โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ป่วนเส้นทางเดินเรือโลก หากลากยาวเสี่ยงวิกฤตพลังงานขาดแคลนและราคาพุ่ง

MATICHON ONLINE

อัพเดต 08 มี.ค. เวลา 18.58 น. • เผยแพร่ 08 มี.ค. เวลา 02.07 น.

ปิดช่องแคบฮอร์มุซป่วนเส้นทางเดินเรือโลก
หากลากยาวเสี่ยงวิกฤตพลังงานขาดแคลนและราคาพุ่ง

“USA-IRAN CONFLICT WAR” สงครามสหรัฐ ร่วมกับพันธมิตรอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านต่อเนื่องเข้าสู่วันที่ 5 ต่างใช้โดรนและสมาร์ทมิสไซล์ (Smart Missile) ถล่มกัน รายละเอียดคงเป็นที่รับรู้จากสื่อต่างๆ ไม่ขอกล่าวในที่นี้ ประเด็นที่นำเสนอโฟกัสเฉพาะผลกระทบการปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจเกิดวิกฤตพลังงาน และทำให้หลายสายการเดินเรืองดรับขนส่งสินค้าไปอ่าวเปอร์เซีย อีกทั้งมีความเสี่ยงเส้นทางไปยุโรปและอเมริกาซีกตะวันออก ซึ่งต้องผ่านทะเลแดงเพื่อเข้าคลองสุเอซเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ประเทศแอฟริกาใต้ ประเทศกลุ่มตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตน้ำมันสัดส่วน 1 ใน 5 ของโลก ไทยนำเข้าพลังงานจากภูมิภาคนี้ประมาณร้อยละ 53 เป็นการนำเข้าจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เป็นหลัก ตามด้วยซาอุดีอาระเบีย ขณะเดียวกันไทยส่งออกไปประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้สัดส่วนร้อยละ 4 มูลค่าประมาณ 13.5-14.0 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.4 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่ครึ่งหนึ่งส่งออกไป UAE และซาอุดีอาระเบีย

การที่ “อาลี คาเมเนอี” ผู้นำประเทศอิหร่านและแกนนำคนสำคัญ รวมทั้งประชาชนเป็นร้อยคนเสียชีวิตจากการถูกสหรัฐใช้จรวดถล่มขณะที่กำลังประชุม ทำให้สงครามมีแนวโน้มบานปลายและไม่จบได้ง่ายๆ กองทัพอิหร่านใช้โดรนและมิสไซล์ทำลายแหล่งผลิตน้ำมันในประเทศต่างๆ เช่น โรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก “ราส ทานูรา (Ras Tanura)” ประเทศซาอุดีอาระเบีย และโรงกลั่นแก๊ส “Qatar Energy” ของกาตาร์ จนต้องหยุดการผลิต เป็นโรงผลิตแก๊สใหญ่ที่สุดในโลก ล่าสุดอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซห้ามเรือทุกชนิดผ่านยกเว้นสัญชาติจีนและรัสเซีย มีการยิงเรือน้ำมันหลายลำที่ผ่านช่องแคบ

ภูมิรัฐศาสตร์ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เป็นเกตเวย์เส้นทางเดินเรือจากมหาสมุทรอินเดียไปสู่ประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง ช่องแคบฮอร์มุซเป็นคอขวดเชื่อมอ่าวโอมานกับอ่าวเปอร์เซีย ด้านตะวันออกคือประเทศอิหร่าน และด้านตะวันตกคือ UAE เฉพาะเรือบรรทุกน้ำมันประเภท “Super Tanker/VLCC” ระวางบรรทุก 2.5-3.2 แสนตัน แล่นผ่านวันละอย่างน้อย 15 ลำ ด้านการส่งออกของไทยไปตะวันออกกลางต้องใช้เส้นทางนี้ โดยทั่วไปอัตราค่าระวางเรือ (Freight Charges) จากท่าเรือแหลมฉบังไปท่าเรือริยาร์ด ประเทศซาอุดีอาระเบีย ตู้ขนาด 20 ฟิต ราคา 1,100 USD และตู้ 40 ฟิต ราคา 1,300 USD ไปเปลี่ยนเรือที่ท่าเรือสิงคโปร์ระยะเวลาประมาณ 25 วัน หากส่งออกท่าเรือเจเบล อาลี ประเทศ UAE ค่าระวางเรือ 1,100 USD/20 ft และ 1,400 USD/40 ft ระยะเวลาประมาณ 15 วัน

สถานะล่าสุดสงครามมีความเข้มข้นและการปิดช่องแคบฮอร์มุซกระทบเส้นทางเดินเรือที่จะเข้าไปอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันสำคัญทั้งของโลกและไทย การเดินเรือพาณิชย์ถูกระงับโดยปริยายทั้งขาเข้าและขาออก เช่น เส้นประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ คูเวต ซาอุดีอาระเบีย ไม่สามารถเข้าหรือออกได้ สายการเดินเรือส่วนใหญ่ยกเลิก หรือระงับการจองตู้สินค้าไปตะวันออกกลาง บางสายเรือเลี่ยงความเสี่ยงเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไม่ผ่านคลองสุเอซอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งคงต้องมีค่าพรีเมียม ดังที่เคยเกิดเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2567 ซึ่งช่วงนั้นเก็บเพิ่มตู้ละ 750-950 USD สำหรับเรือที่ออกไปแล้วต้องเปลี่ยนเส้นทางไปหลบที่ปลอดภัยส่วนใหญ่ไปจอดที่อ่าวโอมาน บางสายเรือประกาศเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ “War Risk Emergency Surcharge” เช่น บางรายเก็บ 1,500-2,000 USD/20 ft และ 3,000 USD/40 ft หากเป็นตู้ควบคุมอุณหภูมิเก็บเพิ่ม 3,000-4,000 USD/20 ft

จากการสำรวจผู้ส่งออกประมาณ 30 กิจการ พบว่าส่วนใหญ่ขายเป็น FOB TERM

การส่งออกลูกค้าเป็นผู้รับผิดชอบค่าระวางเรือ ผลกระทบ เช่น ถูกยกเลิกออเดอร์สินค้าที่บรรจุตู้คอนเทนเนอร์แล้วเพื่อรอเรือออกต้องนำกลับคืนจากท่าเรือ ส่วนที่ส่งออกไปแล้วเรือเปลี่ยนเส้นทางไปจอดตามท่าเรือต่างๆ เพราะที่ท่าเรือสิงคโปร์แออัด ส่วนใหญ่พบว่ามีปัญหาสินค้าที่พร้อมส่งมอบเตรียมส่งออกถูกลูกค้าสั่งระงับ หรือ “Hold Shipment” ส่วนใหญ่แจ้งว่าลูกค้าปลายทางระบุว่าจะไม่รับผิดชอบค่าธรรมเนียมภัยสงครามและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จะรับผิดชอบแค่ Local Charges เท่านั้น บางเอเยนต์เรือให้ผู้ส่งออกทำหนังสือรับผิดชอบค่าใช้จ่ายพิเศษจากความเสี่ยงสงคราม (War Risk Charges) ลูกค้าปลายทางบางรายยกเลิกออเดอร์ ปัญหาของผู้ส่งออกขณะนี้คือความไม่แน่นอน

สินค้าที่พร้อมส่งออกถูกชะลอจนกว่าสถานการณ์สงครามยุติ โดยไม่รู้ว่าจะส่งออกได้เมื่อใด หากวิกฤตสงครามลากยาวจะกระทบสภาพคล่องเพราะไม่สามารถรับเงินค่าสินค้าที่เรียกว่า “L/C Bank Negotiated” ส่วนใหญ่รอสายเรือแจ้งอัพเดตเรื่องการบุ๊กกิ้งและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

สงครามสหรัฐ-อิหร่าน มีท่าทีรุนแรงและโอกาสลากยาวเพราะทางอิหร่านไม่เจรจา ผลกระทบต่อประเทศไทยจะกลายเป็นวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ ราคาน้ำมันตลาดโลก (4 ม.ค.69 เวลา 14.00 น.) น้ำมันตลาดนิวยอร์ก (WTI) อยู่ที่ 76.28 USD/บาร์เรล เพิ่มขึ้นก่อนหน้าสงครามร้อยละ 16.51 น้ำมันตลาด Brent ราคา 83.46 USD/บาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.68 (1 บาร์เรล = 158.9 ลิตร) น้ำมันตลาดดูไบราคา 76.53 USD/บาร์เรล ราคาขยับขึ้นร้อยละ 12.16 ตลาดดูไบมีความสำคัญเพราะไทยใช้อ้างอิงราคา ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันโดยเฉพาะ ปตท.และส่วนใหญ่ยังไม่มีการปรับราคาโดยเฉพาะราคาดีเซล B7 อยู่ที่ 29.94 บาท/ลิตร กองทุนน้ำมันแจ้งตรึงราคาน้ำมันไว้ 15 วัน ซึ่งคงหมายถึงรวมราคาแก๊สหุงต้มในครัวเรือน

ประเด็นคือราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นไปแล้วเฉลี่ยร้อยละ 14.30 จากผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหมายถึงการปิดประตูเส้นทางขนส่งน้ำมันอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักเกินกว่าครึ่งของไทย รัฐบาลแจ้งว่าน้ำมันทั้งที่สำรองและอยู่ระหว่างการขนส่งใช้ได้ 60 วัน หากสถานการณ์สงครามลากยาวยืดเยื้อออกไป รัฐบาลและกองทุนน้ำมันจะรับมือไหวไหม ขณะนี้ยังคงเร็วเกินไปที่จะคาดการณ์ว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะประเด็นวิกฤตน้ำมันขาดแคลนและราคาสูง ซึ่งแน่นอนจะกระทบเป็นลูกโซ่ตั้งแต่ต้นทุนการผลิต ราคาค่าไฟฟ้า ค่าแก๊สหุงต้ม ค่าน้ำมันและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอาจพุ่งสูง โดยเฉพาะการส่งออกและการท่องเที่ยว เป็นการซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจไทยที่เปราะบาง ทำให้การแก้ปัญหามีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น รัฐบาลมีการตั้ง “War Room” ในการรับมืออย่างเป็นระบบท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นความท้าทายของประเทศ…

ธนิต โสรัตน์
รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ป่วนเส้นทางเดินเรือโลก หากลากยาวเสี่ยงวิกฤตพลังงานขาดแคลนและราคาพุ่ง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...