“เนทันยาฮู” ชี้สงครามสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่านไม่ยืดเยื้อ แม้สถานการณ์เข้าสู่วันที่ 4
นายกรัฐมนตรีอิสราเอลยืนยันปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านจะไม่กลายเป็นสงครามยืดเยื้อ แม้สถานการณ์เข้าสู่วันที่ 4 และขยายวงกระทบฐานทัพสหรัฐฯ การบิน–ขนส่งน้ำมันปั่นป่วน ดันราคาพลังงานพุ่ง
3 มีนาคม 2569 นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู เปิดเผยเมื่อวันที่ 3 มีนาคมว่า เขาเชื่อว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านจะไม่ยืดเยื้อเป็นเวลาหลายปี โดยย้ำว่า“อาจใช้เวลา แต่จะไม่ใช่สงครามไม่รู้จบ” พร้อมระบุว่าเป้าหมายคือการดำเนินการอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด
ความเห็นดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์สู้รบที่เข้าสู่วันที่ 4 โดยกรุงเทลอาวีฟเผชิญเสียงระเบิดต่อเนื่องจากการยิงสกัดขีปนาวุธของอิหร่าน ขณะที่อิสราเอลเปิดฉากโจมตีเป้าหมายในกรุงเตหะราน รวมถึงอาคารที่ตั้งสถานีโทรทัศน์ของรัฐอิหร่าน และฐานที่มั่นของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในหลายเมืองของเลบานอน
ด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งก่อนหน้านี้ประเมินว่าสงครามอาจกินเวลา 4-5 สัปดาห์ ได้ส่งสัญญาณสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารแบบเปิดกว้างมากขึ้น โดยให้เหตุผลว่าเพื่อสกัดโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่านที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มต้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต จุดชนวนการตอบโต้จากอิหร่านและเครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาค จนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยรายในอิหร่าน อิสราเอล เลบานอน และประเทศอื่น ๆ
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) แถลงว่า ได้ทำลายอาคารบัญชาการหลักของฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ในบาห์เรน ด้วยปฏิบัติการโดรนและขีปนาวุธระลอกที่ 14 ภายใต้ชื่อ “Operation Promise of the Truth 4” ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ สั่งอพยพเจ้าหน้าที่ที่ไม่จำเป็นออกจากบาห์เรน อิรัก และจอร์แดน
ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ เตือนว่า “การโจมตีที่รุนแรงที่สุดจากกองทัพสหรัฐฯ ยังมาไม่ถึง” แต่ระบุว่าสหรัฐฯ ยังไม่มีการจัดกำลังภาคพื้นดินในขณะนี้ แม้ไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ในอนาคต
ผลกระทบจากสงครามได้ลุกลามสู่ภาคเศรษฐกิจและการคมนาคมทั่วโลก ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันราวหนึ่งในห้าของโลกต้องหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง ขณะที่ท่าอากาศยานหลักในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงสนามบินดูไบ ซึ่งเป็นหนึ่งในสนามบินนานาชาติที่คึกคักที่สุดของโลก ต้องปิดให้บริการต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ทำให้ผู้โดยสารหลายหมื่นคนตกค้าง
ข้อมูลการเดินเรือระบุว่า ค่าระวางเรือบรรทุกน้ำมันในตะวันออกกลางทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังอิหร่านโจมตีเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่หุ้นสายการบินเอเชียปรับตัวลงต่อเนื่องจากแรงกดดันต้นทุนน้ำมัน
ในมิติการเมืองภายในสหรัฐฯ การตัดสินใจเปิดฉากโจมตีอิหร่านถือเป็นความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษของรัฐบาลทรัมป์ โดยผลสำรวจของรอยเตอร์/อิปซอสระบุว่า มีชาวอเมริกันเพียงหนึ่งในสี่ที่สนับสนุนปฏิบัติการดังกล่าว ขณะที่รัสเซีย จีน และตุรกี ออกมาประณามสงครามครั้งนี้อย่างเปิดเผย
อ้างอิง : Reuters