โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องเที่ยว

ลายหายใจที่ยังอยู่ของ “บ้านโนรา 168” กับซอฟท์พาวเวอร์จากสงขลาสู่สากล

เดลินิวส์

อัพเดต 2 มีนาคม 2569 เวลา 13.44 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
“โนราต้องไม่ตายไปกับคนแก่” ปณิธานอันแรงกล้าของ ผศ.ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (โนรา) ประจำปี 2564 ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “NORA HOUSE 168” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บ้านโนรา 168” บ้านโบราณหลังหนึ่งในเขตเมืองเก่าสงขลาที่ถูกนำมาปรับปรุง แปลงโฉม ให้พร้อมกลับมาใช้ประโยชน์

ในวันที่ศิลปะดั้งเดิมถูกมองว่าเป็นเพียงของโบราณที่รอวันโรยรา อาจารย์ธรรมนิตย์กลับเห็นต่างออกไป เพราะเชื่อมั่นว่าวิถีแห่งโนรามีจิตวิญญาณที่เหนือกาลเวลา มีโครงสร้างสรีระที่แข็งแรง และมีท่วงท่าที่สามารถสื่อสารกับคนได้ทุกยุคสมัย เพียงแต่ต้องหา “บ้าน” หลังใหม่ที่เชื่อมโยงอดีตเข้ากับปัจจุบันให้ได้ จึงเป็นที่มาของการก่อตั้ง “บ้านโนรา 168” บนถนนนครใน พื้นที่สร้างสรรค์ที่ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อการอนุรักษ์ แต่เพื่อชุบชีวิตมรดกโลกให้กลายเป็นพลังที่ขับเคลื่อนด้วยเยาวชนเลือดใหม่ที่จะนำไปสู่ความยั่งยืน

ด้วยประสบการณ์ที่เคยนำศิลปะการแสดงของภาคใต้อย่างโนราไปถึงระดับนานาชาติหลายต่อหลายครั้ง ทั้งการนำโนราไปประกาศศักดิ์ศรี ณ สำนักงานใหญ่ยูเนสโก (UNESCO) กรุงปารีส ในวาระที่โนราได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ หรือการร่ายรำบนเรือกอนโดลาท่ามกลางสายน้ำแห่งนครเวนิสในงานเวนิส เบียนนาเล่ ประเทศอิตาลี ที่ล้วนกลายเป็นภาพจำระดับโลกของศิลปินไทยในชุดลูกปัดหลากสีสันที่สื่อสารความงามข้ามพรมแดนภาษา

การมีโอกาสนำโนราไปโลดแล่นอยู่ต่างบ้านต่างเมืองและได้รับการยอมรับเสมอมา เป็นสิ่งที่ทำให้อาจารย์ธรรมนิตย์มองอนาคตของโนราที่มากกว่านั้น เพราะหากจะไปต่อในระดับสากลและกลายเป็นซอฟท์พาวเวอร์ได้จริง ต้องมีรูปลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย มีภาษาสากลที่เข้าใจได้ด้วยตา แต่ยังคงต้องรักษารากเหง้าอันศักดิ์สิทธิ์ของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาไว้อย่างเข้มข้น จึงเลือกย่านเมืองเก่าสงขลา ถนนนครใน เป็นที่ตั้ง เพราะที่นี่คือจุดยุทธศาสตร์ทางวัฒนธรรมที่มีประวัติศาสตร์การค้าขายและการแลกเปลี่ยนมานับร้อยปี

ไม่เพียงเท่านั้นแต่การนำโนรามาวางไว้ท่ามกลางตึกเก่าและวิถีชุมชน ยังเป็นการนำศิลปะกลับคืนสู่พื้นที่ของประชาชนอีกครั้งด้วย และนั่นทำให้บ้านไม้โบราณทรง “หับโห้หิ้น” หรือบ้านตึกแถวโบราณแบบจีนที่ลึกทะลุจากฝั่งถนนไปจนถึงริมทะเลสาบสงขลา กลายมาเป็นศูนย์กลางของ “สมาคมโนรา 168” และเป็นบ้านหลังใหม่ของโนราที่จะก้าวต่อไปท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

เมื่อก้าวพ้นบานประตูไม้ของบ้านโนรา 168 ผู้มาเยือนจะพบกับโลกที่ศิลปะกับวิถีชีวิตหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว บ้านหลังนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่แสดงโชว์ แต่เป็นบ้านที่เปิดกว้างให้เด็ก ๆ และเยาวชนอายุตั้งแต่ 7 ขวบไปจนถึงวัยศึกษามหาวิทยาลัยกว่า 30 ชีวิต เข้ามาฝึกฝนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย อาจารย์ธรรมนิตย์เปิดรับทุกคนด้วยหัวใจ ดูแลให้เด็ก ๆ ได้กิน ได้นอน และได้ซ้อมร่วมกันเหมือนครอบครัวใหญ่ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการปลูกฝังให้เยาวชนมองเห็นว่า “โนราคืออาชีพที่มั่นคงและน่าภาคภูมิใจ”

เด็กๆ เหล่านี้ไม่ได้ถูกฝึกให้เป็นเพียงแค่นักแสดงที่รอรับคำสั่ง แต่เป็น “ผู้จัดการวัฒนธรรม” (Cultural Manager) รุ่นใหม่ เพราะนอกจากจะได้เรียนรู้เพื่อสานต่อโนราแล้ว พวกเขายังได้เรียนรู้วิธีการออกแบบการแสดง การจัดการแสงไฟ การเตรียมเครื่องแต่งกาย ไปจนถึงการต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ของนักรำพื้นบ้านให้กลายเป็นศิลปินมืออาชีพที่โลกสมัยใหม่ต้องการ

หัวใจสำคัญที่ทำให้บ้านโนรา 168 กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าประทับใจ คือนวัตกรรมการนำเสนอที่ถูกร้อยเรียงไว้อย่างประณีตผ่านชุดการแสดงที่ออกแบบมาให้สอดรับกับสถาปัตยกรรมของตัวบ้าน เริ่มต้นด้วยไฮไลต์อย่าง “การแสดงระบำเงา” (Shadow of Nora) การตีโจทย์ความงามของโนราผ่านภาษาภาพที่สากลที่สุด ผู้ออกแบบใช้ผนังสีขาวโบราณภายในบ้านเป็นฉากรับแสง โดยจัดวางทิศทางแสงไฟสปอตไลท์ให้ส่องกระทบตัวนักแสดงจนเกิดเป็นเงาขนาดใหญ่พาดผ่านผนัง

สิ่งที่ผู้ชมเห็นไม่ใช่เพียงร่างของคนรำ แต่คือ “เส้นสาย” ที่วิจิตรของเล็บโนราที่เรียวยาว และลวดลายของชุดลูกปัดที่ดูเหมือนงานศิลปะเคลื่อนไหวทั้งลึกลับและทรงพลัง นี่คือคำตอบของซอฟท์พาวเวอร์ที่ข้ามพรมแดนภาษา เพราะผู้ชมไม่ว่าจะชาติใดก็สามารถสัมผัสได้ถึงสุนทรียภาพแห่งท่วงท่าโดยไม่ต้องรอคำแปลจากบทร้อง

ต่อเนื่องด้วยความสนุกสนานและมีชีวิตชีวาในการแสดงชุด “ระบำนางยักษ์แปลงกาย” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของศิลปะโนรา โดยนำเทคนิคการขยับท่าทางแบบ “หนังตะลุง” มาผสมผสาน สร้างความขี้เล่นและเข้าถึงง่าย การแสดงชุดนี้เล่าเรื่องราวของนางยักษ์ที่พยายามแปลงกายให้สวยงามเพื่อมัดใจพระอภัยมณี โดยใช้ผู้แสดงที่มีสรีระหลากหลาย ซึ่งเป็นการสื่อสารว่า ความสวยงามอ่อนช้อยของโนราไม่ได้จำกัดอยู่ที่รูปร่างแบบใดแบบหนึ่ง แต่สถิตอยู่ในทักษะและการถ่ายทอดจิตวิญญาณของผู้รำทุกคน

นอกจากนี้ยังมีชุดการแสดง “มรดกโลก” (UNESCO Celebration) ที่อาจารย์ธรรมนิตย์เรียบเรียงขึ้นใหม่ มีการสอดแทรกบทร้องภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารความภาคภูมิใจและขอบคุณสายตาชาวโลกที่มองเห็นคุณค่าของมรดกไทย

นวัตกรรมอีกประการที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือการใช้ “หุ่นพรานบุญ” และ “หุ่นกระบอกประยุกต์” ซึ่งถูกผลิตขึ้นจากวัสดุสมัยใหม่อย่างโฟมวิทยาศาสตร์ สิ่งนี้ไม่ได้ถูกทำขึ้นเพียงเพื่อความสวยงาม แต่เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดทางสรีระของเด็ก ๆ หรือผู้แสดงที่มีรูปร่างเล็ก แต่ต้องการรับบทบาทที่ดูยิ่งใหญ่หรือต้องการความทะมัดทะแมง หุ่นเหล่านี้กลายเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชมกับศิลปิน เพราะนักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาลอง “เชิด” หรือหยิบจับสัมผัสได้จริง ทำให้ความลึกลับของโนรากลายเป็นความใกล้ชิดที่สร้างรอยยิ้ม

ยังไม่หมดเท่านั้น เพราะยังมีหุ่นละครเล็กที่หน้าตาละม้ายคล้ายกับอาจารย์ธรรมนิตย์ ถอดแบบออกมาเหมือนเป๊ะ นี่คืออีกบทบาทของโนราที่อยู่ระหว่างการพัฒนาร่วมกับ ฐิติวันต์ ยังเขียวสด ทายาทของครูโจหลุยส์ สาคร ยังเขียวสด ที่จะทำหุ่นละครเล็กโนราและต่อยอดไปสู่การจัดแสดงเพื่อเป็นอีกทางในการเผยแพร่โนราให้เป็นที่รู้จัก

บรรยากาศภายในบ้านโนรา 168 ในแต่ละวันจึงเต็มไปด้วยพลังงานของการเรียนรู้ มีเด็ก ๆ นั่งร้อยลูกปัดโนราอย่างใจจดใจจ่อ เป็นสินค้าที่ระลึกที่สร้างรายได้เสริมไปในตัว อีกมุมหนึ่งคือเสียงดนตรีสดที่ฝึกซ้อมกันอย่างดุดันตามจังหวะโทน ทับ และกลอง ซึ่งเด็ก ๆ สายดนตรีจะฝึกฝนการเล่นแบบประยุกต์ให้มีความสนุกเร้าใจสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวสมัยใหม่ แต่อาจารย์ธรรมนิตย์ก็ยังคงกำชับเสมอเรื่องการรักษา “จังหวะหัวใจ” ของโนราดั้งเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น

แววตาที่เต็มไปด้วยความหวังของเยาวชนรุ่นใหม่ที่มารวมตัวกันสืบสานตำนานแห่งเกาะใหญ่สงขลา คือบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อมอบความไว้วางใจและอิสระทางความคิดให้เยาวชนได้ตีความมรดกของบรรพบุรุษด้วยมุมมองของพวกเขา ศิลปะแขนงนั้นจะไม่มีวันตายไปพร้อมกับคนรุ่นเก่า แต่จะยังคงร่ายรำอย่างสง่างามจากริมทะเลสาบสงขลา ข้ามผ่านกาลเวลาและมหาสมุทรไปสู่หัวใจของคนทั้งโลก ในฐานะซอฟท์พาวเวอร์ที่มีลมหายใจ

จากคฤหาสน์คหบดีสู่บ้านวัฒนธรรม

บ้านโนรา 168 ตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าสงขลาบนถนนนครใน ซึ่งในอดีตคือย่านที่พักอาศัยและย่านการค้าที่รุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ เดิมเป็นบ้านพักอาศัยของตระกูล “จรูญศรี” ซึ่งเป็นตระกูลคหบดีเก่าแก่ในจังหวัดสงขลา ตัวอาคารมีอายุมากกว่า 100 ปี สะท้อนถึงฐานะและความรุ่งเรืองของเจ้าของบ้านในยุคที่สงขลาเป็นเมืองท่าสำคัญ

ต่อมาบ้านหลังนี้ตกอยู่ภายใต้การดูแลของ ธีรพจน์ จรูญศรี ผู้ก่อตั้งมูลนิธิศิครินทร์เพื่อการพัฒนา ที่ต้องการจะอนุรักษ์อาคารเก่าในย่านเมืองเก่าสงขลาไม่ให้ถูกทำลายไปตามกาลเวลา และอยากให้บ้านหลังนี้ทำหน้าที่มากกว่าแค่ที่พักอาศัย แต่เป็นพื้นที่ที่สร้างคุณค่าให้กับชุมชน

ปัจจุบันได้มอบสิทธิ์ในการใช้พื้นที่และบริหารจัดการให้กับ สมาคมโนรา 168 โดยมี ผศ.ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์ เป็นที่ปรึกษาหลัก และมีคณะลูกศิษย์คนรุ่นใหม่เป็นผู้ดำเนินการ เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ ฝึกซ้อม และพำนักของศิลปินโนราเยาวชน

ความโดดเด่นของอาคารไม่ได้มีเพียงแค่ความเก่าแก่ แต่คือการออกแบบที่สอดคล้องกับภูมิศาสตร์ของเมืองสงขลาอย่างลงตัว ทรง “หับโห้หิ้น” หรือ “หังโศก” เป็นคำเรียกรูปแบบสถาปัตยกรรมเรือนแถวแบบลึกในสงขลา อาคารจะมีหน้าแคบแต่มีความยาวมาก ประมาณ 50-60 เมตร ทะลุจากถนนนครในไปจนถึงริมทะเลสาบสงขลา

ประกอบด้วยโครงสร้าง 3 ส่วน ส่วนหน้าติดกับถนนนครใน เดิมใช้เป็นที่ค้าขายหรือรับแขก ปัจจุบันถูกใช้เป็นพื้นที่แสดงนิทรรศการและของที่ระลึก ส่วนกลางเป็นพื้นที่พักผ่อนและทำกิจกรรมกลางบ้าน มักมี "ฉิ่มแจ้" หรือบ่อน้ำและลานเปิดโล่ง กลางบ้านเพื่อให้ลมพายและแสงสว่างส่องถึง ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยและการระบายอากาศในเขตร้อน ส่วนหลังเป็นพื้นที่ครัวและส่วนพักอาศัยที่เชื่อมต่อกับท่าน้ำริมทะเลสาบสงขลา ซึ่งในสมัยก่อนใช้เป็นเส้นทางคมนาคมหลัก

วันนี้บ้านโนรา 168 ถูกเปลี่ยนให้เป็น “โรงละครแบบเปิด” ที่ใช้ทุกส่วนของบ้านเป็นเวที ผนังปูนเก่าสีขาวกลางบ้านถูกใช้เป็นจอธรรมชาติสำหรับ"ระบำเงา" ส่วนชานบ้านริมน้ำใช้เป็นพื้นที่ซ้อมรำและรับลมทะเล ทำให้การฝึกโนราที่นี่ไม่ได้อยู่ในห้องแอร์ที่อุดอู้ แต่เป็นการฝึกที่สอดรับกับธรรมชาติเหมือนในอดีต ผู้สนใจเข้าชมการแสดงโนราติดต่อล่วงหน้าผ่านเฟสบุ๊ก : โนราบ้าน 168

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...