ป.ป.ช. ส่งคืนสำนวน "บิ๊กโจ๊ก" คดีสินบนทองคำ ให้ตำรวจ ชงยื่น ปธ.สภา ส่งศาลฎีกาสอบ กรรมการ ป.ป.ช.
นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้ส่งคำกล่าวโทษ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล กรณีให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานของรัฐเพื่อช่วยเหลือในทางคดี เพื่อให้ ป.ป.ช. พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
แยกผู้ถูกกล่าวหาเป็น 2 กลุ่ม แต่คดีเกี่ยวพันกัน จากการพิจารณาพบว่า คำกล่าวโทษมีการระบุถึงบุคคล 2 กลุ่ม ได้แก่
กรรมการ ป.ป.ช. 2. เจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลอื่น ที่ไม่ใช่กรรมการ ป.ป.ช.
โดยพฤติการณ์ที่กล่าวหา คือการที่กรรมการ ป.ป.ช. ทุจริตต่อหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อกฎหมาย โดยมีบุคคลอื่นเป็นตัวการ ผู้สนับสนุน หรือเป็นผู้ให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งตามปกติแล้วคดีของเจ้าหน้าที่รัฐทั่วไปจะอยู่ในอำนาจไต่สวนของ ป.ป.ช. แต่เมื่อคดีนี้มีความเกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ได้กับข้อกล่าวหาที่มีต่อ "กรรมการ ป.ป.ช." กระบวนการจึงต้องเปลี่ยนไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
เปิดช่องกฎหมาย: ต้องใช้ "ผู้ไต่สวนอิสระ" เท่านั้น ตามรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป. ว่าด้วย ป.ป.ช. หากมีการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. ว่าทุจริตหรือร่ำรวยผิดปกติ จะต้องดำเนินการผ่านสภาฯ โดยใช้เสียง สส. และ สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20,000 คน เข้าชื่อยื่นต่อ ประธานรัฐสภา
หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัย จะต้องเสนอเรื่องไปยัง ประธานศาลฎีกา เพื่อแต่งตั้ง "คณะผู้ไต่สวนอิสระ" มาทำหน้าที่ไต่สวนและวินิจฉัยแทน ป.ป.ช. เพื่อความเป็นกลางและป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน
มติส่งคืนสำนวนให้ตำรวจดำเนินการต่อ เนื่องจากคดีนี้มีลักษณะการกระทำความผิดที่เกี่ยวเนื่องกัน และต้องดำเนินการไปในคราวเดียวกัน ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติให้ ส่งเรื่องกล่าวหาดังกล่าวคืนแก่พนักงานสอบสวน เพื่อให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 61 วรรคสอง เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของประธานรัฐสภาและประธานศาลฎีกาในการตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระตามกฎหมายต่อไป