โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เลือกตั้งแล้ว ‘ดิสนีย์แลนด์’ ในไทย จะเดินหน้าต่อ หรือ แค่ขายฝัน?

Positioningmag

อัพเดต 13 ก.พ. เวลา 07.00 น. • เผยแพร่ 13 ก.พ. เวลา 05.23 น. • Lupang

‘เรื่องจริง’ หรือ ‘แค่ขายฝัน’ เป็นคำถามที่ถูกตั้งขึ้น เมื่อมีกระแสข่าวการดึงโครงการระดับโลกอย่าง ‘ดิสนีย์แลนด์’ (Disneyland) เข้ามาลงทุนในไทย เพื่อยกระดับและปลดล็อกอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่อยู่ในภาวะอิ่มตัว
กระแสข่าวนี้เกิดขึ้น เมื่อ ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ ได้พูดถึงแนวคิดในการพยายามดึงดิสนีย์แลนด์เข้ามาเปิดในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นเมกะโปรเจกต์ พร้อมประเมินว่า หากโครงการเกิดขึ้นจริง จะช่วยเพิ่มนักท่องเที่ยวได้เกือบ 20 ล้านคนต่อปี เกิดการจ้างงานกว่า 100,000 ตำแหน่ง และสร้างมูลค่าเศรษฐกิจได้ราว 150,000 ล้านบาทต่อปี
ตามการเปิดเผยเบื้องต้น เมกะโปรเจกต์สวนสนุกระดับโลกนี้จะอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จังหวัดชลบุรี ภายใต้รูปแบบโครงการ Mixed-Use ขนาดใหญ่ ที่รวมสวนสนุก ศูนย์กีฬา ความบันเทิง และพื้นที่เชิงพาณิชย์เข้าไว้ด้วยกัน
เมื่อข่าวนี้ออกมาก็มีผู้คนแสดงความคิดเห็นมากมาย โดยเฉพาะบนโลกโซเชียล มีทั้ง ‘เห็นด้วย’ และ ‘ไม่เห็นด้วย’

‘ความเป็นไปได้’ และ ‘อุปสรรค’ ของโครงการ

‘บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด’ ได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ผ่านเครื่องมือ dxt:360 (Social Listening) เพื่อถอดรหัสความคิดเห็นของสังคมต่อแนวคิด ‘Disneyland ประเทศไทย’ จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ประเด็นที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดไม่ใช่แค่เรื่องความสนุกหรือความตื่นเต้นกับการมาของดิสนีย์แลนด์ ประเทศไทย แต่เป็น ‘ความเป็นไปได้’ และ ‘อุปสรรค’ ของโครงการ แบ่งออกเป็น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่

  • ความเชื่อมั่นด้านนโยบายและโครงสร้างพื้นฐาน
    ประเด็นที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด คือ ความกังวลเรื่องความต่อเนื่องของนโยบายรัฐและความชัดเจนทางการเมือง โดยมีคนตั้งข้อสังเกตว่า โครงการอาจถูกมองเป็นเพียงการ ‘ขายฝัน’ ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง พร้อมยกตัวอย่างเมกะโปร เจกต์อื่นๆ ที่ยังล่าช้า เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน รวมถึงความกังวลด้านความโปร่งใสและการทุจริตที่อาจกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
    2.สภาพอากาศ
    สภาพอากาศร้อนของประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งข้อกังวลสำคัญ ซึ่งเสียงส่วนหนึ่งมีคำถามว่า นักท่องเที่ยวจะสามารถต่อคิวเครื่องเล่นท่ามกลางแดดร้อนไหวหรือไม่ ส่งผลให้เกิดข้อเสนอเกี่ยวกับการออกแบบสวนสนุกในรูปแบบระบบปิด (Indoor) หรือโดมติดแอร์ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศเมืองไทย
    3.ค่าครองชีพ สอดคล้องกับราคาบัตรเข้าชมหรือไม่
    มีการประเมินกันว่า ราคาบัตรดิสนีย์ในไทยอาจอยู่ในช่วง 2,000-3,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ชาวโซเชียลหยิบยกขึ้นมาพูดถึงและตั้งคำถามถึงความเหมาะสมเมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำและรายได้เฉลี่ยของคนไทย ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า กำลังซื้อภายในประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือออกแบบโครงสร้างราคาที่เหมาะสมได้
    4.เอกลักษณ์ความเป็นไทย
    การเสนอให้นำ ‘เอกลักษณ์ความเป็นไทย’ มาใช้เป็นจุดขาย เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ โดยมีการพูดถึงไอเดียการนำธีมจากภาพยนตร์ Raya and the Last Dragon มาเป็นตัวชูโรงในฐานะเจ้าหญิงดิสนีย์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    รวมถึงการเสนอไอเดียให้มิกกี้เมาส์นุ่งโจงกระเบน มินนี่เมาส์ห่มสไบ หรือการเนรมิตโซนตลาดน้ำดิสนีย์ (Floating Market) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแฟนคลับชาวไทยต้องการเห็น Disney in Thai Style ที่ผสมผสานวัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลกได้อย่างลงตัว

รอลุ้นความเคลื่อนไหว

มาถึงตอนนี้ผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว และผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการออกมา ปรากฏว่า พรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่ง ส.ส.รวมไปมากที่สุด ทำให้ประเด็นดิสนีย์แลนด์ในไทยถูกหยิบมาพูดถึงอีกครั้ง
ซึ่งเมื่อไม่นานนี้ ทางพิพัฒน์ได้ออกมาย้ำว่า โครงการดิสนีย์แลนด์ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่อยากให้เกิดขึ้นในบ้านเรา และหากมีโอกาสก็พร้อมผลักดันโครงการนี้ต่อเนื่อง เพราะมีผู้ที่สนใจสอบถามความคืบหน้าของโครงการแล้ว
ขณะเดียวกัน ก็มีกระแสข่าวว่า ในสัปดาห์หน้าพิพัฒน์จะเชิญเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเข้ามาหารือถึงความคืบหน้าการพัฒนาโครงการสำคัญในพื้นที่ EEC ทั้งหมด รวมถึงโครงการที่จะดำเนินการในอนาคต โดยเฉพาะโครงการดิสนีย์แลนด์
สำหรับการดึงดิสนีย์แลนด์เข้ามาลงทุนในไทย ตามการเปิดเผยเบื้องต้นจะใช้พื้นที่ประมาณ 5,000 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ดิสนีย์แลนด์ ราว 3,000 ไร่ มูลค่าลงทุนเกือบ 200,000 ล้านบาท และพื้นที่อื่นอีก 2,000 ไร่ มูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการประมาณ 300,000 ล้านบาท
ส่วนรูปแบบการลงทุนจะเป็น PPP (Public-Private Partnership) โดยภาครัฐทำหน้าที่จัดหาที่ดิน ประสานการเจรจาไลเซนส์กับดิสนีย์ และสนับสนุนด้านการอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ ขณะที่ภาคเอกชนจะเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างและบริหารจัดการ เพื่อลดภาระงบประมาณรัฐและเปิดทางให้มืออาชีพเข้ามาบริหารโครงการ
นอกจากคำถามที่ว่า โครงการนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ อีกคำถามสำคัญ ก็คือ ไทยพร้อมแค่ไหนกับการบริหารจัดการโปรเจกต์ระดับโลกให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ซึ่งต้องติดตามกันต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...