โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘เอพริล เบเกอรี่’ กางแผนรื้อโครงสร้างรับยอดขาย 1.3 พันล้าน เล็งระดมทุนตลาด mai ปี 72

การเงินธนาคาร

อัพเดต 10 ก.พ. เวลา 17.05 น. • เผยแพร่ 10 ก.พ. เวลา 10.05 น.

เอพริล เบเกอรี่ ทุบสถิติรายได้โต 200% ทะลุเป้าพันล้านก่อนกำหนด 2 ปี พร้อมอัดงบ 200 ล้านรีแบรนดิ้งสู่ ‘คาเฟ่อบสด’ เผยกลยุทธ์ ‘Trendy Fast-Mover’ ดันสินค้าเข้าเซเว่นฯ 25 รายการต่อปี ชู ‘ดูไบช็อกโกแลต’ หัวหอกสร้างกระแสไวรัล กางแผนบุกเกาหลี-ไต้หวันเต็มตัว ประเดิมส่งออก 5 ตู้คอนเทนเนอร์ พร้อมลุยอุตสาหกรรมต้นน้ำปลูกโกโก้เอง

10 กุมภาพันธ์ 2569–อุตสาหกรรมเบเกอรี่ไทยมูลค่า 4.6 หมื่นล้านบาทกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อ "เอพริล เบเกอรี่" (April’s Bakery) ภายใต้การบริหารของ บริษัท สิงหาฟู้ด อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความสำเร็จด้วยรายได้ปี 2568 ทะยานสู่ 1,300 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้าเกือบเท่าตัว

พร้อมประกาศแผนยุทธศาสตร์ปี 2569 มุ่งสู่การเป็นแบรนด์ “Masstige” (Mass + Prestige) ที่เชื่อมโยงสินค้าพรีเมียมเข้ากับราคาที่จับต้องได้ โดยวางเป้าหมายเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ภายในปี 2572

ความสำเร็จที่มาเร็วกว่าแผน: จาก 600 ล้าน สู่ 1,300 ล้านในหนึ่งปี

นางกนกกัญจน์ มธุรพร ประธานกรรมการผู้จัดการ เปิดเผยเชิงลึกถึงตัวเลขผลประกอบการว่า เดิมบริษัทวางแผนจะแตะระดับรายได้พันล้านบาทในปี 2570 แต่ความสามารถในการขยายกำลังการผลิตและการบุกตลาดผ่านร้านสะดวกซื้อ ทำให้ตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้นจริงตั้งแต่ปี 2568 โดยรายได้หลักกว่า 80% มาจากพันธมิตรยักษ์ใหญ่อย่าง 7-Eleven

“ปีที่แล้วยอดขายโตเกือบเท่าตัว จาก 600 กว่าล้าน มาเป็น 1,300 ล้านบาท จริงๆ แพลนไว้ว่าจะถึงพันล้านในปี 70 แต่เราทำได้ใน ปี 68 เลย” นางกนกกัญจน์กล่าวถึงอัตราการเติบโตที่ก้าวกระโดด

กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้เอพริล เบเกอรี่ ครองส่วนแบ่งตลาดคือการทำตัวเป็น "Fast-Mover" ที่หยิบเอาไอเดียจากต่างประเทศมาปรับรสชาติให้ถูกปากคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า "ช็อกโกแลตดูไบ" ซึ่งมีถึง 15 SKU และเป็นฟันเฟืองหลักที่คัฟเวอร์ยอดขายพันล้านบาท แม้สินค้ากลุ่มกระแสจะมีวงจรชีวิต (Life Cycle) ที่สั้น แต่บริษัทแก้เกมด้วยความเร็วในการออกสินค้าใหม่ 1-2 รายการในทุกเดือน

รื้อโครงสร้างธุรกิจ: จาก SME สู่โรงงานอัจฉริยะและการระดมทุน

ก้าวย่างสำคัญในปี 2569 คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและการบริหารจัดการ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าตลาดหลักทรัพย์ mai ในปี2572 ปัจจุบันบริษัทแบกต้นทุนค่าแรงกว่า 20 ล้านบาทต่อเดือนจากการใช้แรงงานคนถึง 1,200 คน ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไขด้วยเทคโนโลยี

“ตอนนี้เราใช้คนเยอะมาก 1,200 คน ประสิทธิภาพยังไม่ค่อยคงที่เราจะเอาเครื่องจักรเข้ามา 2-3 ร้อยล้านบาทในการทำโรงงาน อยากทำโรงงานเดียวให้ใหญ่ไปเลย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต” นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมดีลซื้อโรงงานเพิ่มเพื่อขยายกำลังการผลิตจากเดิม 400,000 กล่อง (1.6 ล้านชิ้น) ต่อวัน ให้เพิ่มขึ้นอีก 2 แสนชิ้น เพื่อรองรับเป้าหมายการเติบโต 30% หรือรายได้ 1,700 ล้านบาทในปีนี้

กลยุทธ์น่านน้ำใหม่: OEM ส่งออก และ 'บรรทัดทองโมเดล'

นอกจากตลาดในประเทศ เอพริล เบเกอรี่ กำลังเปลี่ยนสถานะจาก "ผู้นำเข้าไอเดีย" เป็น "ผู้ส่งออกนวัตกรรมขนม" โดยเฉพาะตลาดเกาหลีและไต้หวันซึ่งมีความสนใจในตัวสินค้าของบริษัทอย่างมาก

“จากที่เราไปเอาเกาหลีมาขาย แต่ตอนนี้เกาหลีสนใจสินค้าเราและนำไปขายแทน เร็วๆนี้เรากำลังจะส่งออกไปไต้หวันล็อตแรก 5 ตู้คอนเทนเนอร์ ประมาณ 1.5 หมื่นชิ้นต่อตู้”

สำหรับตลาดหน้าร้านบริษัทจะทุ่มงบ 200 ล้านบาท รีแบรนดิ้งสาขาเดิมให้กลายเป็นคาเฟ่ขนมอบสด (Live Baking) โดยปักหมุดสาขาแรกที่ "บรรทัดทอง" เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้าได้ทานขนมที่อบสดจากเตา แทนการส่งจากโรงงานมาอุ่นเพียงอย่างเดียว ตั้งเป้ายอดขายเฉพาะสาขานี้ 2 ล้านบาทต่อเดือน

ความท้าทายและการบริหารความเสี่ยง: พลังโซเชียลคือดาบสองคม

แม้ภาพรวมจะเติบโตดี แต่นางกนกกัญจน์ยอมรับว่าตลาดเบเกอรี่มีความผันผวนสูงจากกระแสโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยให้สินค้า "ดังได้ด้วยตัวเอง" แต่ก็เป็นปัจจัยลบที่ทำให้ผู้บริโภค "เบื่อเร็ว"

“โซเชียลแรงมาก แค่คอมเมนต์ลบคอมเมนต์เดียวก็อาจทำให้ต้องเลิกขายเลยก็ได้ สินค้า10 ตัวจะซัคเซสสักหนึ่งตัว เราต้องปรับตัวให้เร็ว และรักษาคุณภาพวัตถุดิบนำเข้า ไม่ลดเกรด โชคดีที่วอลลุ่มการผลิตของเราใหญ่ทำให้ได้ต้นทุนที่ถูกลง”

ในปี 2569 นี้ เอพริล เบเกอรี่ ยังเตรียมรุกอุตสาหกรรมต้นน้ำ (Upstream) ด้วยการปลูกโกโก้เองบนพื้นที่ 10 ไร่ เพื่อป้อนวัตถุดิบเข้าสู่กลุ่มสินค้าช็อกโกแลตพรีเมียม ลดความผันผวนของราคาวัตถุดิบโลก พร้อมเตรียมเปิดคาเฟ่ช็อกโกแลต "Farm-to-Table" ที่เชียงใหม่ในช่วงฤดูหนาวนี้

สรุปโครงสร้างรายได้และเป้าหมายปี 2569:

  • รายได้เป้าหมาย: 1,700 ล้านบาท (+30%)
  • สัดส่วนการจำหน่าย: 7-Eleven 70%, หน้าร้าน 20%, OEM/ส่งออก 10%
  • กำลังการผลิต: มุ่งสู่ 1.8 ล้านชิ้นต่อวัน
  • Key Strategy: รีแบรนดิ้งเป็นคาเฟ่อบสด, ขยายตู้จำหน่ายข้าวกล่องบนสถานี#รถไฟฟ้า (Price point 59-69 บาท) และรุกตลาด OEM ต่างประเทศ

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...