นายกฯอุบตั้งรัฐบาล-ประธานสภาฯ-รอหลัง กกต.รับรอง-มติ ครม.ปรับเกณฑ์วีซ่า ‘Long Stay’ ดึงผู้สูงอายุต่างชาติ
เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
- นายกฯอุบตั้งรัฐบาล-ประธานสภาฯ-รอหลัง กกต.รับรอง
- มั่นใจคุมเสถียรภาพรัฐบาลได้-อยู่ครบเทอม 4 ปี
- ปัดตอบชวน ‘กล้าธรรม’ ร่วมรัฐบาล
- สวน พท.ชนะเลือกตั้งไม่มีพิรุธ-เวลาแพ้เจอทุกที
- สั่งต่างประเทศ-กลาโหม ยกเลิก MOU44
- มติ ครม.เล็งปรับเกณฑ์วีซ่า ‘Long Stay’ ดึงผู้สูงอายุต่างชาติพำนักไทย
- เคาะราคาอ้อย-น้ำตาลขั้นต้นทั่ว ปท. 890 บาท/ตัน
- เห็นชอบมาตรการรับมือไฟป่า-PM 2.5
- ตั้ง “วรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี” อดีต ผอ.นั่งบอร์ดออมสิน
แสดงความยินดีว่าที่ รมต.รัฐบาลใหม่
นายอนุทิน กล่าวแสดงความยินดีกับรัฐมนตรีทุกคนที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จากการเลือกตั้งทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อ แม้ขณะนี้จะทราบผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการตามกฎหมายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
อุบตั้งรัฐบาล-ประธานสภาฯ-รอหลัง กกต.รับรอง
“ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้รับความไว้วางใจให้มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยจะรอให้ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการก่อน จึงจะเริ่มกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและเจตนารมณ์ของประชาชน” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน ยังย้ำว่า ครม. ชุดปัจจุบันยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่ตามปกติอย่างเต็มที่จนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่เข้ารับหน้าที่
ผู้สื่อข่าวถามถึง ‘ประธานสภา’ ว่าก่อนการเลือกนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งดังกล่าวจะเป็นของพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ตอนนี้การนับคะแนนเพิ่ง 92% – 93% เอง ผมชอบทำอะไรที่เป็นขั้นเป็นตอน เราจะไม่พูดอะไร ที่เรายังไม่ได้รับการยืนยันจากผู้ควบคุมกฎ ก็คือ กกต.”
ถามต่อว่า นายกฯ วางหลักการจัดการรัฐมนตรีสีเทาอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “เราก็มีหลัก เราฟังเสียงพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว พี่น้องประชาชนเลือกพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น โดยไม่เป็นทางการกว่า 190 กว่า ผมก็ต้องให้ความสำคัญกับการตัดสินใจของพี่น้องประชาชน”
เมื่อถามต่อในรายละเอียด นายอนุทิน ตอบว่า “ผมต้องเอาการตัดสินใจของพี่น้องประชาชนมาเป็นหลักการตัดสินใจ วันนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดเรื่องพวกนี้ และต่อให้มีการดำเนินการ ก็ยังไม่สามารถเปิดเผยได้”
ถามต่อว่า ถ้ารัฐบาล (ใหม่) จะมีเสถียรภาพ ควรมียอด สส. ที่เท่าไร โดย นายอนุทิน ตอบว่า “เอาไว้ให้การยืนยันจำนวนสมาชิกแต่ละพรรคได้ดำเนินการเป็นที่เรียบร้อยก่อน เพราะยังต้องมีการคำนวณ สส. ระบบบัญชีรายชื่อด้วย จะเห็นว่ามีพรรคเล็กพรรคน้อยเข้ามาอีกหลายคน ให้มันนิ่งก่อน”
มั่นใจคุมเสถียรภาพรัฐบาลได้-อยู่ครบเทอม 4 ปี
ถามต่อว่า ปัจจุบันพรรคภูมิใจไทยได้กว่า 190 เสียง จะอยู่ 4 ปีหรือไม่ เพราะนักวิชาการมองว่าต้องใช้เสียงรัฐบาลผสมเยอะ เมื่อถามจบ นายอนุทิน หัวเราะ แล้วบอกว่า “นักวิชาการคนไหนอีกล่ะ”
ถามต่อว่า นายกฯ มีหลักอย่างไรให้รัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี นายอนุทิน ตอบว่า “ผมไม่ได้มีประเด็นเรื่องนี้ ไม่ได้มีความกังวล ผมทราบดีว่าวิธีการทำงานของผม ผมไม่ทำในเรื่องที่ผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรมจรรยาบรรณ ผิดความรู้สึก หรือฝืนความรู้สึกของประชาชน”
“ยิ่งรอบนี้ ผู้สื่อข่าวไม่ต้องกังวลเลย ผมต้องทำตามความต้องการของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ ผมแทบจะคิดอะไรด้วยตัวเองแล้วไปฝืนกับความต้องการของประชาชน ผมไม่มีวันทำเด็ดขาด” นายอนุทิน ย้ำ
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า นายกฯ มั่นใจว่าจะคุมพรรคร่วมได้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ผมว่าผู้สื่อข่าวก็ดูจากตัวเลขของจำนวน สส. ที่คาดกันว่าจะได้ ผมถึงบอกว่ายังพูดอะไรไม่ได้มาก แต่เป็นนายกฯ คุมได้แน่ ถ้าไม่คุม ก็อยู่กันไม่ได้ คุมไม่ได้ก็อยู่กันไม่ได้แค่นั้นเอง แล้ววันนี้พี่น้องประชาชนก็ให้ Mandate พรรคภูมิใจไทยมาขนาดนี้”
ผู้สื่อข่าวกำลังถามว่า หลายคนมองบ้านใหญ่ พรรคใหญ่ หรือการรวมเสียงจะมีปัญหา แต่ไม่ทันถามจบ นายอนุทิน แทรกทันทีว่า “ตอนมีบ้านใหญ่ ก็จะให้มีบ้านเล็ก ตอนนี้มีทั้งบ้านใหญ่ มีทั้งนักวิชาการ คำว่าบ้านใหญ่เป็นคำไม่ดีหรืออย่างไร บ้านใหญ่ คือ เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจ เป็นที่พึ่งพิงมั่นใจของพี่น้องประชาชน แล้วทำไมล่ะ พรรคไหนไม่มีบ้านใหญ่ มันก็มีกันทั้งนั้น” ถามต่อว่า แสดงว่านายกฯ มั่นใจเรื่องการคุมเสถียรภาพเหมือนตอนเป็นพรรคภูมิใจไทยที่มีคนไม่เยอะ โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ผมมองว่าเสถียรภาพของรัฐบาลเกิดจากการทำงาน คนอื่นอาจมองจากตัวเลขเสถียรภาพรัฐบาลของผมเกิดจากการทำงาน ผมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยมาตลอด รัฐบาลทำงานได้ไหม นโยบายต่างๆ ที่ผลักดันออกไปล้วนแต่เกิดประโยชน์กับประชาชน ก็ทำได้ ไม่มีปัญหาอะไรเลย เช่น คนละครึ่งพลัส การป้องกันประเทศ การดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูต การรักษาความสงบเรียบร้อย การปราบสแกมเมอร์ มันก็ครบทุกอย่างทั้งที่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย”
“เที่ยวนี้เป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมาก วันพรุ่งนี้ของผมมันต้องมาจากบทเรียนเมื่อวานตลอด ไม่ต้องห่วง ผมจะต้องขับรถด้วยความระมัดระวังอย่างสูงสุด และไม่เกินสปีดลิมิต” นายอนุทิน ตอบ
เมื่อถามว่า ประชาชนคาดหวังสูง เพราะไม่อยากให้เป็นรัฐบาลที่ยุบสภากันบ่อย ๆ นายกฯ มั่นใจเรื่องนี้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบทันทีว่า “ผมก็ต้องมั่นใจว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่มีภูมิใจไทยเป็นแกนนำต้องอยู่ให้ครบ 4 ปี ด้วยการมีผลงานและการทำงานที่ซื่อสัตย์ สุจริต รวดเร็ว ตอบสนองประชาชนได้ ทำประโยชน์สูงสุดให้ประเทศชาติได้ มีความยอมรับจากนานาประเทศ มันมีหลายโจทย์ ต้องอยู่แล้วเข้มแข็ง ทำงานได้ ทำประโยชน์ได้”
สวน พท.ชนะเลือกตั้งไม่มีพิรุธ-เวลาแพ้เจอทุกที
เมื่อถามถึงกรณีพรรคเพื่อไทยออกมาโจมตีว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มี ‘พิรุธ’ มาก ทำให้นายอนุทิน พูดว่า “อืม” และกล่าวว่า “เวลาชนะก็ไม่มีพิรุธ เวลาแพ้มีพิรุธทุกที”
ถามต่อว่า นายกฯ คิดอย่างไรที่ประชาชนร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ตามกฎหมายรัฐบาลไม่ได้เป็นคนจัดการการเลือกตั้ง ถ้าจะกล่าวหาว่ามีพิรุธ แสดงว่าไปกล่าวหา กกต. รัฐบาลไม่เกี่ยวข้อง การดำเนินการจัดการเลือกตั้งทั้งหมดอยู่ในมือ กกต.”
“ทุกวันนี้หัวหน้ารัฐบาลยังไม่รู้เลยว่าแต่ละพรรคจะมีกี่คนกันแน่ ยังนับคะแนนไม่จบเลย” นายอนุทิน กล่าว
เมื่อถามถึงนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยเรื่องการยกเลิก MOU 2544 มีขั้นตอนอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “วันนี้จะสั่งการใน ครม. ให้กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการในการประกาศยกเลิก ยังไม่ใช่ในรัฐบาลนี้ แต่มันต้องเตรียมการทุกอย่างที่จะยกเลิก MOU44 ที่เราเห็นว่าไม่มีความคืบหน้าเลยแม้แต่น้อย และไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บเอาไว้”
ถามต่อว่า ใช้อำนาจ ครม. ยกเลิกได้เลยหรือไม่ นายอนุทิน ตอบสั้นๆ ว่า “ตามกฎหมาย”
ปัดตอบชวน ‘กล้าธรรม’ ร่วมรัฐบาล
เมื่อถามถึงกระแสของประชาชนที่ไม่เอาพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาล โดยนายอนุทิน ยืนฟังจนผู้สื่อข่าวถามจบ แล้วบอกว่า “โอเคนะครับ เดี๋ยวไปประชุมก่อน” จากนั้นนายอนุทิน และคณะได้ยุติการแถลงข่าว
ตั้ง ‘ภราดร’ ตามงบเยียวยา ปชช.
ทั้งนี้ มีรายงานว่า ที่ประชุม ครม. ได้มอบหมายให้ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ติดตามงบประมาณและโครงการช่วยเหลือประชาชนที่ถูกชะลอในช่วงการเลือกตั้งให้เร่งดำเนินการโดยด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทั่วถึง
สั่งต่างประเทศ-กลาโหม ยกเลิก MOU44
นอกจากนี้ นายกฯ สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหม ศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ MOU44 โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญสูงสุด
มติ ครม.มีดังนี้
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ และนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
เคาะราคาอ้อย-น้ำตาลขั้นต้นทั่ว ปท. 890 บาท/ตัน
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น (ราคาอ้อยขั้นต้นฯ) ฤดูการผลิตปี 2568/2569 ทั้ง 9 เขตคำนวณราคาอ้อย เป็นราคาเดียวทั่วประเทศ ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ ดังนี้
1. ราคาอ้อยขั้นต้น ในอัตรา 890 บาทต่อตันอ้อย ที่ระดับคุณภาพความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส. หรือเท่ากับร้อยละ 89.65 ของประมาณการราคาอ้อยเฉลี่ยทั่วประเทศ (992.71 บาทต่อตันอ้อย) และกำหนดอัตราขึ้น/ลง ของราคาอ้อยเท่ากับ 53.40 บาท ต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส.2. ผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ที่ระดับคุณภาพความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส เท่ากับ 381.43 บาทต่อตันอ้อย
สาระสำคัญของเรื่อง
1. พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 มาตรา 49 – 53 บัญญัติให้ก่อนเริ่มฤดูการผลิตน้ำตาลทราย ให้คณะกรรมการบริหารจัดทำประมาณการรายได้จากการจำหน่ายน้ำตาลทรายที่จะผลิตในฤดูนั้น เพื่อกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฯ และเมื่อคณะกรรมการบริหารได้จัดทำประมาณการรายได้และกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฯ แล้วให้แจ้งให้สถาบันชาวไร่อ้อยและสมาคมโรงงานทราบ และจัดให้มีการประชุมผู้แทนสถาบันชาวไร่อ้อยและผู้แทนสมาคมโรงงานเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อคัดค้าน (ถ้ามี) โดยทำเป็นหนังสือแจ้งให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวันก่อนวันประชุม และให้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เสนอราคาอ้อยขั้นต้นฯ และผลการประชุมรับฟังความคิดเห็นข้างต้น ต่อคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เพื่อพิจารณาเมื่อ กอน. ได้พิจารณาราคาอ้อยขั้นต้นฯ แล้วให้เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และหากคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฯ แล้ว จะต้องดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป
2. กอน. ในคราวประชุมครั้งที่ 9/2568 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ได้พิจารณาการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฯ ฤดูการผลิตปี 2568/2569 และได้มีมติเห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฯ ฤดูการผลิตปี 2568/2569 ทั้ง 9 เขตคำนวณราคาอ้อยเป็นราคาเดียวทั่วประเทศ ดังนี้
- ราคาอ้อยขั้นต้น ในอัตรา 890 บาทต่อตันอ้อย ที่ระดับคุณภาพความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส. หรือเท่ากับร้อยละ 89.65 ของประมาณการราคาอ้อยเฉลี่ยทั่วประเทศ (992.71 บาทต่อตันอ้อย) และกำหนดอัตราขึ้น/ลง ของราคาอ้อยเท่ากับ 53.40 บาทต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส.
- ผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้นที่ระดับคุณภาพความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส. เท่ากับ 381.43 บาทต่อตันอ้อย
3. หากคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฯ ฤดูการผลิตปี 2568/2569 แล้ว จะต้องดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป ซึ่งจะช่วยให้ชาวไร่อ้อยได้รับค่าอ้อยสำหรับนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการเพาะปลูกการบำรุงรักษาอ้อย และการดำรงชีพ อันจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยรวมในอนาคต
4. สคก. พิจารณาแล้วเห็นว่า การเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายหลังจากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เรื่อง แนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในการดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยไว้แล้ว สำหรับเรื่องนี้เห็นว่า การกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฯ ฤดูการผลิตปี 2568/2569 ตามที่ อก. เสนอ นั้น เป็นการดำเนินการตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 ที่กำหนดว่า เมื่อ กอน. ได้พิจารณาประมาณการรายได้ราคาอ้อยขั้นต้นฯ พร้อมด้วยคำคัดค้านของผู้แทนสถาบันชาวไร่อ้อยและผู้แทนสมาคมโรงงานแล้ว ให้ กอน. เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในราคาอ้อยขั้นต้นฯ ประกอบกับข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 และข้อ 12 (1) (ก) และ (2) (ก) แห่งประกาศ กอน. เรื่อง การจัดทำประมาณการรายได้ การกำหนดและการชำระราคาอ้อยและค่าผลิตน้ำตาลทราย และอัตราส่วนของผลตอบแทนระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงาน พ.ศ. 2562 ที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฯ ของคณะกรรมการบริหาร
กรณีนี้จึงเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติ เพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้มิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้น เมื่อ สอน. ได้ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องครบถ้วนแล้วคณะรัฐมนตรีที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจึงสามารถพิจารณาให้ความเห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฯ ฤดูการผลิตปี 2568/2569 ตามที่ อก. เสนอได้ตามที่เห็นสมควร
เห็นชอบมาตรการรับมือไฟป่า-PM 2.5
นายสาวลลิดา กล่าวต่อว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2569 และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวต่อไป (ตามข้อ 2.3) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ โดย ทส.ได้รายงาน ครม.ดังนี้
1. สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ มีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปีเป็นประจำทุกปี โดยมีแหล่งกำเนิดมาจากไฟป่าการเผาในพื้นที่เกษตร การจราจรและขนส่ง โรงงานอุตสาหกรรม และหมอกควันข้ามแดน ที่เกิดจากการเผาในประเทศเพื่อนบ้านประกอบกับในช่วงต้นปีจะมีความกดอากาศสูงทำให้อากาศปิด ลมสงบ ส่งผลให้เกิดการสะสมของฝุ่นละอองในพื้นที่เกินมาตรฐาน ทส. จึงจัดทำมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2569 (มาตรการฯ) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ก่อนเข้าสู่สถานการณ์วิกฤตฝุ่นละอองและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน
2. คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในการประชุม ครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 มีมติเห็นชอบต่อมาตรการฯ และมอบหมายให้ ทส. (กรมควบคุมมลพิษ) เสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยที่มาตรการฯ มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
2.1 พื้นที่เป้าหมาย
2.1.1 พื้นที่ป่า ควบคุมพื้นที่เผาไหม้ สรุปได้ดังนี้
2.1.2 พื้นที่เกษตร
1) ควบคุมพื้นที่เผาไหม้ สรุปได้ดังนี้
2) ควบคุมการเผาในกลุ่มพืชเป้าหมาย สรุปได้ดังนี้
2.1.3 พื้นที่เมือง ควบคุมการระบายฝุ่นในพื้นที่เมือง โดยตั้งเป้าหมายให้ยานพาหนะ โรงงานอุตสาหกรรม และสถานประกอบกิจการเป้าหมายปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบ ร้อยละ 100
2.2 ผลลัพธ์คุณภาพอากาศ กำหนดเป้าหมายผลลัพธ์คุณภาพอากาศในปี 2569 โดยตั้งเป้าหมายค่าเฉลี่ย PM2.5 และจำนวนวันที่ฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน ให้ลดลงจากค่าเฉลี่ยปี 2568 สรุปได้ดังนี้
2.3 การดำเนินงาน แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะเตรียมการและระยะปฏิบัติการ มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
ไฟป่า-pm – นายกฯ Anutin-cabinet 5ดาวน์โหลด
2.4 กลไกการบริหารจัดการ คณะกรรมการอำนวยการเพื่อการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ [รองนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ชมกลิ่น) เป็นประธาน] ทำหน้าที่ เช่นเสนอแนะนโยบายและแนวทางมาตรการเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาไฟป่า และติดตามการดำเนินงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีกรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานผู้ประสานงานหลัก
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่ามาตรการฯ เป็นภารกิจประจำ ที่จำเป็นต้องดำเนินการในช่วงเวลาเดียวกันของทุกปี โดยใช้งบประมาณของหน่วยงานที่รับผิดชอบภารกิจและไม่มีการขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม ในชั้นนี้จึงไม่ได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงสามารถให้ความเห็นชอบมาตรการฯ และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวต่อไปได้ตามที่เห็นสมควร
เล็งปรับเกณฑ์วีซ่า ‘Long Stay’ ดึงผู้สูงอายุต่างชาติ
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบมาตรการและแนวทางการตรวจลงตรา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ สรุปได้ดังนี้
1. เรื่องที่ดำเนินการแล้วเสร็จ
1.1 มาตรการระยะสั้น ได้แก่
(1) กำหนดรายชื่อประเทศและดินแดนที่ผู้ถือหนังสือเดินทาง หรือ เอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง ซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว ทำงาน หรือการติดต่อธุรกิจระยะสั้น ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา และให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกิน 60 วัน เป็นกรณีพิเศษ (ผ.60) จำนวน 93 ประเทศ/ดินแดน
(2) กำหนดรายชื่อประเทศที่ผู้ถือหนังสือเดินทาง หรือ เอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง ซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวจะขอรับการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival: VoA) ระยะแรก จำนวน 31 ประเทศ/ดินแดน
(3) อนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักร เพื่อท่องเที่ยวและทำงานทางไกลเป็นกรณีพิเศษ โดยเพิ่มการตรวจลงตราประเภท Destination Thailand Visa (DTV)
(4) อนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเพื่อศึกษา หรือ ศึกษาและทำงานเป็นกรณีพิเศษ โดยเพิ่มการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant) รหัส ED Plus (5) แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการตรวจลงตรา (ชุดเดิม) โดยในปี 2568 ได้จัดการประชุมไปแล้ว 2 ครั้ง ล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ ฯ ขึ้นใหม่แล้ว ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะได้จัดการประชุมคณะกรรมการฯ ต่อไป
1.2 มาตรการระยะกลาง ได้แก่
- จัดกลุ่มและปรับลดรหัสกำกับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant) จากเดิม 17 รหัส เหลือ 7 รหัส มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2568 เป็นต้นมา โดยกระทรวงการต่างประเทศได้แก้ไขข้อมูลในระบบตรวจลงตราอิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa) แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางของกระทรวงการต่างประเทศแล้ว
- ขยายการเปิดให้บริการการตรวจลงตราอิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa) โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นมา กระทรวงการต่างประเทศได้ขยายการเปิดให้บริการฯ ครอบคลุมสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทั้งหมด 94 แห่งทั่วโลก ผ่านเว็บไซต์ https://www.thaievisa.go.th/
1.3 มาตรการระยะยาว ได้แก่ การพัฒนาระบบ Electronic Travel Authorization (ETA) โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้พัฒนาระบบ ตม.6 ออนไลน์ (Thailand Digital Arrival Card: TDAC) ขึ้นแทน ETA และได้เริ่มใช้งานระบบ TDAC ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นมา
2. เรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการ
2.1 มาตรการระยะสั้น ได้แก่ กำหนดรายชื่อประเทศที่ผู้ถือหนังสือเดินทาง หรือ เอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวจะขอรับการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival: VoA) ระยะที่สอง จำนวน 8 ประเทศ2.2 มาตรการระยะกลาง ได้แก่ ปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับการตรวจลงตรา ประเภทคนอยู่ชั่วคราวพำนักระยะยาว (Long Stay) สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ประสงค์ใช้ชีวิตบั้นปลายในประเทศไทยมาตรการระยะกลาง ได้แก่ ปรับหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวพำนักระยะยาว (Long Stay) สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ประสงค์ใช้ชีวิตนั้นปลายในประเทศไทย
ตั้ง “วรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี” อดีต ผอ.นั่งบอร์ดออมสิน
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผู้บรหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐมีรายละเอียดดังนี้
1. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เสนอแต่งตั้ง นายไวฑิต โอชวิช ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์น้ำ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนเชี่ยวชาญ) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์น้ำ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ปฏิบัติราชการแทนรองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
2. การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารออมสิน (กระทรวงการคลัง)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอให้คณะกรรมการธนาคารออมสินมีจำนวนกรรมการเกินกว่าสิบเอ็ดคนแต่ไม่เกินสิบห้าคน ตามมาตรา 6 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารออมสินเพิ่มเติม จำนวน 6 คน ดังนี้
1. นายเศรษฐจักร ลียากาศ
2. นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์
3. นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี
4. นายปกรณ์ อาภาพันธุ์
5. นายสุพัฒน์ เมธีวรพจน์
6. นายรังสรรค์ ธรรมมณีวงศ์
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
3. การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (กระทรวงการคลัง)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้ง นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เป็นกรรมการในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แทนนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง กรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป และผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนนี้ให้อยู่ในตำแหน่งตามวาระของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
4. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เสนอแต่งตั้ง นายวิทยา นิติธรรม ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีด้วยแล้ว
อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เพิ่มเติม