล “Thailand-Plus-One” ซึ่งใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักและขยายการผลิตไปยังกัมพูชา ส่งผลให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มสูงขึ้น และเกิดความไม่แน่นอนด้านโลจิสติกส์
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2568 รัฐบาลญี่ปุ่นและภาคเอกชนได้เรียกร้องให้ทั้งสองประเทศเปิดพรมแดนอีกครั้ง เพื่อฟื้นฟูการค้าและลดแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากการปิดด่านส่งผลรุนแรงต่อผู้ผลิตญี่ปุ่น และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการย้ายฐานการผลิตในอนาคต
ระหว่างการบรรยายหัวข้อ “กัมพูชา-ญี่ปุ่นในโลกใหม่” เอกอัครราชทูตอุเอโนะได้แสดงความกังวลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ท่ามกลางความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมอธิบายว่า บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากที่มีโรงงานในไทยได้ย้ายบางส่วนของสายการผลิตมายังกัมพูชา เพื่อลดต้นทุนแรงงานและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
อย่างไรก็ตาม การปิดพรมแดนทางบกทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องหันไปใช้เส้นทางขนส่งทางเลือกที่มีต้นทุนสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งทางทะเล ทางอากาศ หรือการอ้อมเส้นทางผ่านลาวและเวียดนาม ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพของโมเดลธุรกิจ Thailand-Plus-One อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้จะยอมรับว่าประเด็นพรมแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับทั้งสองประเทศ แต่เอกอัครราชทูตระบุว่า เขาและเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยได้ขอให้รัฐบาลไทยและกัมพูชานำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การหารือในกรอบคณะกรรมการพรมแดน เพื่อแสวงหาทางออกอย่างสันติ
ขณะเดียวกัน เขายอมรับว่า แม้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนญี่ปุ่นจะได้รับผลกระทบในระดับหนึ่ง แต่ภาพรวมยังอยู่ในขอบเขตจำกัด เนื่องจากภาคธุรกิจเริ่มปรับตัว โดยหันมาใช้เส้นทางขนส่งทางทะเลและเส้นทางผ่านเวียดนามมากขึ้น
ข้อมูลระบุว่า จำนวนสมาชิกสมาคมธุรกิจญี่ปุ่นในกัมพูชาเพิ่มขึ้นจาก 50 บริษัทในปี 2010 เป็น 248 บริษัทในปี 2025 สะท้อนถึงบทบาททางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยการค้าระหว่างกัมพูชาและญี่ปุ่นในปี 2025 เติบโต 17% มีมูลค่ารวม 2.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
เอกอัครราชทูตยังชี้ว่า ท่าเรือสีหนุวิลล์มีบทบาทสำคัญมากขึ้น จากการที่ภาคธุรกิจหันมาใช้โลจิสติกส์ทางทะเลเพิ่มขึ้น โดยญี่ปุ่นได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน การค้าระหว่างไทยและกัมพูชาในปี 2025 ลดลงเกือบ 15% เหลือประมาณ 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากการปิดพรมแดนทางบกอย่างเข้มงวด ส่งผลให้การขนส่งทางทะเลกลายเป็นทางเลือกหลัก แม้จะยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุนและความสะดวก
ท้ายที่สุด เอกอัครราชทูตอุเอโนะย้ำว่า ญี่ปุ่นสนับสนุนให้ทั้งสองประเทศใช้ความยับยั้งชั่งใจ และแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี พร้อมยืนยันว่าความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชามีความสำคัญต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาค โดยญี่ปุ่นยังคงให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดชายแดนอย่างต่อเนื่อง