ชำแหละจุดตาย 'สงครามอิหร่าน' เมื่อคนไทยต้องจ่ายค่าไฟ-น้ำมัน แพงกว่าใครในเอเชีย
ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งทะลุ 81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาก๊าซ LNG ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 2 เท่าภายในสัปดาห์เดียว นักลงทุนทั่วโลกจับตามองผลกระทบต่อเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในภูมิภาคเอเชีย
สำหรับประเทศไทย วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่เป็นการเปิดเผยจุดอ่อนทางโครงสร้างเศรษฐกิจที่สะสมมายาวนาน โดยเฉพาะความพึ่งพาพลังงานนำเข้าที่สูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ
ไทยพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูงสุดในเอเชีย
ข้อมูลจาก Bank of America Global Research ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีดุลการค้าพลังงานติดลบสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย โดยสัดส่วนการนำเข้าพลังงานสุทธิต่อ GDP อยู่ที่ 6% เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น เกาหลีใต้อยู่ที่ 4% ขณะที่สิงคโปร์มีสัดส่วนที่ต่ำกว่ามาก
นั่นหมายความว่า ทุกครั้งที่เกิดสงครามในตะวันออกกลาง เครื่องยนต์เศรษฐกิจของไทยจะเกิดอาการ “สำลัก” ทันที เพราะเราต้องจ่ายเงินบาทออกไปซื้อพลังงานในราคาที่สูงขึ้นมหาศาลเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศ
แม้ว่าในเชิงภูมิศาสตร์ ญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ จะดูน่ากังวลกว่า เพราะพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึง 95% (ขณะที่ไทยพึ่งพาอยู่ 58%) แต่ภัยร้ายที่ย้อนกลับมาทำลายเศรษฐกิจไทยคือ “ต้นทุนแฝง”
ทั้งนี้ ธนาคารโนมูระได้ประมาณการผลกระทบอย่างชัดเจนว่า ทุก ๆ ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 10% จะส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยแย่ลง 0.5% ทันที นี่คือตัวเลขที่มีนัยสำคัญ เพราะหากราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 30% ดุลบัญชีเดินสะพัดจะแย่ลง 1.5% ซึ่งหมายถึงการที่ประเทศต้องจ่ายเงินออกไปมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เงินเฟ้อฉับพลัน ฝันร้ายของคนไทย
นอกจากน้ำมันดิบแล้ว ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG ที่พุ่งสูงสุดในรอบ 3 ปียังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ เนื่องจากไทยใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก
เมื่อราคา LNG พุ่งสูง ไทยต้องแข่งขันซื้อก๊าซในตลาดสปอตกับผู้ซื้อรายใหญ่อย่างยุโรป ซึ่งมีกำลังซื้อสูงกว่า ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นตามมา แม้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตจะพยายามดูดซับต้นทุนบางส่วน แต่ในระยะยาวต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้จะส่งผ่านไปยังผู้บริโภคในรูปแบบต่าง ๆ
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศ
นักวิเคราะห์มองว่าสิ่งที่คนไทยจะเจอเป็นอันดับแรกไม่ใช่การขาดแคลนน้ำมัน แต่คือ “ภาวะเงินเฟ้อแบบฉับพลัน”
เมื่อต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ต้นทุนการขนส่งสินค้าจะเพิ่มขึ้นตาม ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจะปรับตัวสูงขึ้น และในที่สุดกำลังซื้อของผู้บริโภคจะลดลง
ในทางตรงกันข้าม ประเทศที่เป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิอย่างมาเลเซียและออสเตรเลียกลับได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เนื่องจากรายได้จากการส่งออกเพิ่มขึ้นตามราคาที่สูงขึ้น
ไทยเตรียมรับมือความเสี่ยง
วิกฤตสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน ในครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่าความมั่นคงทางพลังงานของไทยยังแขวนอยู่บนเส้นด้าย หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ไทยอาจเผชิญแรงกดดัน 3 ด้านพร้อมกัน คือ
- ค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าลงจากการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องนำเข้าพลังงานมากขึ้นในราคาที่สูงขึ้น
- อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
- การบริโภคภาคเอกชนอาจชะลอตัวลง เมื่อกำลังซื้อลดลง ส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคธุรกิจและการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม
อ้างอิง: กรุงเทพธุรกิจ, Nation Thailand, Business Times