โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สหรัฐอเมริกา-อิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารร่วมครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 1 มีนาคม 2569 เวลา 10.16 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ที่มาภาพ: https://www.iranintl.com/en/202602289915

สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ประชาชนชาวอิหร่าน “ตัดสินชะตากรรมของตนเอง” และลุกขึ้นต่อต้านผู้นำฝ่ายศาสนาอิสลามที่ปกครองประเทศมาตั้งแต่ปี 1979

การโจมตีระลอกแรกบางส่วนดูเหมือนพุ่งเป้าไปยังพื้นที่รอบสำนักงานของผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ขณะที่สื่ออิหร่านรายงานว่ามีการโจมตีเกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยสามารถเห็นกลุ่มควันลอยขึ้นจากกรุงเตหะราน อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าผู้นำวัย 86 ปีรายนี้อยู่ภายในสำนักงานในช่วงเวลาที่เกิดการโจมตีหรือไม่

“เมื่อเราจัดการเสร็จแล้ว ก็เข้ายึดรัฐบาลของคุณเอง มันเป็นของคุณที่จะคว้ามา นี่อาจเป็นโอกาสเดียวของพวกคุณไปอีกหลายชั่วอายุคน” ทรัมป์กล่าวในวิดีโอที่ประกาศว่าได้เริ่มต้น “ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่” แล้ว

“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกคุณร้องขอความช่วยเหลือจากอเมริกา แต่ก็ไม่เคยได้รับเลย”ทรัมป์กล่าว

นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายอันยิ่งใหญ่นี้เช่นกัน โดยกล่าวว่า “ปฏิบัติการร่วมของเราจะสร้างเงื่อนไขให้ประชาชนชาวอิหร่านผู้กล้าหาญได้กำหนดชีวิตด้วยตนเอง”

แหล่งข่าวด้านความมั่นคงของอิสราเอลระบุว่า การโจมตีอิหร่านจะดำเนินต่อไป “ตราบเท่าที่จำเป็น” หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีเป้าหมายทางทหารและฐานยิงขีปนาวุธในสาธารณรัฐอิสลามเมื่อเช้าวันเสาร์

“เราจะเดินหน้าปฏิบัติการต่อไปในขณะนี้ ตราบเท่าที่จำเป็น เพื่อให้แน่ใจว่าระบอบการปกครองของอิหร่านจะไม่สามารถฟื้นฟูขีดความสามารถเหล่านั้นกลับมาในภูมิภาคและกระทบต่อเสถียรภาพในระดับนานาชาติได้อีก” แหล่งข่าวกล่าวกับผู้สื่อข่าว โดยขอไม่เปิดเผยชื่อ

การโจมตีครั้งนี้เปิดฉากบทใหม่ที่น่าตกตะลึงของการแทรกแซงของสหรัฐฯ ในอิหร่าน และนับเป็นครั้งที่สองในรอบแปดเดือนที่รัฐบาลทรัมป์ใช้กำลังทางทหารต่อสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้

นอกจากนี้ ยังเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่ทรัมป์สั่งปฏิบัติการทางทหารเพื่อจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลา นิโกลัส มาดูโร และนำตัวเขาพร้อมภรรยาไปยังนครนิวยอร์ก เพื่อดำเนินคดีในข้อหาสมคบคิดค้ายาเสพติดจากรัฐบาลกลาง

ปฏิบัติการดังกล่าวยังเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังเรือรบของสหรัฐฯ เคลื่อนกำลังเข้าสู่ภูมิภาค และทรัมป์ระบุว่าเขาต้องการข้อตกลงเพื่อจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันภายในจากกระแสความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้น ภายหลังการประท้วงทั่วประเทศ

อิหร่านตอบโต้ตามที่เคยขู่ไว้หลายเดือน โดยเริ่มจากการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนระลอกใหญ่โจมตีอิสราเอล จากนั้นได้ขยายการโจมตีไปยังฐานทัพและที่ตั้งทางทหารของสหรัฐฯ ในบาห์เรน คูเวต และกาตาร์ ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และอิรักประกาศปิดน่านฟ้าของตนเอง

กองทัพสหรัฐฯ มีเจ้าหน้าที่ประจำการหลายพันนายตามฐานทัพอากาศและฐานทัพเรือทั่วภูมิภาค ซึ่งเชื่อว่าเป็นเป้าหมายของขีปนาวุธจากอิหร่าน

จนถึงขณะนี้ ดูเหมือนว่าขีปนาวุธทั้งหมดที่อิหร่านยิงออกมาได้ถูกระบบป้องกันภัยทางอากาศในพื้นที่สกัดกั้นไว้ได้ และยังมีข้อมูลเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่มีเลยเกี่ยวกับความเสียหายหรือผู้บาดเจ็บล้มตาย

โอมาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจานิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ระบุเมื่อวันเสาร์ว่า รู้สึกวิตกอย่างยิ่งต่อการโจมตีทางอากาศที่อาจบั่นทอนความคืบหน้าของการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่

สำนักข่าวแห่งชาติของคูเวตรายงานว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศสามารถสกัดกั้นสิ่งที่เรียกว่าเป็น “การโจมตีอันชั่วร้ายของอิหร่าน” ได้สำเร็จในช่วงเช้าวันเดียวกัน

สำนักข่าว KUNA อ้างแถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศว่า คูเวตขอยืนยันสิทธิในการปกป้องตนเอง

กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านออกแถลงการณ์ตอบโต้ด้วยท่าทีแข็งกร้าว ระบุว่าอิหร่าน “จะไม่ลังเล” ในการตอบสนองต่อสถานการณ์ โดยในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า “ถึงเวลาแล้วที่จะปกป้องมาตุภูมิ และเผชิญหน้ากับการรุกรานทางทหารของศัตรู”

สำนักข่าวทางการ IRNA ของอิหร่านรายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 40 คนจากเหตุโจมตีของอิสราเอล-สหรัฐฯ ที่โรงเรียนสตรีแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 45 คน จากการโจมตีในเมืองมีนาบ จังหวัดฮอร์โมซกัน

สื่อโทรทัศน์ของทางการซีเรียรายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 4 คน จากขีปนาวุธของอิหร่านที่พุ่งชนอาคารแห่งหนึ่งในเมือง Sweida ทางตอนใต้ของ Syria

ขณะเดียวกัน สื่อของรัฐรายงานว่า เศษสะเก็ดระเบิดจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่านที่พุ่งเป้าไปยังเมืองหลวงของ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน

อิสราเอลกับสหรัฐฯประสานการโจมตี

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากกองทัพสหรัฐฯ ระดมกำลังเข้าสู่ภูมิภาคเป็นเวลาหลายสัปดาห์ แม้ในช่วงเวลาเดียวกันผู้แทนของสหรัฐฯ และอิหร่านจะยังคงเจรจากันที่สวิตเซอร์แลนด์และโอมาน เพื่อหาทางออกทางการทูตก่อนจะเกิดปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ

รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน บัดร์ อัล-บูไซดี ซึ่งเป็นคนกลางสำคัญในการเจรจานิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า เขาผิดหวังที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเดินหน้าปฏิบัติการดังกล่าว

“การเจรจาที่จริงจังและมีความคืบหน้าได้ถูกบั่นทอนลงอีกครั้ง” อัล-บูไซดีกล่าว หลังจากที่เดินทางไปยังกรุงวอชิงตันเมื่อวันศุกร์เพื่อพบกับรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์เพื่อหารือกัน “ทั้งผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และสันติภาพของโลกไม่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ และผมภาวนาเพื่อผู้บริสุทธิ์ที่จะต้องทนทุกข์ ผมขอเรียกร้องให้สหรัฐฯ อย่าถลำลึกเข้าไปมากกว่านี้”

ด้านอิสราเอลระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็น “ปฏิบัติการขนาดใหญ่ ที่มีการประสานงานและดำเนินการร่วมกันต่อระบอบการปกครอง” ซึ่งมีการวางแผนมานานหลายเดือนระหว่างกองทัพอิสราเอลและสหรัฐฯ

ทรัมป์กล่าวอ้างเพื่อให้เหตุผลต่อการใช้กำลังทหารว่า อิหร่านยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ และมีแผนพัฒนาขีปนาวุธที่สามารถยิงถึงสหรัฐฯ ได้

เขายังยอมรับด้วยว่า อาจมีชาวอเมริกันเสียชีวิต โดยกล่าวว่า “มักเกิดขึ้นในสงคราม”

คำประกาศดังกล่าวถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนจากผู้นำสหรัฐฯ ถึงชาวอเมริกันให้เตรียมรับมือสถานการณ์ ทั้งที่ทรัมป์ก้าวขึ้นสู่อำนาจภายใต้นโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” และให้คำมั่นว่าจะหลีกเลี่ยงการเข้าไปพัวพันกับ “สงครามไม่รู้จบ” ที่ถ่วงรั้งผู้นำคนก่อนหน้า

แถลงการณ์ของทรัมป์บ่งชี้ว่า การโจมตีของสหรัฐฯ มีเหตุผลที่มากกว่าประเด็นโครงการนิวเคลียร์ โดยระบุข้อขัดแย้งที่ยืดเยื้อย้อนไปถึงการก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลามภายหลังการปฏิวัติปี 1979 ซึ่งเปลี่ยนอิหร่านจากหนึ่งในพันธมิตรใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ให้กลายเป็นศัตรูสำคัญ

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า เขามุ่ง “ทำลายล้าง” กองทัพเรืออิหร่าน และทำลายเครือข่ายกองกำลังตัวแทนในภูมิภาคที่ได้รับการสนับสนุนจากเตหะราน

นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม ( Iranian Revolutionary Guard:IRG)ของอิหร่านวางอาวุธ พร้อมให้คำมั่นว่าจะให้เอกสิทธิ์คุ้มครองแก่สมาชิก แต่เตือนว่าหากไม่ปฏิบัติตาม ก็จะเผชิญกับ “ความตายอย่างแน่นอน”

“พวกเขาปฏิเสธทุกโอกาสที่จะละทิ้งเป้าหมายใหญ่ด้านนิวเคลียร์ และเราไม่สามารถทนได้อีกต่อไป” ทรัมป์กล่าว

ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยขู่จะใช้กำลังทางทหาร แต่ยังชะลอไว้ ภายหลังอิหร่านปราบปรามการประท้วงครั้งล่าสุดซึ่งเริ่มต้นจากความไม่พอใจทางเศรษฐกิจ ก่อนลุกลามเป็นการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลและบรรดานักการศาสนาที่ปกครองประเทศ

สำนักข่าวด้านสิทธิมนุษยชน Human Rights Activists News Agency ยืนยันผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามมากกว่า 7,000 ราย และกำลังตรวจสอบเพิ่มเติมอีกหลายพันราย ขณะที่รัฐบาลอิหร่านยอมรับว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 3,000 คน แม้ที่ผ่านมาเคยมีข้อครหาว่ารัฐบาลรายงานตัวเลขต่ำกว่าความเป็นจริงหรือไม่เปิดเผยข้อมูลผู้เสียชีวิตจากเหตุความไม่สงบ

อิหร่านระบุว่าไม่ได้เสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพิ่มเติมตั้งแต่เดือนมิถุนายน แต่ได้ปิดกั้นไม่ให้ผู้ตรวจสอบนานาชาติเข้าเยี่ยมชมสถานที่ที่สหรัฐฯ โจมตีในสงคราม 12 วันก่อนหน้านั้น ภาพถ่ายดาวเทียมที่ สำนักข่าวAP(The Associated Press) วิเคราะห์พบกิจกรรมใหม่ในสองจุดดังกล่าว บ่งชี้ว่าอิหร่านอาจกำลังประเมินความเสียหายและพยายามกู้คืนวัสดุในพื้นที่

ปัจจุบันอิหร่านกำหนดเพดานพิสัยขีปนาวุธแบบสมัครใจไว้ที่ 2,000 กิโลเมตร (1,240 ไมล์) ซึ่งครอบคลุมตะวันออกกลางทั้งหมดและบางส่วนของยุโรปตะวันออก ยังไม่มีหลักฐานต่อสาธารณะว่าอิหร่านกำลังพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป แม้วอชิงตันจะวิจารณ์โครงการอวกาศของอิหร่านว่าอาจเปิดทางไปสู่ความสามารถดังกล่าวในอนาคต

อิหร่านพยายามหลีกเลี่ยงสงคราม แต่ยืนยันว่ามีสิทธิในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และไม่ต้องการหารือประเด็นอื่น เช่น โครงการขีปนาวุธพิสัยไกล หรือการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธอย่างฮามาส( Hamas) และ ฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah)

การโจมตีครั้งนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดโลก โดยเฉพาะหากอิหร่านสามารถทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ( Strait of Hormuz )ไม่ปลอดภัยต่อการเดินเรือพาณิชย์ได้ ในปี 2568 มีการขนส่งน้ำมันมากกว่า 14 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านช่องแคบดังกล่าว คิดเป็นราวหนึ่งในสามของการส่งออกน้ำมันทางทะเลทั่วโลก

ควันพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าหลังได้ยินเสียงระเบิดในเมืองมานามา ประเทศบาห์เรน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่มาภาพ:https://www.iranintl.com/en/202602285934

การโจมตีพุ่งเป้าหลายจุดทั่วอิหร่าน

สื่ออิหร่านรายงานว่าเกิดการโจมตีทั่วประเทศ โดยถนนที่มุ่งหน้าไปยังที่พำนักของผู้นำสูงสุดอาลี คาเมเนอี ใจกลางกรุงเตหะรานถูกทางการสั่งปิด ขณะที่มีเสียงระเบิดดังขึ้นในหลายพื้นที่ของเมืองหลวง

คาเมเนอียังไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา และไม่พบเห็นทันทีหลังเกิดเหตุการณ์ ทั้งนี้ ระหว่างสงคราม 12 วันในเดือนมิถุนายน มีรายงานว่าเขาถูกนำตัวไปยังสถานที่ปลอดภัยห่างจากที่พำนักในเตหะราน

ในกรุงเตหะราน พยานระบุว่าได้ยินเสียงระเบิดครั้งแรกใกล้สำนักงานของคาเมเนอี ต่อมาสถานีโทรทัศน์ของทางการอิหร่านรายงานเหตุระเบิดดังกล่าว แต่ไม่ได้ระบุสาเหตุ

หลังจากอิสราเอลประกาศว่าได้เริ่มโจมตีอิหร่าน ก็เกิดการระเบิดเพิ่มเติมในกรุงเตหะราน อย่างไรก็ตาม ทางการยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บจากการโจมตีครั้งนี้

เจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับข้อมูลสรุปเกี่ยวกับปฏิบัติการ และขอไม่เปิดเผยชื่อเนื่องจากเป็นข้อมูลที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ระบุว่า เป้าหมายของปฏิบัติการของอิสราเอลครอบคลุมถึงกองทัพอิหร่าน สัญลักษณ์ของรัฐบาล และเป้าหมายด้านข่าวกรอง

ภาพที่เผยแพร่โดยสำนักงานของอยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ขณะกล่าวสุนทรพจน์ในกรุงเตหะราน เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ที่มาภาพ:https://www.timesofisrael.com/us-and-israel-launch-major-joint-assault-on-iran-trump-indicates-goal-is-to-topple-regime/

การตอบโต้ของอิหร่าน

ไม่กี่ชั่วโมงหลังการโจมตี กองกำลังกึ่งทหารพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน หรือ Islamic Revolutionary Guard Corps แถลงว่าได้ยิงโดรนและขีปนาวุธ “ระลอกแรก” โจมตีอิสราเอล ขณะที่มีการประกาศเตือนภัยทั่วประเทศ และกองทัพอิสราเอลระบุว่ากำลังพยายามสกัดกั้นขีปนาวุธที่ยิงเข้ามา อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานทันทีเกี่ยวกับความเสียหายหรือผู้บาดเจ็บจากการโจมตีที่กำลังดำเนินอยู่

ขณะเดียวกัน บาห์เรนระบุว่าเกิดการโจมตีด้วยขีปนาวุธพุ่งเป้าไปยังสำนักงานใหญ่กองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในราชอาณาจักรเกาะแห่งนี้ โดยศูนย์บัญชาการกองเรือที่ 5 ของสหรัฐอเมริกา( United States Navy Fifth Fleet) ตั้งฐานอยู่ที่นั่น พยานระบุว่าได้ยินเสียงไซเรนและแรงระเบิดในคูเวต ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์บัญชาการกองทพบก (United States Army Central)และยังมีรายงานได้ยินเสียงระเบิดในกาตาร์ด้วย

สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีหลายจุดทั่วอิหร่าน

อิรักและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกาศปิดน่านฟ้า ขณะที่มีการเปิดสัญญาณไซเรนเตือนภัยใน จอร์แดน

เจ้าหน้าที่อิรักรายงานด้วยว่า โดรนโจมตีสำนักงานใหญ่ของกองกำลังติดอาวุธ คาตาอิบ ฮิซบอลเลาะห์ (Kataib Hezbollah) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในอิรัก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 3 ราย ก่อนหน้านี้ กลุ่มดังกล่าวเคยขู่ว่าจะเข้าร่วมการสู้รบ หากอิหร่านถูกโจมตี อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทหารอิสราเอลรายหนึ่งระบุว่า อิสราเอลไม่ทราบถึงการโจมตีใด ๆ ของอิสราเอลต่อสำนักงานใหญ่ของคาตาอิบ ฮิซบอลเลาะห์ ในอิรัก

ขณะเดียวกัน กลุ่มฮูตีในเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ให้คำมั่นว่าจะกลับมาโจมตีเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงและโจมตีอิสราเอลอีกครั้ง ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของฮูตี 2 ราย ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อเนื่องจากยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการจากผู้นำกลุ่ม

สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลสหรัฐฯ ในกาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิสราเอล โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่หลบภัยอยู่กับที่ และแนะนำให้ชาวอเมริกันทุกคน “ปฏิบัติเช่นเดียวกันจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม”

สภากาชาดอิหร่านเผยการโจมตีกระทบมากกว่า 20 จังหวัด

สภากาชาดอิหร่าน(Iranian Red Crescent Society) เปิดเผยว่า มีมากกว่า 20 จังหวัดได้รับผลกระทบจากการโจมตี อย่างไรก็ตาม ระบุว่า “ยังไม่มีเหตุให้ต้องตื่นตระหนก” ในขณะนี้ ตามรายงานของสื่อทางการ

โฆษกระบุว่า การโจมตีที่รุนแรงที่สุดที่มีรายงานเกิดขึ้นที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองมีนาบ ซึ่งทีมกู้ภัยกำลังลำเลียงผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตออกจากพื้นที่

สภากาชาดอิหร่านยังเรียกร้องให้ประชาชนอยู่ห่างจากจุดที่ถูกโจมตีอย่างน้อย 100 เมตร และหลีกเลี่ยงการรวมตัวกันบริเวณสถานที่เกิดเหตุ

ชาวอิหร่านเร่งกักตุนสินค้าจำเป็น

ทางตอนเหนือของกรุงเตหะราน ซูเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ มีลูกค้าแห่เข้าซื้อขนมปังและน้ำดื่มบรรจุขวดเพิ่มขึ้นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม สินค้ามีอยู่อย่างจำกัด และสินค้าที่เป็นที่ต้องการสูงบางรายการ เช่น ขนมปัง ไข่ น้ำดื่มบรรจุขวด และนม ขาดสต๊อกในร้านค้าบางแห่ง

นอกจากนี้ ยังเห็นประชาชนต่อคิวยาวตามสถานีบริการน้ำมันทั่วเมือง

สถานีโทรทัศน์ของรัฐเผยแพร่ภาพจากทางหลวงสายหนึ่งของกรุงเตหะราน คือ ทางหลวงสุไลมานี (Soleimani Highway) ซึ่งการจราจรหนาแน่นอย่างมากในเส้นทางจากตะวันตกไปตะวันออก

กลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าหลังมีรายงานการระเบิดในกรุงเตหะรานเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอลประกาศเริ่มปฏิบัติการโจมตี ที่มาภาพ:https://www.timesofisrael.com/us-and-israel-launch-major-joint-assault-on-iran-trump-indicates-goal-is-to-topple-regime/

อิสราเอลสั่งห้ามการชุมนุมสาธารณะ ปิดโรงเรียนทั่วประเทศ

อิสราเอลประกาศห้ามการรวมตัวในที่สาธารณะ สั่งปิดโรงเรียนและสถานที่ทำงาน พร้อมย้ายผู้ป่วยในโรงพยาบาลไปยังสถานพยาบาลใต้ดินเพื่อความปลอดภัย

รัฐมนตรีกลาโหม อิสราเอล คัตซ์(Israel Katz) ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ โดยเตือนประชาชนถึงความเสี่ยงจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน

ตำรวจอิสราเอลยังขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น เพื่อเปิดทางให้รถด้านความมั่นคงและหน่วยฉุกเฉินสามารถเคลื่อนตัวได้อย่างสะดวก

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านหารือรัฐในอ่าวเปอร์เซีย

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านอับบาส อะรอกชี (Abbas Araghchi) ได้หารือทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ คูเวต บาห์เรน และอิรัก เพื่อชี้แจงพัฒนาการล่าสุด ตามรายงานของสื่ออิหร่าน

อะรอกชีระบุว่า การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านเป็น “การละเมิดอย่างโจ่งแจ้ง” ต่อหลักการพื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติ และเป็น “อาชญากรรมที่ชัดเจน” ต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ

ฝรั่งเศส-โอมานเรียกร้องประชุมฉุกเฉินคณะมนตรีความมั่นคงฯ

ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอมานูว์แอล มาครง เรียกร้องให้มีการประชุมฉุกเฉินของ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council) เมื่อวันเสาร์ หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน และเตหะรานตอบโต้ โดยระบุว่าการยกระดับความรุนแรง “ต้องยุติลง”

“ฝรั่งเศสเรียกร้องให้มีการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ” มาครงโพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X

“การยกระดับความรุนแรงที่กำลังมีอยู่เป็นอันตรายต่อทุกฝ่าย ต้องหยุดลง” มาครงกล่าว พร้อมเตือนว่าการปะทุของสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน จะส่งผลกระทบ “ร้ายแรงต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ”

มาครงยังระบุว่า “ฝรั่งเศสพร้อมจะใช้ทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อปกป้องพันธมิตรใกล้ชิดของเรา หากมีการร้องขอ” และเสริมว่าเขากำลังติดต่อใกล้ชิดกับพันธมิตรยุโรปและมิตรประเทศในตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ ฝรั่งเศสมีฐานทัพหลายแห่งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะใน กาตาร์ สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ และจอร์แดน ซึ่งทั้งหมดเป็นประเทศที่ตกเป็นเป้าการยิงขีปนาวุธของอิหร่านเมื่อวันเสาร์

ด้านกระทรวงการต่างประเทศโอมานเตือนว่า การโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ–อิสราเอล เสี่ยงก่อให้เกิด “อันตรายจากการขยายตัวของความขัดแย้งไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่อาจแก้ไขได้ในภูมิภาค”

นอกจากนี้โอมานเรียกร้องให้ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจัดประชุมฉุกเฉิน เพื่อ “กำหนดให้มีการหยุดยิง และให้ประชาคมระหว่างประเทศแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการสนับสนุนกฎหมายระหว่างประเทศ”

แถลงการณ์ยังยืนยัน “สิทธิในการป้องกันตนเองของรัฐ” ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจและหันกลับสู่แนวทางทางการทูต

ก่อนเกิดการโจมตี โอมานทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจาทางอ้อมระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบียยืนยัน “ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างเต็มที่” กับยูเออี

มูฮัมหมัด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดิอาระเบีย ได้หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดี โมฮัมเหม็ด บิน ซายิด อาล นะฮ์ยาน (Mohamed bin Zayed Al Nahyan) แห่ง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อหารือถึงการโจมตีล่าสุดของอิหร่าน ตามรายงานของ WAM สำนักข่าวทางการยูเออี

รายงานระบุว่า “ระหว่างการสนทนา ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงพัฒนาการในภูมิภาค และการโจมตีอย่างโจ่งแจ้งของอิหร่านที่มุ่งเป้าไปยังดินแดนของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และประเทศพี่น้องอีกหลายประเทศ”

“มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียทรงประณามต่อการโจมตีดังกล่าว พร้อมทั้งยืนยันความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและการสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และความพร้อมที่จะนำศักยภาพทุกด้านของราชอาณาจักรมาใช้สนับสนุนยูเออีในที่จะดำเนินการมาตรการใด ๆ”

กระทรวงการต่างประเทศของซาอุดิ อาระเบีย ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า อิหร่านได้พุ่งเป้าโจมตีกรุงริยาดห์ และพื้นที่ภาคตะวันออกของราชอาณาจักร โดยระบุว่าการโจมตีดังกล่าวถูกสกัดกั้นไว้ได้

แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า “การโจมตีเหล่านี้ไม่มีเหตุผลรองรับไม่ว่าด้วยข้ออ้างใด ๆ และเกิดขึ้นทั้งที่ทางการอิหร่านรับทราบแล้วว่า ราชอาณาจักรได้ยืนยันว่าจะไม่อนุญาตให้น่านฟ้าหรือดินแดนของราชอาณาจักรถูกใช้เป็นฐานในการโจมตีอิหร่าน”

ผู้นำกาตาร์และยูเออีประณามการยิงขีปนาวุธของอิหร่าน

เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ ชีค ทามิม บิน ฮาหมัด อัฏ-ฏอนี (Tamim bin Hamad Al Thani) ได้หารือสถานการณ์ในภูมิภาคกับประธานาธิบดี โมฮัมเหม็ด บิน ซายิด อาล นะฮ์ยาน แห่ง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตามแถลงการณ์จากสำนักของพระองค์

แถลงการณ์ระบุว่า ชีคทามิมและประธานาธิบดียูเออีได้ประณามการที่ขีปนาวุธของอิหร่านพุ่งเป้าไปยังกาตาร์ ยูเออี และประเทศอาหรับอื่น ๆ

“ทั้งสองพระองค์ยืนยันความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของทั้งสองประเทศกับบรรดาประเทศอาหรับพี่น้องที่ถูกกระทำการรุกราน และจะเดินหน้าประสานงานร่วมกันต่อไปในลักษณะที่ธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของภูมิภาคและศักดิ์ศรีของประชาชน” แถลงการณ์ระบุ

นายกรัฐมนตรีอังกฤษเรียกประชุมฉุกเฉิน

นายกรัฐมนตรีอังกฤษเคียร์ สตาร์เมอร์ เป็นประธานการประชุมฉุกเฉินของคณะกรรมการรับมือสถานการณ์วิกฤตของรัฐบาลเมื่อเช้าวันเสาร์ และมีแผนหารือทางโทรศัพท์กับพันธมิตรในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา

โฆษกรัฐบาลสหราชอาณาจักรกล่าวว่า “เราไม่ต้องการเห็นการยกระดับความรุนแรงเพิ่มเติมไปสู่ความขัดแย้งระดับภูมิภาคในวงกว้าง” พร้อมย้ำการสนับสนุนของอังกฤษต่อแนวทางการเจรจาเพื่อจัดกาารประเด็นเป้าหมายด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน

สหราชอาณาจักรไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีของสหรัฐฯ–อิสราเอล

ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศอังกฤษได้ยกระดับคำแนะนำการเดินทาง โดยเตือนให้งดการเดินทางทั้งหมดไปยังอิสราเอลและปาเลสไตน์ และเรียกร้องให้พลเมืองอังกฤษในประเทศตะวันออกกลางอื่น ๆ “หลบภัยอยู่กับที่โดยทันที”

เยอรมนี ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักรเรียกร้องให้อิหร่านยุติการโจมตีในภูมิภาค

ผู้นำของทั้งสามประเทศ ได้แก่ ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอมานูว์แอล มาครง นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดิช แมร์ซ (Friedrich Merz) และนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรเคียร์ สตาร์เมอร์ ออกแถลงการณ์ร่วมประณามการโจมตีของอิหร่านต่อประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเมื่อวันเสาร์ โดยระบุว่าอิหร่านต้องยุติการโจมตีทางทหารแบบไม่เลือกเป้าหมาย และกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจา

“เราขอประณามการโจมตีของอิหร่านต่อประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอย่างรุนแรงที่สุด” แถลงการณ์ร่วมระบุ

“เราขอเรียกร้องให้มีการกลับมาเจรจาอีกครั้ง และขอให้ผู้นำอิหร่านแสวงหาทางออกผ่านการเจรจา ในท้ายที่สุด ประชาชนอิหร่านต้องได้รับโอกาสในการกำหนดอนาคตของตนเอง” ผู้นำทั้งสามกล่าว

ทั้งนี้ ผู้นำทั้งสามประเทศระบุว่า ได้เรียกร้องมาโดยตลอดให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์ จำกัดโครงการขีปนาวุธพิสัยไกล หยุดกิจกรรมที่บั่นทอนเสถียรภาพในภูมิภาค และยุติความรุนแรงรวมถึงการปราบปรามประชาชนของตนเอง

แถลงการณ์ยังระบุว่า ทั้งสามประเทศไม่ได้มีส่วนร่วมในการโจมตีเมื่อวันเสาร์ และกำลังติดต่ออย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรระหว่างประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ อิสราเอล และประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค

“เราขอย้ำความมุ่งมั่นต่อเสถียรภาพของภูมิภาค และการคุ้มครองชีวิตพลเรือน” แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติม

ทรัมป์ไม่มีแผนปราศรัยกับชาวอเมริกัน

ทำเนียบขาวระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่มีแผนกล่าวปราศรัยต่อชาวอเมริกันในวันเสาร์นี้ หลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวปฏิเสธรายงานข่าวที่ระบุว่าทรัมป์เตรียมกล่าวสุนทรพจน์ โดยก่อนหน้านี้เขาได้โพสต์วิดีโอผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ในช่วงกลางคืน เพื่อประกาศการโจมตีและเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในกรุงเตหะราน

“รายงานดังกล่าวไม่ถูกต้อง ทำเนียบขาวยังไม่ได้ให้แนวทางใด ๆ เกี่ยวกับการแถลงหรือการกล่าวสุนทรพจน์ในวันนี้” เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวกล่าวกับผู้สื่อข่าว

ปากีสถานประณามการโจมตีร่วมของสหรัฐฯ–อิสราเอลต่ออิหร่าน

รัฐมนตรีต่างประเทศปากีสถาน อิสฮัก ดาร์ (Ishaq Dar) ประณาม“การโจมตีที่ไร้เหตุอันควร” ต่ออิหร่าน ระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านเมื่อวันเสาร์ ตามแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศปากีสถาน

แถลงการณ์ระบุว่า ดาร์เรียกร้องให้ “ยุติการยกระดับความรุนแรงโดยทันที ผ่านการกลับเข้าสู่กระบวนการทางการทูตอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรลุทางออกของวิกฤตด้วยการเจรจาอย่างสันติ”

นายกฯสเปนไม่ยอมรับปฏิบัติการทางทหารฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ และอิสราเอล

นายกรัฐมนตรีสเปนเปโดร์ ซานเชซ (Pedro Sánchez) ไม่ยอมรับสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นการดำเนินการทางทหารแบบ “ฝ่ายเดียว” ของสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการยกระดับความตึงเครียด และทำให้ระเบียบโลกยิ่งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและเป็นปฏิปักษ์มากขึ้น

ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม X ซานเชซยังระบุด้วยว่า เขาไม่ยอมรับการกระทำของรัฐบาลอิหร่านและ Islamic Revolutionary Guard Corps

“เราขอเรียกร้องให้ลดระดับความตึงเครียดโดยทันที และเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มที่” เขากล่าวเพิ่มเติม

เรียบเรียงจาก

US and Israel launch a major attack on Iran and Trump urges Iranians to ‘take over your government’

Israel, US strike Iran, missiles hit Persian Gulf states as retaliation spreads

Office of Iran’s Supreme Leader targeted in downtown Tehran

Live. Israeli security source says air strikes on Iranian targets will continue ‘as long as we need’

US, Israel attack Iran live: Trump announces ‘major combat operations’

Germany, France and UK tell Iran to stop attacks in region

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...