โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

รู้ว่าไร้อาวุธก็ยังยิง อดีต จนท.อินเดียประณาม สหรัฐฯ จมเรือรบอิหร่าน

Thai PBS

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

เมื่อวันอังคารที่ 4 มี.ค.2569 กองกำลังป้องกันชายฝั่งของศรีลังกาได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือจากเรือรบ IRIS Dena ซึ่งเป็นเรือฟริเกตชั้น Moudge ของกองทัพเรืออิหร่านว่า เรือเกิดการระเบิดอย่างรุนแรงขณะลอยลำอยู่ในน่านน้ำสากล ห่างจากเมืองกอลล์ ทางตอนใต้ของศรีลังกาไปทางใต้ประมาณ 20-44 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 37-81 กิโลเมตร

ในเวลาต่อมา "พีท เฮกเซธ" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ออกมาแถลงยืนยันว่า การอับปางของเรือ IRIS Dena เป็นผลมาจากการปฏิบัติการของเรือดำน้ำสหรัฐฯ ที่ใช้ตอร์ปิโดเพียงนัดเดียวในการจมเรือรบอิหร่านลำนี้ เฮกเซธเรียกเหตุการณ์นี้ว่า "ความตายอันเงียบเชียบ" (Quiet Death) ตามข้อมูลของ Military.com และระบุว่านี่เป็นการจมเรือข้าศึกด้วยตอร์ปิโดจากเรือดำน้ำเป็นครั้งแรกของกองทัพเรือสหรัฐฯ นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

จมเรือที่ "ไม่มีทางสู้" ?

ประเด็นที่กลายเป็นข้อถกเถียงอย่างรุนแรงในระดับสากลคือ สภาพของเรือ IRIS Dena ในขณะที่ถูกโจมตี Military.com ระบุว่าเรือลำนี้เพิ่งเดินทางออกจากท่าเรือวิสาขปัตนัม (Visakhapatnam) ของประเทศอินเดีย หลังจากเข้าร่วมการซ้อมรบพหุภาคีภายใต้ชื่อ "MILAN 2026" และการตรวจพลเรือนานาชาติ (International Fleet Review) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-25 ก.พ.2569

Middle East Eye อ้างอิง คันวาล ซิบาล อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศของอินเดียที่โพสต์ผ่าน X ว่า เรืออิหร่านคงจะไม่ถูกโจมตี หากอินเดียไม่ได้เชิญเข้าร่วมการฝึก Milan ซึ่งอินเดียเป็นเจ้าภาพ ตามระเบียบแล้วเรือทุกลำต้องไม่บรรทุกอาวุธ เครื่องกระสุน ทำให้ IRIS Dena ไร้การป้องกัน การโจมตีโดยเรือดำน้ำสหรัฐฯ จึงเป็นการวางแผนล่วงหน้า สหรัฐฯ รู้ว่ามีการฝึกซ้อม เพราะสหรัฐฯ ก็ถูกเชิญแต่ถอนตัวในนาทีสุดท้าย แม้อินเดียจะไม่รับผิดชอบทางการเมืองหรือทางทหาร แต่ควรแสดงความเสียใจทางศีลธรรมและมนุษยธรรม

หมายความว่า ตามพิธีสารหรือกฎการซ้อมรบในครั้งนี้ เรือรบที่เข้าร่วมจะไม่ได้รับอนุญาตให้พกพาเครื่องกระสุนหรืออาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงติดเรือ เพื่อความปลอดภัยในการฝึกซ้อมร่วมกับชาติต่าง ๆ กว่า 70 ประเทศ ในขณะที่ถูกสหรัฐฯ โจมตี เรือ IRIS Dena ตกอยู่ในสถานะ "ไร้อาวุธและไม่มีทางสู้" อย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ เรือยังอยู่ในเส้นทางมุ่งหน้ากลับบ้านในน่านน้ำสากล ซึ่งอิหร่านอ้างว่าควรได้รับความคุ้มครองตามหลักการทูตในฐานะ "แขกของกองทัพเรืออินเดีย"

จากข้อมูลของทางการศรีลังกา เรือ IRIS Dena มีลูกเรือและนักเรียนนายเรืออยู่บนเรือประมาณ 180 ชีวิต แรงระเบิดจากตอร์ปิโด MK 48 ส่งผลให้เรือจมลงอย่างรวดเร็วจนเหลือเพียงคราบน้ำมันบนผิวน้ำก่อนที่ทีมกู้ภัยจะไปถึง กองทัพเรือและกองทัพอากาศศรีลังกาได้เร่งส่งเรือและอากาศยานเข้าช่วยเหลือ โดยสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตได้เพียง 32 คน ทั้งหมดได้รับบาดเจ็บสาหัสและมีแผลไหม้ตามร่างกาย ส่วนที่เหลือมีการกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้แล้วอย่างน้อย 87 คน และยังมีผู้สูญหายอีกจำนวนหนึ่ง

โรงพยาบาลในเมืองกอลล์ต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตในการจัดการร่างผู้เสียชีวิต เนื่องจากห้องเย็นมีไม่เพียงพอ จนต้องมีการใช้ตู้คอนเทนเนอร์แช่เย็นเพื่อเก็บรักษาศพลูกเรืออิหร่านรอการพิสูจน์เอกลักษณ์และส่งกลับประเทศตามคำขอของสถานทูตอิหร่าน

เหตุการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างหนักต่อรัฐบาลของ นายกฯ นเรนทรา โมดี ซึ่งพยายามรักษาบทบาทของอินเดียในฐานะ "ผู้รักษาความปลอดภัย" ในมหาสมุทรอินเดีย ส่วนทางด้านฝ่ายค้านอินเดีย ออกมาโจมตีความนิ่งเฉยของรัฐบาลโมดีว่า นี่คือความล้มเหลวทางยุทธศาสตร์ที่ปล่อยให้ "สนามรบ" เข้ามาประชิดหลังบ้านของตนเอง และปล่อยให้แขกที่อินเดียเชิญมาซ้อมรบถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมในพื้นที่ที่อินเดียอ้างว่าเป็นเขตความรับผิดชอบของตน

ด้านอดีตผู้บัญชาการทหารเรืออินเดีย ได้เรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความกังวลและไม่พอใจอย่างเป็นทางการต่อสหรัฐฯ เนื่องจากการโจมตีครั้งนี้ทำลายคุณค่าและพิธีสารของการซ้อมรบ MILAN ที่อินเดียเพิ่งเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่

แม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ แต่เพนตากอนยังคงยืนยันความชอบธรรมในการโจมตี โดยระบุว่าเรือรบของอิหร่านคือเป้าหมายทางทหารที่ถูกต้องภายใต้ปฏิบัติการ "Epic Fury" ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อทำลายขีดความสามารถทางเรือของอิหร่านให้สิ้นซาก พล.อ.แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมของสหรัฐฯ กล่าวว่า การค้นหา ติดตาม และทำลายเป้าหมายที่อยู่ห่างไกลออกไปเช่นนี้ คือขีดความสามารถที่มีเพียงสหรัฐฯ เท่านั้นที่ทำได้ในระดับนี้

ในมุมมองทางกฎหมายระหว่างประเทศ เจนนิเฟอร์ พาร์กเกอร์ จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลีย อธิบายว่าตามกฎหมายแห่งสงครามทางเรือ (Law of Naval Warfare) เรือรบของรัฐที่เป็นคู่ขัดแย้งถือเป็นวัตถุประสงค์ทางทหารโดยธรรมชาติ และสามารถถูกโจมตีได้ในน่านน้ำสากลหรือน่านน้ำของคู่สงคราม แม้เรือจะไม่ได้พกพาอาวุธในขณะนั้นก็ตาม หากรัฐเหล่านั้นอยู่ในสถานะสงครามกันแล้ว การโจมตีก็ถือว่าถูกกฎหมาย เว้นแต่จะอยู่ในน่านน้ำอาณาเขตของรัฐที่เป็นกลาง (Neutral State)

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังคงตั้งคำถามเรื่องหลักความเหมาะสมและความจำเป็นเร่งด่วนในการโจมตีเรือที่กำลังเดินทางกลับบ้านและไม่มีทีท่าคุกคามใคร

อ่านข่าวอื่น :

นายกฯ ตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง รับมือผลกระทบ

อิหร่านพ่ายออสเตรเลีย ศึกบอลหญิง "เอเชียนคัพ 2026"

"อิสราเอล" เผยตัดสินใจสังหาร "คาเมเนอี" ตั้งแต่ พ.ย.ปีที่แล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

จับตาตั้งรัฐบาลใหม่ ชี้ข้อกังวล อนุรักษ์นิยมสุดขั้ว ทุนผูกขาด กระทบสิทธิ (6 มี.ค. 69) I ตรงประเด็น

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

หนี้ท่วมหัว ท่วมซ้ำซากยาวนานขึ้น เหตุชาวบ้านบางบาลถวายฎีกา (6 มี.ค. 69) I ตรงประเด็น

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คำสั่งนายกฯ ประกาศระงับส่งออก-สำรองน้ำมัน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กต.เปิดศูนย์ปฏิบัติการชั่วคราวที่เมืองวาน "ตุรกี" ช่วยคนไทยอพยพ

4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ต่างประเทศ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...