‘เอพริล เบเกอรี่’ กางแผนรื้อโครงสร้างรับยอดขาย 1.3 พันล้าน เล็งระดมทุนตลาด mai ปี 72
เอพริล เบเกอรี่ ทุบสถิติรายได้โต 200% ทะลุเป้าพันล้านก่อนกำหนด 2 ปี พร้อมอัดงบ 200 ล้านรีแบรนดิ้งสู่ ‘คาเฟ่อบสด’ เผยกลยุทธ์ ‘Trendy Fast-Mover’ ดันสินค้าเข้าเซเว่นฯ 25 รายการต่อปี ชู ‘ดูไบช็อกโกแลต’ หัวหอกสร้างกระแสไวรัล กางแผนบุกเกาหลี-ไต้หวันเต็มตัว ประเดิมส่งออก 5 ตู้คอนเทนเนอร์ พร้อมลุยอุตสาหกรรมต้นน้ำปลูกโกโก้เอง
10 กุมภาพันธ์ 2569–อุตสาหกรรมเบเกอรี่ไทยมูลค่า 4.6 หมื่นล้านบาทกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อ "เอพริล เบเกอรี่" (April’s Bakery) ภายใต้การบริหารของ บริษัท สิงหาฟู้ด อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความสำเร็จด้วยรายได้ปี 2568 ทะยานสู่ 1,300 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้าเกือบเท่าตัว
พร้อมประกาศแผนยุทธศาสตร์ปี 2569 มุ่งสู่การเป็นแบรนด์ “Masstige” (Mass + Prestige) ที่เชื่อมโยงสินค้าพรีเมียมเข้ากับราคาที่จับต้องได้ โดยวางเป้าหมายเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ภายในปี 2572
ความสำเร็จที่มาเร็วกว่าแผน: จาก 600 ล้าน สู่ 1,300 ล้านในหนึ่งปี
นางกนกกัญจน์ มธุรพร ประธานกรรมการผู้จัดการ เปิดเผยเชิงลึกถึงตัวเลขผลประกอบการว่า เดิมบริษัทวางแผนจะแตะระดับรายได้พันล้านบาทในปี 2570 แต่ความสามารถในการขยายกำลังการผลิตและการบุกตลาดผ่านร้านสะดวกซื้อ ทำให้ตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้นจริงตั้งแต่ปี 2568 โดยรายได้หลักกว่า 80% มาจากพันธมิตรยักษ์ใหญ่อย่าง 7-Eleven
“ปีที่แล้วยอดขายโตเกือบเท่าตัว จาก 600 กว่าล้าน มาเป็น 1,300 ล้านบาท จริงๆ แพลนไว้ว่าจะถึงพันล้านในปี 70 แต่เราทำได้ใน ปี 68 เลย” นางกนกกัญจน์กล่าวถึงอัตราการเติบโตที่ก้าวกระโดด
กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้เอพริล เบเกอรี่ ครองส่วนแบ่งตลาดคือการทำตัวเป็น "Fast-Mover" ที่หยิบเอาไอเดียจากต่างประเทศมาปรับรสชาติให้ถูกปากคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า "ช็อกโกแลตดูไบ" ซึ่งมีถึง 15 SKU และเป็นฟันเฟืองหลักที่คัฟเวอร์ยอดขายพันล้านบาท แม้สินค้ากลุ่มกระแสจะมีวงจรชีวิต (Life Cycle) ที่สั้น แต่บริษัทแก้เกมด้วยความเร็วในการออกสินค้าใหม่ 1-2 รายการในทุกเดือน
รื้อโครงสร้างธุรกิจ: จาก SME สู่โรงงานอัจฉริยะและการระดมทุน
ก้าวย่างสำคัญในปี 2569 คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและการบริหารจัดการ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าตลาดหลักทรัพย์ mai ในปี2572 ปัจจุบันบริษัทแบกต้นทุนค่าแรงกว่า 20 ล้านบาทต่อเดือนจากการใช้แรงงานคนถึง 1,200 คน ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไขด้วยเทคโนโลยี
“ตอนนี้เราใช้คนเยอะมาก 1,200 คน ประสิทธิภาพยังไม่ค่อยคงที่เราจะเอาเครื่องจักรเข้ามา 2-3 ร้อยล้านบาทในการทำโรงงาน อยากทำโรงงานเดียวให้ใหญ่ไปเลย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต” นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมดีลซื้อโรงงานเพิ่มเพื่อขยายกำลังการผลิตจากเดิม 400,000 กล่อง (1.6 ล้านชิ้น) ต่อวัน ให้เพิ่มขึ้นอีก 2 แสนชิ้น เพื่อรองรับเป้าหมายการเติบโต 30% หรือรายได้ 1,700 ล้านบาทในปีนี้
กลยุทธ์น่านน้ำใหม่: OEM ส่งออก และ 'บรรทัดทองโมเดล'
นอกจากตลาดในประเทศ เอพริล เบเกอรี่ กำลังเปลี่ยนสถานะจาก "ผู้นำเข้าไอเดีย" เป็น "ผู้ส่งออกนวัตกรรมขนม" โดยเฉพาะตลาดเกาหลีและไต้หวันซึ่งมีความสนใจในตัวสินค้าของบริษัทอย่างมาก
“จากที่เราไปเอาเกาหลีมาขาย แต่ตอนนี้เกาหลีสนใจสินค้าเราและนำไปขายแทน เร็วๆนี้เรากำลังจะส่งออกไปไต้หวันล็อตแรก 5 ตู้คอนเทนเนอร์ ประมาณ 1.5 หมื่นชิ้นต่อตู้”
สำหรับตลาดหน้าร้านบริษัทจะทุ่มงบ 200 ล้านบาท รีแบรนดิ้งสาขาเดิมให้กลายเป็นคาเฟ่ขนมอบสด (Live Baking) โดยปักหมุดสาขาแรกที่ "บรรทัดทอง" เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้าได้ทานขนมที่อบสดจากเตา แทนการส่งจากโรงงานมาอุ่นเพียงอย่างเดียว ตั้งเป้ายอดขายเฉพาะสาขานี้ 2 ล้านบาทต่อเดือน
ความท้าทายและการบริหารความเสี่ยง: พลังโซเชียลคือดาบสองคม
แม้ภาพรวมจะเติบโตดี แต่นางกนกกัญจน์ยอมรับว่าตลาดเบเกอรี่มีความผันผวนสูงจากกระแสโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยให้สินค้า "ดังได้ด้วยตัวเอง" แต่ก็เป็นปัจจัยลบที่ทำให้ผู้บริโภค "เบื่อเร็ว"
“โซเชียลแรงมาก แค่คอมเมนต์ลบคอมเมนต์เดียวก็อาจทำให้ต้องเลิกขายเลยก็ได้ สินค้า10 ตัวจะซัคเซสสักหนึ่งตัว เราต้องปรับตัวให้เร็ว และรักษาคุณภาพวัตถุดิบนำเข้า ไม่ลดเกรด โชคดีที่วอลลุ่มการผลิตของเราใหญ่ทำให้ได้ต้นทุนที่ถูกลง”
ในปี 2569 นี้ เอพริล เบเกอรี่ ยังเตรียมรุกอุตสาหกรรมต้นน้ำ (Upstream) ด้วยการปลูกโกโก้เองบนพื้นที่ 10 ไร่ เพื่อป้อนวัตถุดิบเข้าสู่กลุ่มสินค้าช็อกโกแลตพรีเมียม ลดความผันผวนของราคาวัตถุดิบโลก พร้อมเตรียมเปิดคาเฟ่ช็อกโกแลต "Farm-to-Table" ที่เชียงใหม่ในช่วงฤดูหนาวนี้
สรุปโครงสร้างรายได้และเป้าหมายปี 2569:
- รายได้เป้าหมาย: 1,700 ล้านบาท (+30%)
- สัดส่วนการจำหน่าย: 7-Eleven 70%, หน้าร้าน 20%, OEM/ส่งออก 10%
- กำลังการผลิต: มุ่งสู่ 1.8 ล้านชิ้นต่อวัน
- Key Strategy: รีแบรนดิ้งเป็นคาเฟ่อบสด, ขยายตู้จำหน่ายข้าวกล่องบนสถานี#รถไฟฟ้า (Price point 59-69 บาท) และรุกตลาด OEM ต่างประเทศ