ทริส ให้เรทติ้งหุ้นกู้ GULF วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท ที่ “AA-” ธุรกิจไฟฟ้าแกร่ง ปันผล ADVANC ฉ่ำ
ทริส จัดเรทติ้งหุ้นกู้ GULF วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท อายุไม่เกิน 10 ปี ที่ “AA-” ธุรกิจไฟฟ้าแข็งแกร่ง รับปันผลฉ่ำจากธุรกิจที่ลงทุน โดยเฉพาะจาก ADVANC
เมื่อวันที่ 12 ก.พ.2569 ทริสเรทติ้ง จัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 3.5 หมื่นล้านบาท และมีอายุไม่เกิน 10 ปีของ บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ที่ระดับ “AA-” โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ไปใช้ขยายธุรกิจและ/หรือชำระหนี้
พร้อมกันนี้ ทริสเรทติ้งยังคงอันดับเครดิตองค์กรของบริษัทที่ระดับ “AA-” และอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของบริษัทที่ระดับ “AA-” พร้อมแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” ด้วย
อันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะที่แข็งแกร่งของบริษัทในธุรกิจผลิตไฟฟ้าภายในประเทศ รวมถึงการลงทุนในโรงไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่และกระจายตัวดี ตลอดจนกระแสเงินสดที่มั่นคงจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว
นอกจากนี้ การพิจารณาอันดับเครดิตยังครอบคลุมไปถึงเงินปันผลจำนวนมากที่บริษัทได้รับจากการลงทุนในหลายกิจการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC)
อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตก็ถูกจำกัดจากแผนการใช้จ่ายเงินลงทุนขนาดใหญ่ในระยะปานกลางของบริษัท
ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะยังคงสร้างผลการดำเนินงานที่น่าพอใจ โดยมีรายได้จากการดำเนินงานรวมอยู่ที่ 1.4-1.6 แสนล้านบาทต่อปี และมี EBITDA ปกติอยู่ที่ 5.3-6.0 หมื่นล้านบาทต่อปี ในช่วงระหว่างปี 2568-2571
ทั้งนี้ กำไรส่วนเพิ่มจากโครงการที่พัฒนาแล้วเสร็จน่าจะช่วยชดเชยเงินลงทุนจำนวนมากที่กำลังจะเกิดขึ้น และช่วยรักษาอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ให้อยู่ที่ระดับไม่เกิน 7 เท่าได้ตลอดช่วงเวลาประมาณการ ซึ่งการมีสินทรัพย์ลงทุนขนาดใหญ่ก็ช่วยสนับสนุนความยืดหยุ่นทางการเงิน โดยทำให้บริษัทสามารถลดภาระหนี้ผ่านการขายสินทรัพย์ได้ในกรณีที่จำเป็น
ณ เดือนกันยายน 2568 หนี้สินรวมของบริษัทซึ่งไม่นับหนี้สินตามสัญญาเช่ามีจำนวนทั้งสิ้น 3.6 แสนล้านบาท โดยจำนวน 1.6 แสนล้านบาทเป็นหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนซึ่งประกอบด้วยหนี้ที่มีหลักประกันของบริษัทและหนี้เงินกู้ทั้งหมดของบริษัทย่อย ส่งผลทำให้อัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินรวมของบริษัทอยู่ที่ระดับ 44%
ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะรักษาอัตราส่วนดังกล่าวให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 50% เอาไว้ได้แม้มีแนวโน้มว่าบริษัทจะใช้เงินกู้โครงการในการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ในอนาคตก็ตาม
แนวโน้มอันดับเครดิต
แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนความคาดหมายของทริสเรทติ้งว่าโครงการโรงไฟฟ้าต่าง ๆ ในปัจจุบันของบริษัทจะยังมีผลการดำเนินงานที่น่าพอใจและสร้างกระแสเงินสดที่แน่นอนได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่โครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาจะแล้วเสร็จตามกำหนดเวลาและอยู่ภายในงบประมาณที่วางไว้ นอกจากนี้ ตัวชี้วัดเครดิตต่าง ๆ ของบริษัทจะยังคงสอดคล้องกับประมาณการกรณีพื้นฐานของทริสเรทติ้งด้วยเช่นกัน
ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง
การปรับเพิ่มอันดับเครดิตอาจเกิดขึ้นได้หากบริษัทสามารถลดภาระหนี้สินลงได้อย่างมีนัยสำคัญโดยมีอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ในระดับต่ำกว่า 5 เท่าอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน ทริสเรทติ้งอาจพิจารณาปรับลดอันดับเครดิตลงหากอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ของบริษัทอยู่ในระดับเกินกว่า 7 เท่าโดยไม่มีแนวโน้มที่จะลดลง ซึ่งกรณีดังกล่าวอาจเกิดจากการดำเนินกลยุทธ์การลงทุนหรือนโยบายทางการเงินในเชิงรุกมากขึ้น หรือสินทรัพย์ลงทุนต่าง ๆ มีผลการดำเนินงานที่ต่ำกว่าคาด หรือต้นทุนโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาสูงเกินกว่างบประมาณอย่างมีนัยสำคัญ