โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

การเมืองชัด เม็ดเงินขยับ UOB มองหุ้นไทยฟื้น หากรัฐเดินนโยบายไม่สะดุด

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 11 ก.พ. เวลา 00.31 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. เวลา 07.26 น.

นายเอเบิล ลิม Head of Deposit and Wealth Management ธนาคาร ยูโอบี ประเทศไทย เปิดมุมมองต่อประเด็นหุ้นไทยหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไปว่า น่าจะเป็นการกระตุ้นการลงทุน และเห็นสัญญาณถึงความผ่อนคลายในแง่นโยบายการเงิน

ขณะที่ ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งจากการท่องเที่ยว หากรัฐมีการกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องทั้งในจังหวัดหลักและจังหวัดรอง เพื่อกระจายรายได้อย่างทั่วถึง จะเป็นอีกแรงหนุนสำคัญในการดึงดูดรายได้เข้าประเทศได้มากขึ้น

ถ้าตั้งรัฐบาลใหม่ได้อย่างราบลื่น และดำเนินนโยบายได้อย่างชัดเจน การเบิกจ่ายงบได้ไม่มีปัญหาและไม่ล่าช้าเหมือนปีก่อนๆ ก็มีความเป็นไปได้ว่าคาดการณ์เศรษฐกิจจะเติบโตเพียง 1.8% อาจจะทำได้ดีขึ้นมากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายงบของรัฐบาลก็อาจยังไม่ได้เห็นผลทันทีในปีนี้ ต้องใช้เวลา จึงต้องติดตามต่อไป

เรื่องของเพดานหนี้สาธารณะ ส่วนตัวยังมีความกังวลใจในเรื่องนี้อยู่ เพราะปัจจุบันแตะระดับ 68% ทำให้ค่อนข้างมีความยากและท้าทายต่อการคลังในการบริหารจัดการ เนื่องจากเวลาลงทุนหรือกระตุ้นเศรฐกิจ การคลังต้องใช้เงิน

แต่ด้วยช่องว่างที่เหลือของไทยมีค่อนข้างจำกัด ต้องไม่ให้เกินเพดานหนี้ 70% ซึ่งหากว่าเกินก็อาจส่งผลต่อเครดิตเรตติ้งของประเทศ แต่ด้วยนโยบายของคลังที่เน้นย้ำว่าจะรักษาระดับเครติดเรตติ้งไว้คงเดิมและไม่ให้เพิ่มมากชนเพดาน แม้ยังเดินหน้าลงทุนต่อ จึงมองเป็นความท้าทาย

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เข้ามาในไทย มองว่ายังมีความเป็นไปได้หากนโยบายกระตุ้นการลงุทนน่าสนใจ โดยอุตสาหกรรมที่น่าจับตามองและมองว่ามีความน่าดึงดูดใจในการลงทุนจากต่างชาติ ได้แก่ EV และ ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เป็นต้น

สำหรับเงินที่ไหลเข้ามาในหุ้นไทยนั้น ด้วยก่อนหน้านี้ต่างชาติเห็นความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาล สะท้อนความกังวลจนทำให้เงินไหลออกมากกว่าไหลเข้า แต่หลังเห็นเสถียรภาพทางการเมืองมีมากขึ้นหลังการเลือกตั้ง เม็ดเงินจึงเปลี่ยนทิศทาง

แต่ถามว่าเงินที่ไหลเข้ามาจะมีเข้ามาอย่างต่อเนื่องหรือไม่นั้น มองว่าก็ขึ้นอยู่กับการจัดตั้งรัฐบาลว่าจะราบลื่นและมีเสถียรภาพมากน้อยแค่ไหน แต่ภาพรวมในสายตาต่างชาติเริ่มมีความเชื่อมั่นในประเทศไทยมากขึ้นหลังผลการเลือกตั้งออกมา

วันนี้เรามีส่วนต่างระหว่างผลผลิตที่เศรษฐกิจผลิตได้จริง (Output Gap) ที่สูงมาก โดยเฉพาะในเรื่องสังคมผู้สูงวัย ทำให้ประชากรวัยแรงงานลดลง ความสามารถในการสร้างรายได้หดตัว นโยบายที่มีความไม่แน่นอน แต่สิ่งที่อยากให้โฟกัส คือ เรื่องศักยภาพในการผลิต เป็นสิ่งสำคัญที่ดึงดูดเม็ดเงินจากต่างประเทศให้เข้ามา นี่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ

เรื่องของการบริโภค วันนี้เชื่อเหลือเกินว่า เงินเฟ้อที่ต่ำมากและอาจ -0.3% รัฐบาลจำเป็นต้องกระตุ้นให้เกิดการบริโภคภายในประเทศให้ได้ ดังนั้นในระยะสั้น โครงการคนละครึ่งพลัสอาจมีมาให้ได้เห็นอีกครั้ง

ในส่วนของคำถามที่ว่าประเทศไทยเข้าไปอยู่ในเรด้าของโลกแล้วหรือยังนั้น ส่วนตัวมองว่าไทยได้รับความมั่นใจจากต่างประเทศมากขึ้น แต่หลายคนยังจับตาว่านโยบายจะออกมาเป็นแบบใด จะกระตุ้นส่วนไหน การเบิกจ่ายงบจะดำเนินได้เร็วและไม่ล่าช้าเหมือนรัฐบาลชุดก่อนหรือไม่ ในฝั่งของอาเซียนจริงๆ แล้วเราได้อานิสงส์จาก China+ อยู่แล้ว และไทยก็อยู่ในหัวแถวเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม ปี 2569 มองว่าเป็นปีที่การลงทุนต้องคัดให้ลึก มากกว่าซื้อให้กว้าง เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง โอกาสอยู่ในธุรกิจที่ต่อยอด AI สร้างรายได้จริง ขณะที่ไทยเริ่มได้แรงหนุนจากเสถียรภาพการเมืองและความหวังเชิงนโยบาย

แต่ความต่อเนื่องของเงินทุนต่างชาติยังผูกกับวินัยการคลัง เพดานหนี้ 70% และความเร็วในการเบิกจ่ายงบ รวมถึงการดึงดูด FDI กลุ่ม EV และดาต้าเซ็นเตอร์ อย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกันความเสี่ยงทางการเมือง โดยเฉพาะข้อครหาความโปร่งใสในการเลือกตั้งหรือการนับคะแนน หากบานปลายอาจกระทบความเชื่อมั่นและทำให้เงินทุนชะลอได้ในระยะสั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...