ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ตำหนิ “ระเบียบโลกยุคใหม่” ส่งสัญญาณวิจารณ์ทรัมป์
ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ชี้โลกกำลังเปลี่ยนสู่ระเบียบที่ยึดผลประโยชน์ตนเองเป็นหลัก พร้อมส่งสัญญาณไม่พอใจต่อนโยบาย America First ของสหรัฐ
วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.33 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ไซริล รามาโฟซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ออกมากล่าวประณามความปั่นป่วนของระเบียบโลก พร้อมส่งสัญญาณวิพากษ์นโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” (America First) ของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างชัดเจน แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อโดยตรง
รามาโฟซากล่าวสุนทรพจน์แถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภาที่เมืองเคปทาวน์ในคืนวันพฤหัสบดีว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นโลกที่ผลประโยชน์แคบ ๆ ของตนเองเข้ามาแทนที่ประโยชน์ส่วนรวม โลกที่การค้าถูกใช้เป็นเครื่องมือบีบบังคับ โลกที่ผู้มีอำนาจเป็นฝ่ายกำหนดกติกา และผู้แข็งแกร่งกดทับผู้ที่อ่อนแอกว่า
เขาระบุว่า ในการเผชิญกับโลกเช่นนี้ ชาวแอฟริกาใต้จำเป็นต้องยึดมั่นในคุณค่าเรื่องความอดทน ความเอื้อเฟื้อ ความเมตตา และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน รวมถึงรักษาหลักการศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความเสมอภาค พร้อมยืนหยัดปกป้องผู้ที่เผชิญอคติและการเลือกปฏิบัติ
ความตึงเครียดระหว่างแอฟริกาใต้กับสหรัฐดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนมกราคมปีก่อน และเริ่มปรับทิศทางความสัมพันธ์ของสหรัฐกับทั้งพันธมิตรและคู่แข่งใหม่ทั้งหมด
โดยทรัมป์เคยกล่าวหาว่าแอฟริกาใต้กระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวผิวขาวต่อเกษตรกรผิวขาว ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่แอฟริกาใต้ปฏิเสธ พร้อมทั้งวิจารณ์ความสัมพันธ์ของประเทศกับอิหร่านและกลุ่มฮามาส และยังประกาศเก็บภาษีศุลกากรสูงถึง 30% กับสินค้าส่งออกบางประเภทของแอฟริกาใต้ ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในบรรดาประเทศแถบซับซาฮาราแอฟริกา
นอกจากนี้ทรัมป์ยังเคยตำหนิรามาโฟซาอย่างรุนแรงต่อหน้าสาธารณชนระหว่างการเยือนทำเนียบขาวเมื่อปีที่ผ่านมา และสั่งให้สหรัฐคว่ำบาตรการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G20 ที่จัดขึ้นในเมืองโจฮันเนสเบิร์กเมื่อเดือนพฤศจิกายน
อย่างไรก็ดีรามาโฟซายังคงย้ำมาโดยตลอดว่าสหรัฐเป็นหุ้นส่วนสำคัญของแอฟริกาใต้ และรัฐบาลของเขายังเดินหน้าผลักดันข้อตกลงการค้าที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน
ท่าทีล่าสุดของผู้นำแอฟริกาใต้สะท้อนถึงความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้นต่อท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์ และการตระหนักมากขึ้นว่าความพยายามเอาใจผู้นำสหรัฐอาจไม่ก่อผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นมุมมองเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ เคยแสดงออกเมื่อเดือนที่แล้ว
อ้างอิง : bloomberg.com