คำพูดนายกฯ ญี่ปุ่นสะดุดตลาด “เงินเยน” อ่อนค่าสวนความพยายามรัฐพยุงค่าเงิน
เงินเยน เผชิญแรงขายอีกระลอก หลังนายกญี่ปุ่นกล่าวถึงประโยชน์ของเยนอ่อนค่าระหว่างหาเสียง สร้างสัญญาณสับสนต่อตลาด
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.23 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ในขณะที่ญี่ปุ่นเพิ่งเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในการต่อสู้ยาวนานเพื่อสกัดการอ่อนค่าของเงินเยน ความท้าทายระลอกใหม่กลับเกิดขึ้นจากคำพูดนอกสคริปต์ของนายกรัฐมนตรีเอง ซึ่งสะท้อนมุมมองต่อค่าเงินเยนที่แตกต่างออกไป
ซาเนะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งกำลังมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งฉุกเฉินในวันอาทิตย์นี้ และถูกคาดหมายว่าจะชนะการเลือกตั้งอย่างไม่ยากเย็น จุดชนวนแรงขายเงินเยนเมื่อต้นสัปดาห์ หลังกล่าวสุนทรพจน์หาเสียงที่กล่าวถึงประโยชน์ของค่าเงินที่อ่อนค่า จนทำให้ตลาดตีความว่าเธอสนับสนุนเยนอ่อนค่า แม้ทาคาอิจิจะออกมาถอนคำพูดในภายหลัง แต่เจ้าหน้าที่ด้านการเงินของญี่ปุ่นยอมรับเป็นการภายในว่า สัญญาณที่สับสนจากผู้นำรัฐบาลอาจบั่นทอนความพยายามพยุงค่าเงินเยน โดยเฉพาะในช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐ รวมถึงการตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยร่วมกัน ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก
ค่าเงินเยนอ่อนค่ากลายเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภายในประเทศถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของต้นทุนนำเข้าที่พุ่งสูง ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลสหรัฐ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความกังวลว่าเยนอ่อนอาจสร้างความปั่นป่วนให้ตลาดการเงินสหรัฐ
แหล่งข่าวในรัฐบาลระบุว่า คำพูดของทาคาอิจิสร้างความไม่สบายใจให้กับเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย จนต้องเร่งดำเนินการเบื้องหลังเพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบต่อตลาดการเงิน โดยมีการใช้บัญชี X ของนายกรัฐมนตรีเพื่อชี้แจงท่าทีในช่วงสุดสัปดาห์
ในโพสต์เมื่อวันอาทิตย์ ทาคาอิจิระบุว่าไม่ได้มีความต้องการให้ค่าเงินเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดเป็นพิเศษ และคำกล่าวก่อนหน้านี้มีจุดประสงค์เพียงเพื่อย้ำว่าจะสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจที่สามารถรับมือกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้
เร่งรักษาจุดยืนเยนแข็งค่า
ก่อนหน้านี้ สัญญาณความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐ รวมถึงการตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยโดยธนาคารกลางนิวยอร์ก ได้ช่วยพยุงค่าเงินเยนหลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก
อย่างไรก็ดีคำพูดของทาคาอิจิขัดแย้งกับท่าทีของรัฐมนตรีคลัง ซัตสึกิ คาตายามะ ที่ขู่ว่าจะเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงค่าเงิน และย้ำว่าสหรัฐเองก็มีความกังวลต่อความผันผวนที่มากเกินไปของเยน
มาซาฟุมิ ยามาโมโตะ หัวหน้านักกลยุทธ์ค่าเงินของมิสึโฮ ซีเคียวริตี้ส์ กล่าวว่า“สิ่งที่สะท้อนออกมาคือการขาดความรู้สึกเร่งด่วนต่อค่าเงินเยนที่อ่อนค่ารุนแรงเป็นประวัติการณ์” พร้อมระบุว่า คำพูดดังกล่าวเผยให้เห็นว่าทาคาอิจิยังคงยึดความเชื่อเดิมว่าเงินเยนอ่อนเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ
หลังคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี ค่าเงินเยนได้สูญเสียไปราวครึ่งหนึ่งของการแข็งค่าประมาณ 7 เยน ที่เกิดจากความคาดหวังต่อการแทรกแซงร่วมระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐ ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นยังได้ถ่ายทอดคำชี้แจงของทาคาอิจิไปยังทางการสหรัฐด้วย ขณะที่สหรัฐยังไม่ออกมาแสดงความเห็นอย่างเป็นทางการ
นักเศรษฐศาสตร์ ระบุว่า จากมุมมองของสหรัฐคำพูดดังกล่าวน่าจะไม่เป็นที่พอใจ เนื่องจากเจ้าหน้าที่อเมริกันกังวลว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นที่พุ่งขึ้นควบคู่กับเยนอ่อนค่า อาจส่งแรงกระเพื่อมไปยังตลาดสหรัฐ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐสูงขึ้น และกดดันสินทรัพย์เสี่ยง
แหล่งข่าวรัฐบาลญี่ปุ่น ระบุว่า ในการประชุมทวิภาคีนอกรอบการประชุมเวิลด์อีโคโนมิกฟอรัมที่ดาวอส สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ได้แสดงความกังวลต่อผลตอบแทนหนี้ญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้น และเรียกร้องให้ญี่ปุ่นตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว
ความปั่นป่วนในตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นยังเกิดขึ้นพร้อมกับคำมั่นหาเสียงของทาคาอิจิที่จะยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับอาหารชั่วคราว รวมถึงแรงกดดันจากนโยบายการค้าของสหรัฐที่อาจจุดชนวนสงครามการค้ารอบใหม่กับยุโรป
“ผมอ่านสุนทรพจน์หาเสียงของทาคาอิจิทั้งหมดแล้ว และยังสงสัยว่าจำเป็นต้องพูดเรื่องนี้หรือไม่”เจ้าหน้าที่รัฐบาลรายหนึ่งกล่าว พร้อมระบุว่า คำพูดดังกล่าวเป็นการพูดสดโดยไม่มีสคริปต์ และไม่ชัดเจนว่าต้องการสื่ออะไร
พูดตรง พูดแรง จุดขายทางการเมือง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทาคาอิจิกล่าวคำพูดนอกกรอบที่แตกต่างจากแนวทางที่ข้าราชการร่างไว้ ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังรับตำแหน่ง เธอเคยกล่าวถึงสถานการณ์สมมติหากจีนโจมตีไต้หวันในรัฐสภา จนทำให้เกิดความตึงเครียดกับปักกิ่งครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ อย่างไรก็ดีความตรงไปตรงมาและพูดสดโดยไม่ยึดสคริปต์ ถือเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ทาคาอิจิได้รับความนิยม โดยเฉพาะในหมู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่
ผลสำรวจของหนังสือพิมพ์อาซาฮี ระบุว่า พรรคเสรีประชาธิปไตยของทาคาอิจิมีแนวโน้มชนะถล่มทลายในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรสัปดาห์หน้า ซึ่งจะเพิ่มโอกาสที่ญี่ปุ่นจะเดินหน้านโยบายการใช้จ่ายขนาดใหญ่และการลดภาษีต่อไป
อ้างอิง : www.reuters.com