ลายหายใจที่ยังอยู่ของ “บ้านโนรา 168” กับซอฟท์พาวเวอร์จากสงขลาสู่สากล
ในวันที่ศิลปะดั้งเดิมถูกมองว่าเป็นเพียงของโบราณที่รอวันโรยรา อาจารย์ธรรมนิตย์กลับเห็นต่างออกไป เพราะเชื่อมั่นว่าวิถีแห่งโนรามีจิตวิญญาณที่เหนือกาลเวลา มีโครงสร้างสรีระที่แข็งแรง และมีท่วงท่าที่สามารถสื่อสารกับคนได้ทุกยุคสมัย เพียงแต่ต้องหา “บ้าน” หลังใหม่ที่เชื่อมโยงอดีตเข้ากับปัจจุบันให้ได้ จึงเป็นที่มาของการก่อตั้ง “บ้านโนรา 168” บนถนนนครใน พื้นที่สร้างสรรค์ที่ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อการอนุรักษ์ แต่เพื่อชุบชีวิตมรดกโลกให้กลายเป็นพลังที่ขับเคลื่อนด้วยเยาวชนเลือดใหม่ที่จะนำไปสู่ความยั่งยืน
ด้วยประสบการณ์ที่เคยนำศิลปะการแสดงของภาคใต้อย่างโนราไปถึงระดับนานาชาติหลายต่อหลายครั้ง ทั้งการนำโนราไปประกาศศักดิ์ศรี ณ สำนักงานใหญ่ยูเนสโก (UNESCO) กรุงปารีส ในวาระที่โนราได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ หรือการร่ายรำบนเรือกอนโดลาท่ามกลางสายน้ำแห่งนครเวนิสในงานเวนิส เบียนนาเล่ ประเทศอิตาลี ที่ล้วนกลายเป็นภาพจำระดับโลกของศิลปินไทยในชุดลูกปัดหลากสีสันที่สื่อสารความงามข้ามพรมแดนภาษา
การมีโอกาสนำโนราไปโลดแล่นอยู่ต่างบ้านต่างเมืองและได้รับการยอมรับเสมอมา เป็นสิ่งที่ทำให้อาจารย์ธรรมนิตย์มองอนาคตของโนราที่มากกว่านั้น เพราะหากจะไปต่อในระดับสากลและกลายเป็นซอฟท์พาวเวอร์ได้จริง ต้องมีรูปลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย มีภาษาสากลที่เข้าใจได้ด้วยตา แต่ยังคงต้องรักษารากเหง้าอันศักดิ์สิทธิ์ของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาไว้อย่างเข้มข้น จึงเลือกย่านเมืองเก่าสงขลา ถนนนครใน เป็นที่ตั้ง เพราะที่นี่คือจุดยุทธศาสตร์ทางวัฒนธรรมที่มีประวัติศาสตร์การค้าขายและการแลกเปลี่ยนมานับร้อยปี
ไม่เพียงเท่านั้นแต่การนำโนรามาวางไว้ท่ามกลางตึกเก่าและวิถีชุมชน ยังเป็นการนำศิลปะกลับคืนสู่พื้นที่ของประชาชนอีกครั้งด้วย และนั่นทำให้บ้านไม้โบราณทรง “หับโห้หิ้น” หรือบ้านตึกแถวโบราณแบบจีนที่ลึกทะลุจากฝั่งถนนไปจนถึงริมทะเลสาบสงขลา กลายมาเป็นศูนย์กลางของ “สมาคมโนรา 168” และเป็นบ้านหลังใหม่ของโนราที่จะก้าวต่อไปท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย
เมื่อก้าวพ้นบานประตูไม้ของบ้านโนรา 168 ผู้มาเยือนจะพบกับโลกที่ศิลปะกับวิถีชีวิตหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว บ้านหลังนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่แสดงโชว์ แต่เป็นบ้านที่เปิดกว้างให้เด็ก ๆ และเยาวชนอายุตั้งแต่ 7 ขวบไปจนถึงวัยศึกษามหาวิทยาลัยกว่า 30 ชีวิต เข้ามาฝึกฝนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย อาจารย์ธรรมนิตย์เปิดรับทุกคนด้วยหัวใจ ดูแลให้เด็ก ๆ ได้กิน ได้นอน และได้ซ้อมร่วมกันเหมือนครอบครัวใหญ่ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการปลูกฝังให้เยาวชนมองเห็นว่า “โนราคืออาชีพที่มั่นคงและน่าภาคภูมิใจ”
เด็กๆ เหล่านี้ไม่ได้ถูกฝึกให้เป็นเพียงแค่นักแสดงที่รอรับคำสั่ง แต่เป็น “ผู้จัดการวัฒนธรรม” (Cultural Manager) รุ่นใหม่ เพราะนอกจากจะได้เรียนรู้เพื่อสานต่อโนราแล้ว พวกเขายังได้เรียนรู้วิธีการออกแบบการแสดง การจัดการแสงไฟ การเตรียมเครื่องแต่งกาย ไปจนถึงการต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ของนักรำพื้นบ้านให้กลายเป็นศิลปินมืออาชีพที่โลกสมัยใหม่ต้องการ
หัวใจสำคัญที่ทำให้บ้านโนรา 168 กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าประทับใจ คือนวัตกรรมการนำเสนอที่ถูกร้อยเรียงไว้อย่างประณีตผ่านชุดการแสดงที่ออกแบบมาให้สอดรับกับสถาปัตยกรรมของตัวบ้าน เริ่มต้นด้วยไฮไลต์อย่าง “การแสดงระบำเงา” (Shadow of Nora) การตีโจทย์ความงามของโนราผ่านภาษาภาพที่สากลที่สุด ผู้ออกแบบใช้ผนังสีขาวโบราณภายในบ้านเป็นฉากรับแสง โดยจัดวางทิศทางแสงไฟสปอตไลท์ให้ส่องกระทบตัวนักแสดงจนเกิดเป็นเงาขนาดใหญ่พาดผ่านผนัง
สิ่งที่ผู้ชมเห็นไม่ใช่เพียงร่างของคนรำ แต่คือ “เส้นสาย” ที่วิจิตรของเล็บโนราที่เรียวยาว และลวดลายของชุดลูกปัดที่ดูเหมือนงานศิลปะเคลื่อนไหวทั้งลึกลับและทรงพลัง นี่คือคำตอบของซอฟท์พาวเวอร์ที่ข้ามพรมแดนภาษา เพราะผู้ชมไม่ว่าจะชาติใดก็สามารถสัมผัสได้ถึงสุนทรียภาพแห่งท่วงท่าโดยไม่ต้องรอคำแปลจากบทร้อง
ต่อเนื่องด้วยความสนุกสนานและมีชีวิตชีวาในการแสดงชุด “ระบำนางยักษ์แปลงกาย” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของศิลปะโนรา โดยนำเทคนิคการขยับท่าทางแบบ “หนังตะลุง” มาผสมผสาน สร้างความขี้เล่นและเข้าถึงง่าย การแสดงชุดนี้เล่าเรื่องราวของนางยักษ์ที่พยายามแปลงกายให้สวยงามเพื่อมัดใจพระอภัยมณี โดยใช้ผู้แสดงที่มีสรีระหลากหลาย ซึ่งเป็นการสื่อสารว่า ความสวยงามอ่อนช้อยของโนราไม่ได้จำกัดอยู่ที่รูปร่างแบบใดแบบหนึ่ง แต่สถิตอยู่ในทักษะและการถ่ายทอดจิตวิญญาณของผู้รำทุกคน
นอกจากนี้ยังมีชุดการแสดง “มรดกโลก” (UNESCO Celebration) ที่อาจารย์ธรรมนิตย์เรียบเรียงขึ้นใหม่ มีการสอดแทรกบทร้องภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารความภาคภูมิใจและขอบคุณสายตาชาวโลกที่มองเห็นคุณค่าของมรดกไทย
นวัตกรรมอีกประการที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือการใช้ “หุ่นพรานบุญ” และ “หุ่นกระบอกประยุกต์” ซึ่งถูกผลิตขึ้นจากวัสดุสมัยใหม่อย่างโฟมวิทยาศาสตร์ สิ่งนี้ไม่ได้ถูกทำขึ้นเพียงเพื่อความสวยงาม แต่เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดทางสรีระของเด็ก ๆ หรือผู้แสดงที่มีรูปร่างเล็ก แต่ต้องการรับบทบาทที่ดูยิ่งใหญ่หรือต้องการความทะมัดทะแมง หุ่นเหล่านี้กลายเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชมกับศิลปิน เพราะนักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาลอง “เชิด” หรือหยิบจับสัมผัสได้จริง ทำให้ความลึกลับของโนรากลายเป็นความใกล้ชิดที่สร้างรอยยิ้ม
ยังไม่หมดเท่านั้น เพราะยังมีหุ่นละครเล็กที่หน้าตาละม้ายคล้ายกับอาจารย์ธรรมนิตย์ ถอดแบบออกมาเหมือนเป๊ะ นี่คืออีกบทบาทของโนราที่อยู่ระหว่างการพัฒนาร่วมกับ ฐิติวันต์ ยังเขียวสด ทายาทของครูโจหลุยส์ สาคร ยังเขียวสด ที่จะทำหุ่นละครเล็กโนราและต่อยอดไปสู่การจัดแสดงเพื่อเป็นอีกทางในการเผยแพร่โนราให้เป็นที่รู้จัก
บรรยากาศภายในบ้านโนรา 168 ในแต่ละวันจึงเต็มไปด้วยพลังงานของการเรียนรู้ มีเด็ก ๆ นั่งร้อยลูกปัดโนราอย่างใจจดใจจ่อ เป็นสินค้าที่ระลึกที่สร้างรายได้เสริมไปในตัว อีกมุมหนึ่งคือเสียงดนตรีสดที่ฝึกซ้อมกันอย่างดุดันตามจังหวะโทน ทับ และกลอง ซึ่งเด็ก ๆ สายดนตรีจะฝึกฝนการเล่นแบบประยุกต์ให้มีความสนุกเร้าใจสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวสมัยใหม่ แต่อาจารย์ธรรมนิตย์ก็ยังคงกำชับเสมอเรื่องการรักษา “จังหวะหัวใจ” ของโนราดั้งเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น
แววตาที่เต็มไปด้วยความหวังของเยาวชนรุ่นใหม่ที่มารวมตัวกันสืบสานตำนานแห่งเกาะใหญ่สงขลา คือบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อมอบความไว้วางใจและอิสระทางความคิดให้เยาวชนได้ตีความมรดกของบรรพบุรุษด้วยมุมมองของพวกเขา ศิลปะแขนงนั้นจะไม่มีวันตายไปพร้อมกับคนรุ่นเก่า แต่จะยังคงร่ายรำอย่างสง่างามจากริมทะเลสาบสงขลา ข้ามผ่านกาลเวลาและมหาสมุทรไปสู่หัวใจของคนทั้งโลก ในฐานะซอฟท์พาวเวอร์ที่มีลมหายใจ
จากคฤหาสน์คหบดีสู่บ้านวัฒนธรรม
บ้านโนรา 168 ตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าสงขลาบนถนนนครใน ซึ่งในอดีตคือย่านที่พักอาศัยและย่านการค้าที่รุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ เดิมเป็นบ้านพักอาศัยของตระกูล “จรูญศรี” ซึ่งเป็นตระกูลคหบดีเก่าแก่ในจังหวัดสงขลา ตัวอาคารมีอายุมากกว่า 100 ปี สะท้อนถึงฐานะและความรุ่งเรืองของเจ้าของบ้านในยุคที่สงขลาเป็นเมืองท่าสำคัญ
ต่อมาบ้านหลังนี้ตกอยู่ภายใต้การดูแลของ ธีรพจน์ จรูญศรี ผู้ก่อตั้งมูลนิธิศิครินทร์เพื่อการพัฒนา ที่ต้องการจะอนุรักษ์อาคารเก่าในย่านเมืองเก่าสงขลาไม่ให้ถูกทำลายไปตามกาลเวลา และอยากให้บ้านหลังนี้ทำหน้าที่มากกว่าแค่ที่พักอาศัย แต่เป็นพื้นที่ที่สร้างคุณค่าให้กับชุมชน
ปัจจุบันได้มอบสิทธิ์ในการใช้พื้นที่และบริหารจัดการให้กับ สมาคมโนรา 168 โดยมี ผศ.ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์ เป็นที่ปรึกษาหลัก และมีคณะลูกศิษย์คนรุ่นใหม่เป็นผู้ดำเนินการ เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ ฝึกซ้อม และพำนักของศิลปินโนราเยาวชน
ความโดดเด่นของอาคารไม่ได้มีเพียงแค่ความเก่าแก่ แต่คือการออกแบบที่สอดคล้องกับภูมิศาสตร์ของเมืองสงขลาอย่างลงตัว ทรง “หับโห้หิ้น” หรือ “หังโศก” เป็นคำเรียกรูปแบบสถาปัตยกรรมเรือนแถวแบบลึกในสงขลา อาคารจะมีหน้าแคบแต่มีความยาวมาก ประมาณ 50-60 เมตร ทะลุจากถนนนครในไปจนถึงริมทะเลสาบสงขลา
ประกอบด้วยโครงสร้าง 3 ส่วน ส่วนหน้าติดกับถนนนครใน เดิมใช้เป็นที่ค้าขายหรือรับแขก ปัจจุบันถูกใช้เป็นพื้นที่แสดงนิทรรศการและของที่ระลึก ส่วนกลางเป็นพื้นที่พักผ่อนและทำกิจกรรมกลางบ้าน มักมี "ฉิ่มแจ้" หรือบ่อน้ำและลานเปิดโล่ง กลางบ้านเพื่อให้ลมพายและแสงสว่างส่องถึง ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยและการระบายอากาศในเขตร้อน ส่วนหลังเป็นพื้นที่ครัวและส่วนพักอาศัยที่เชื่อมต่อกับท่าน้ำริมทะเลสาบสงขลา ซึ่งในสมัยก่อนใช้เป็นเส้นทางคมนาคมหลัก
วันนี้บ้านโนรา 168 ถูกเปลี่ยนให้เป็น “โรงละครแบบเปิด” ที่ใช้ทุกส่วนของบ้านเป็นเวที ผนังปูนเก่าสีขาวกลางบ้านถูกใช้เป็นจอธรรมชาติสำหรับ"ระบำเงา" ส่วนชานบ้านริมน้ำใช้เป็นพื้นที่ซ้อมรำและรับลมทะเล ทำให้การฝึกโนราที่นี่ไม่ได้อยู่ในห้องแอร์ที่อุดอู้ แต่เป็นการฝึกที่สอดรับกับธรรมชาติเหมือนในอดีต ผู้สนใจเข้าชมการแสดงโนราติดต่อล่วงหน้าผ่านเฟสบุ๊ก : โนราบ้าน 168