ADVANC จะจ่ายปันผล-พิเศษอีก 27.41 บาท
#ADVANC #ทันหุ้น-บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า ในปี 2568 มีกำไร 47,885.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.5% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีกำไร 35,075.36 ล้านบาท
รายได้จากธุรกิจลูกค้าองค์กร (ไม่รวมโทรศัพท์เคลื่อนที่) อยู่ที่ 7,828 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้งานดิจิทัลในองค์กรธุรกิจที่เพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทั้งนี้ เอไอเอสยังคงมุ่งเน้นการให้บริการลูกค้าองค์กรด้วยโซลูชันแบบครบวงจร (end-to-end) ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อ ได้แก่ บริการ 5G สำหรับองค์กรธุรกิจ และ โครงข่ายการเชื่อมต่อสำหรับลูกค้าองค์กร (EDS) ไปจนถึงบริการ คลาวด์ ศูนย์ข้อมูล และ โซลูชันดิจิทัล ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของลูกค้าองค์กร
ในปี 2568 เอไอเอสมีกำไร EBITDA อยู่ที่ 123,270 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน และสูงกว่าประมาณการที่บริษัทได้ให้ไว้ สะท้อนถึงการเติบโตของรายได้ที่มุ่งเน้นคุณภาพ ควบคู่กับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ อัตรากำไร EBITDA อยู่ที่ 54.5% ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 53.1% ในปี 2567
**เป้าหมายปี 2569 รายได้โต 3-5% , งบลงทุนราว 3-3.5 หมื่นลบ.
ในปี 2569 คาดว่ารายได้จากการให้บริการหลักจะเติบโตประมาณ ร้อยละ 3–5 ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของ GDP ประเทศไทย โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจดิจิทัล แม้ว่าสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโดยรวมยังคงเผชิญความไม่แน่นอนจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก ความตึงเครียดทางการค้า และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม เอไอเอสยังคงมุ่งเน้นการดำเนินงานอย่างมีวินัย สร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพ และส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีแก่ลูกค้า โดยได้รับแรงสนับสนุนจากแนวโน้มการใช้งานข้อมูลในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างต่อเนื่องทั้งในกลุ่มลูกค้าผู้บริโภคและลูกค้าองค์กร ซึ่งจะยังคงเป็นปัจจัยหลักในการสนับสนุนการเติบโตของรายได้ จากความต้องการด้านการเชื่อมต่อข้อมูลที่เพิ่มขึ้น การปรับตัวดีขึ้นของ ARPU และการนำเสนอบริการดิจิทัลที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ลูกค้า
บริษัทคาดว่า กำไร EBITDA จะเติบโตประมาณร้อยละ 2–4 สอดคล้องกับการเติบโตของรายได้ ขณะที่ยังคงให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายเพื่อสร้างรากฐานสำหรับการเติบโตในระยะยาว โดยในปี 2569 การเติบโตของกำไร EBITDA จะได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของรายได้และกำไรจากการขายอุปกรณ์ อย่างไรก็ตาม เพื่อรักษาการเติบโตในระยะยาวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เอไอเอสยังคงเดินหน้าลงทุนในโครงข่ายและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงการลงทุนในคอนเทนต์คุณภาพสูง เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านดิจิทัล เพิ่มศักยภาพในการขยายตัวของธุรกิจ และยกระดับประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า ซึ่งอาจจำกัดการขยายตัวของอัตรากำไร EBITDA ในระยะสั้น
นอกจากนี้ การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจ ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) และโครงการอื่น ๆ คาดว่าจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านแพลตฟอร์มและกระจายแหล่งที่มาของรายได้ในอนาคต นอกเหนือจากธุรกิจโทรคมนาคมแบบดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม การลงทุนดังกล่าวอาจส่งผลกดดันต่อ EBITDA ในระยะแรก โดยเอไอเอสคาดว่าธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาจะสามารถเริ่มสร้างผลกำไรได้ตั้งแต่ ปีที่ 4 เป็นต้นไป
สำหรับงบลงทุน บริษัทตั้งเป้าการลงทุนในช่วง 30,000–35,000 ล้านบาท เพื่อรักษาสถานะผู้นำด้านโครงข่าย รองรับความต้องการด้านการเชื่อมต่อที่เพิ่มขึ้น และสร้างรากฐานสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะกลาง โดยงบลงทุนดังกล่าวสะท้อนการลงทุนรอบใหม่ให้สอดคล้องกับแนวโน้มการใช้งานข้อมูลที่เพิ่มขึ้น และเป้าหมายการเป็นผู้นำด้านคุณภาพโครงข่ายในระยะยาว
การเพิ่มขึ้นของงบลงทุนเมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนในโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยมุ่งเน้นการขยายขีดความสามารถและความครอบคลุมของโครงข่าย เพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของการใช้งาน 5G และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง รวมถึงปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การยกระดับและปรับปรุงโครงข่ายคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเอไอเอสกับลูกค้า และสนับสนุนการเติบโตของ ARPU ในระยะยาว
**จ่ายปันผล รวมปันผลพิเศษ
คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติจัดสรรกำไรสุทธิปี 2568 เป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 15.30 บาทต่อหุ้น นอกจากนี้ให้เสนอพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลพิเศษจากำไรสะสมให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 19.00 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้อัตราการจ่ายเงินปันผลรวมทั้งปีอยู่ที่ 34.30 บาทต่อหุ้น โดยบริษัทได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2568 ในอัตรา 6.89 บาท คงเหลือเงินปันผลที่จะจ่ายสำหรับงวดนี้ในอัตรา 27.41 บาท โดยจะจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นรายชื่อปรากฎ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล ในวันที่ 2 มีนาคม 2569 (Record Date) โดยวันขึ้น
เครื่องหมาย XD วันแรกคือวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 30เมษายน 2569
**รายได้ปี 68 ที่ 2.26 แสนลบ.
เอไอเอสรายงานผลการดำเนินงานปี 2568 มีรายได้รวม 226,264 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 47,886 ล้านบาท สะท้อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากยุทธศาสตร์ที่ยึด “คุณภาพของสินค้าและประสบการณ์ลูกค้า” เป็นหัวใจหลัก พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำโครงข่ายอัจฉริยะและเทคโนโลยีดิจิทัลที่ดีที่สุดเพื่อคนไทย ด้วยความเร็ว ความเสถียร และประสบการณ์ดิจิทัลที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน โดยในปีที่ผ่านมา เอไอเอสเดินหน้ายกระดับประสบการณ์ลูกค้าผ่านนวัตกรรมและ AI ทั้งด้านบริการและการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้ลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน พร้อมต่อยอดการเติบโตระยะยาวผ่าน “ธุรกิจใหม่” ในฐานะฟันเฟืองสำคัญ ได้แก่ ธุรกิจรีเทล แพลตฟอร์มคอนเทนต์ความบันเทิงและกีฬา และการเงินดิจิทัล
ด้านผลประกอบการและ EBITDA เติบโตอย่างมั่นคง จากการบริหารสมดุลระหว่าง การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งอนาคต และ การยกระดับประสิทธิภาพภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง สะท้อนแนวทางการเติบโตแบบ “คุณภาพ” ในทุกมิติ โดยปี 2569 เอไอเอสยังคงมุ่งสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง ควบคู่การสนับสนุนประเทศไทยสู่สังคมดิจิทัลอย่างยั่งยืน โดยมีรายละเอียดแต่ละธุรกิจดังนี้
-ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่: โตต่อเนื่องจากฐานลูกค้าคุณภาพ และโครงข่ายอัจฉริยะ 5G ที่มีความน่าเชื่อถือ
เอไอเอสมีผู้ใช้บริการรวม 46.8 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้น 495,200 เลขหมายจากไตรมาส 3/2568 และเพิ่มขึ้น กว่า 1 ล้านเลขหมายจากปี 2567 จากการมุ่งเน้นคุณภาพโครงข่ายและการยกระดับประสบการณ์ใช้งานอย่างต่อเนื่องลูกค้าระบบเติมเงิน เพิ่มขึ้นกว่า 301,000 เลขหมายจากไตรมาส 3/2568 และเพิ่มขึ้น 392,900 เลขหมายจากปี 2567 โดยยังคงยึดมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในการเปิดเลขหมายใหม่ ผ่านระบบ Liveness Detection ที่ผสาน AI เพื่อการพิสูจน์อัตลักษณ์ขั้นสูง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องผู้ใช้งานจากภัยคุกคามออนไลน์ลูกค้าระบบรายเดือน เพิ่มขึ้นกว่า 194,000 เลขหมายจากไตรมาส 3/2568 และเพิ่มขึ้น 616,100 เลขหมายจากปี 2567 จากฐานลูกค้าคุณภาพสูงและ ได้รับผลบวกจากความนิยมในการรับชม ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ (EPL) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ผู้ใช้งาน 5G เพิ่มเป็น 17.9 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้นกว่า 2 ล้านเลขหมายจากไตรมาส 3/2568 และเพิ่มขึ้นกว่า 5.7 ล้านเลขหมายจากปี 2567 บนโครงข่าย 5G ที่ครอบคลุม มากกว่า 95% ของประชากรทั่วประเทศ ส่งผลให้รายได้ธุรกิจมือถือเติบโต 5.8% ทำให้ AIS มีส่วนแบ่งการตลาดเชิงรายได้อยู่ที่ 50% ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านคุณภาพในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม
-ธุรกิจบรอดแบนด์: เติบโตด้วยความเชื่อมั่นในคุณภาพจากนวัตกรรมเน็ตบ้าน และความบันเทิงเพื่อทุกครัวเรือน
ธุรกิจเน็ตบ้าน AIS 3BB FIBRE 3 เติบโตอย่างต่อเนื่อง มีผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์รวม 5.24 ล้านราย เพิ่มขึ้น 38,000 รายจากไตรมาส 3/2568 และเพิ่มขึ้น 233,600 รายจากปี 2567 สะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพโครงข่ายและด้านบริการที่ยกระดับประสบการณ์ที่ดีให้ทุกครัวเรือน อาทิ แพ็กเกจ SuperFast และนวัตกรรมเน็ตบ้าน Home FiberLAN และบริการที่มากกว่าการเชื่อมต่อ
พร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้วยคอนเทนต์ความบันเทิงและกีฬายอดนิยม เช่น EPL, Thai League, NBA และ NFL ส่งผลให้รายได้ธุรกิจเน็ตบ้านเติบโต 9.6% และมีส่วนแบ่งการตลาดเชิงรายได้ ร้อยละ 48% ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดบรอดแบนด์อย่างมั่นคง
-ธุรกิจบริการลูกค้าองค์กร: เติบโตด้วยพลังโซลูชั่นส์เพื่อภาคธุรกิจไทย
ธุรกิจบริการลูกค้าองค์กรเติบโตต่อเนื่อง โดยเติบโต 11% จากปี 2567 ได้รับอานิสงค์จากความต้องการในการใช้โครงข่าย 5G สำหรับองค์กรธุรกิจ โครงข่ายเชื่อมต่อข้อมูล รวมถึงบริการ Data Center และ Thai Hyperscale Cloud ที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถขององค์กรไทย ทั้งนี้ เอไอเอสยังคงสนับสนุนประเทศไทยสู่การเป็น Sustainable Nation ผ่านการเสริมความพร้อมด้าน Digital Infrastructure ที่ครอบคลุมทุกการเชื่อมต่อ รองรับการลงทุนและการขยายตัวของผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก รวมถึงการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ในอนาคต
-แนวโน้มปี 2569: ลงทุนต่อเนื่อง ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อประเทศ
ในปี 2569 เอไอเอสวางกรอบงบลงทุน 30,000–35,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกมิติ ผ่านการพัฒนาโครงข่าย 5G, การขยายบริการอินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูง และการผนึกกำลังกับพันธมิตรระดับโลกเพื่อผลักดันการเป็นศูนย์รวม AI Ecosystem ครั้งใหญ่รายแรกพร้อมเชื่อมโยงโครงข่ายอัจฉริยะกับนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อให้คนไทยทั้งลูกค้าทั่วไปและลูกค้าองค์กรเข้าถึงประสบการณ์ AI ที่มีประสิทธิภาพ เสริมขีดความสามารถด้านดิจิทัลของประเทศ และวางรากฐานระบบนิเวศดิจิทัลที่เชื่อมโยงอย่างปลอดภัย เพื่อสนับสนุนการเติบโตของ Digital Economy ไทยอย่างยั่งยืน