ไทยพาณิชย์ มุ่งหน้าสู่ Universal Digital Bank
เปิดยุทธศาสตร์ 5 ธนาคารพาณิชย์ใหญ่ปี 2569 มุ่งพลิกโฉมธุรกิจด้วย AI ท้าชน Virtual Bank ในสมรภูมิการเงินยุคใหม่ พร้อมรับมือความท้าทายจากเศรษฐกิจชะลอ
นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธุรกิจธนาคารไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งระดับหนี้ของครัวเรือนที่สูงและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะเติบโตต่ำอย่างต่อเนื่องจากปัญหาโครงสร้าง ทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ โดยปัจจัยภายนอกประกอบด้วยการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจากมาตรการกีดกันทางการค้า และเงินบาทแข็งค่าที่กระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว ส่วนภายในประเทศยังเปราะบางจากธุรกิจขนาดเล็กที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ ตลาดแรงงานอ่อนแอลง รายได้ครัวเรือนฟื้นช้า และข้อจำกัดด้านการคลัง
โดย SCB EIC คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 เติบโต 1.5% ลดลงจาก 2.1% ของปีก่อน ส่งผลต่อการเติบโตของภาคธนาคารโดยตรง และปัญหาหนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง 85-90% ของ GDP ที่ยังไม่รวมหนี้นอกระบบ ซึ่งภาระหนี้เหล่านี้กดทับการบริโภคและจำกัดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ขณะที่หนี้ด้อยคุณภาพยังทรงตัวในระดับสูง ภาคธนาคารจึงต้องระวังในการขยายสินเชื่อและมีต้นทุนบริหารความเสี่ยงสูงขึ้น
“การแข่งขันในภาคธนาคารรุนแรงขึ้น ภายใต้เศรษฐกิจที่ไม่ขยายตัว ธนาคารต่างมุ่งเน้นการขยายสินทรัพย์คุณภาพสูงและมีความเสี่ยงต่ำ ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคาทวีความเข้มข้น อัตราผลตอบแทนจึงมีแนวโน้มลดลง กระทบรายได้ของธนาคารโดยรวม”
[inline_posts type="IDs" box_title="5 แบงก์ใหญ่กางโรดแมปปี 2569 ชู AI พลิกโฉมธุรกิจธนาคาร" align="alignleft" textcolor="#FFF001" background=" #162CCD"]220011,220070,220120,220122[/inline_posts]
สำหรับโอกาสของธนาคารนั้น มาจากการปรับตัวของภาคธุรกิจเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ภาคเอกชนเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero และปรับตัวต่อมาตรการกีดกันทางการค้า รวมถึงนำเทคโนโลยี AI มาเพิ่มประสิทธิภาพ ธนาคารจึงมีโอกาสให้สินเชื่อและคำปรึกษาเพื่อช่วยลูกค้าปรับโครงสร้างธุรกิจให้แข่งขันทันโลก
โอกาสอีกด้านคือ การจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลกใหม่ จากความเปลี่ยนแปลงด้าน Geopolitics และการย้ายฐานการลงทุนในยุคทรัมป์ 2.0 เปิดโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยในกลุ่ม Data Centers, E&E, Machinery & Auto สร้างความต้องการเงินทุนและบริการทางการเงินเพิ่มขึ้น ธนาคารสามารถเข้าไปสนับสนุนสินเชื่อและบริการต่างๆ ได้
นอกจากนี้ โอกาสจากธุรกิจบริหารการเงินและความมั่งคั่งเติบโตต่อเนื่องจาก 3 เทรนด์สำคัญ ได้แก่
- คนไทยยังมีสัดส่วนการลงทุนต่ำ และส่วนใหญ่ฝากเงินในบัญชีทำให้ผลตอบแทนรวมไม่สูง
- สินทรัพย์ทางการเงินและฐานผู้มีรายได้สูงขยายตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าประเทศไทยจะมีสินทรัพย์ทางการเงินเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2571 และจำนวนผู้มั่งคั่งสุทธิเกิน 1 ล้านดอลลาร์ จะเพิ่มขึ้น 24% ภายในปี 2028
- การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เพิ่มความต้องการบริหารการเงินระยะยาว และวางแผนส่งต่อทรัพย์สิน เทรนด์เหล่านี้เป็นโอกาสสำคัญสำหรับธนาคารในการขยายบริการบริหารความมั่งคั่ง
ขณะที่เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยยังเติบโตโดดเด่น แม้เศรษฐกิจจริงจะชะลอตัว โดยรายงาน e-Conomy SEA 2025 คาดว่า มูลค่าจะเพิ่มเป็น 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2568 และขยายต่อถึง 9.6-16 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2573 ด้านบริการการเงินดิจิทัล โดยเฉพาะสินเชื่อและบริหารความมั่งคั่งดิจิทัล ถูกมองว่าเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับธนาคารในการพัฒนาบริการดิจิทัลเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
เจาะหาโอกาส
ท่ามกลางวิกฤต
นายกฤษณ์กล่าวอีกว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เติบโตช้า หนี้ครัวเรือนสูง และการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ธนาคารไทยพาณิชย์มองเห็นโอกาสสำคัญใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การเติบโตของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง เศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการด้านบริหารความมั่งคั่งดิจิทัล ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในภาคการเงิน และความต้องการสนับสนุนภาคธุรกิจในการเปลี่ยนผ่าน
ธนาคารจึงเดินหน้ากลยุทธ์ “Digital Bank with Human Touch” โดยมุ่งสู่การเป็น Universal Digital Bank และเป็นอันดับหนึ่งด้าน Wealth Management ซึ่งจะเน้นการให้บริการที่ไร้รอยต่อทุกช่องทาง ผ่านการผสานเทคโนโลยีดิจิทัลกับการบริการที่ใส่ใจทุกมิติ นอกจากนี้ ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการดูแลและพัฒนาคุณภาพสินเชื่อ ซึ่งถือเป็นธุรกิจหลัก เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและรับมือกับความท้าทายในอนาคต
สำหรับระยะ 3 ปีข้างหน้า (ปี 2569-2571) ธนาคารจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจภายใต้ กลยุทธ์หลัก ดังนี้ :
- การเติบโตของสินเชื่ออย่างมีคุณภาพด้วยแนวทางแบบบูรณาการ (Quality Loan Growth with Integrated Deal) เชื่อมโยงกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่ และลูกค้ารายย่อย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปล่อยสินเชื่อ บริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า สำหรับลูกค้าขนาดใหญ่ เน้นการขยายความร่วมมือกับกลุ่มลูกค้าหลัก และการบริหารความเสี่ยงพอร์ตสินเชื่อเชิงรุก ส่วนลูกค้ารายย่อย เร่งขยายพันธมิตร สร้างสมดุลระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยง เพื่อรักษาฐานลูกค้า และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
- การเร่งเพิ่มรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII acceleration) ผ่านธุรกิจหลัก ได้แก่
- การยกระดับธุรกรรมทางการเงิน (Transactional Banking) ด้วยการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในผลิตภัณฑ์หลัก เช่น การบริหารเงินสด (Cash Management) การค้า (Trade) อัตราแลกเปลี่ยน (Foreign Exchange) และพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อเชื่อมต่อกับพันธมิตรเชิงพาณิชย์
- การขยายธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Business) ด้วยการเป็นที่ปรึกษาหลักในการวางแผนทางการเงิน การลงทุน และการบริหารสินทรัพย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างบูรณาการ พร้อมการใช้ AI เพื่อเสนอคำแนะนำการลงทุนแบบเฉพาะบุคคล และนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงผ่านช่องทางดิจิทัล
- การเพิ่มขีดความสามารถการบริหารการลงทุน (Investment and Treasury) โดยการเพิ่มประสิทธิภาพและขยายการลงทุน ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงและกระบวนการติดตามระดับความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด
AI คือ “กลไกเชิงกลยุทธ์”
ตอบโจทย์รู้ใจมนุษย์
นายกฤษณ์กล่าวว่า สำหรับก้าวต่อไปในปี 2569 AI จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ระบบอัตโนมัติ แต่จะก้าวมาเป็น “กลไกเชิงกลยุทธ์” ที่จะเข้ามาปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานและสร้างความแตกต่างอย่างยั่งยืนให้กับทางธนาคาร โดยไทยพาณิชย์มีเป้าหมายที่จะผสานเทคโนโลยีเข้ากับความเข้าใจมนุษย์ผ่าน 3 มิติสำคัญ ดังนี้
- เปลี่ยนจาก “ผู้ให้บริการ” สู่ “ที่ปรึกษาที่รู้ใจ” ไทยพาณิชย์กำลังสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนมีที่ปรึกษาทางการเงินส่วนตัว พร้อมให้ความช่วยเหลือตลอดเวลา โดย AI จะทำหน้าที่เชื่อมต่อทุกช่องทางเข้าด้วยกัน ไม่ว่าลูกค้าจะคุยกับเราผ่านแอป หรือสาขา สามารถเข้าใจความต้องการของลูกค้าพร้อมทั้งบริบทต่างๆ เพื่อให้บริการอย่างต่อเนื่องแม้ว่าลูกค้าจะเปลี่ยนช่องทางการติดต่อ
นอกจากนี้ ยังยกระดับการบริหารความมั่งคั่งด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อเสนอการปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับจังหวะชีวิตและเป้าหมายของลูกค้าแต่ละคนอย่างแท้จริง รวมถึงการให้บริการที่ปรึกษาอัจฉริยะ ที่พร้อมให้คำปรึกษาได้ตลอด 24 ชั่วโมง
- รวดเร็วแต่ปลอดภัย หัวใจของการแข่งขัน ในโลกการเงินที่หมุนเร็ว “ความไว” คือแต้มต่อ แต่ความไวต้องมาพร้อมกับ “ความปลอดภัย” ไทยพาณิชย์จึงนำ AI มาพลิกโฉมงานสินเชื่อ โดย AI ไม่ได้มีไว้แค่ช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก และทำให้การอนุมัติสินเชื่อเป็นไปอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญของมันคือการทำหน้าที่เป็นผู้จัดการความเสี่ยงอัจฉริยะ ที่ทำงานตลอดเวลาเพื่อสอดส่องและวิเคราะห์ความผิดปกติ รวมถึงตรวจจับความเสี่ยงหรือการทุจริตในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนที่จะเกิดความเสียหาย
- เพิ่มประสิทธิภาพให้ “คน” ไม่ใช่แทนที่ ธนาคารเชื่อเสมอว่า เทคโนโลยีที่ดีที่สุดคือเทคโนโลยีที่ช่วยให้คนทำงานได้ดีขึ้น จึงใช้ AI เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะให้กับพนักงาน ช่วยจัดการงานที่ต้องทำซ้ำเป็นประจำ เพื่อให้พนักงานของเรามีเวลาโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญกว่า นั่นคือ การดูแลลูกค้าด้วยความเข้าอกเข้าใจ เปลี่ยนบทบาทจากพนักงานขาย สู่การเป็นที่ปรึกษามืออาชีพอย่างเต็มภาคภูมิ
ทั้งนี้ ธนาคารมีแนวทางในการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้โดยพิจารณารูปแบบที่เหมาะสมกับความสามารถในการชำระคืนของลูกหนี้แต่ละราย พร้อมนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมและหลักประกันเพื่อช่วยจัดสรรการให้ความช่วยเหลือและการติดตามหนี้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ โดยธนาคารได้อำนวยความสะดวกแก่ลูกหนี้ในการขอรับความช่วยเหลือในทุกช่องทางทั้งที่สาขา Call
เตรียมพร้อมรับมือ
ผู้เล่นใหม่ Virtual Bank
ส่วนการเปิดตัว Virtual Bank นายกฤษณ์มองว่า จะยกระดับการแข่งขันในอุตสาหกรรมการเงินและสร้างการเข้าถึงได้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้ารายย่อย ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลขนาดใหญ่ ส่งผลให้ธนาคารต้องเผชิญความท้าทายและดำเนินกลยุทธ์ที่สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่
1.ด้านการให้บริการ ยกระดับการทำธุรกรรมออนไลน์ให้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากขึ้น เป็นศูนย์กลางการบริการที่ลูกค้าไว้วางใจและเชื่อใจ ตอบโจทย์ในทุกธุรกรรมแบบครบวงจร เพื่อรักษาฐานลูกค้า และพร้อมใช้จุดแข็งด้านสาขาและช่องทางแบบ Human Touch เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าแบบ Seamless Omnichannel ซึ่งเป็นมิติที่ Virtual Bank ไม่สามารถทดแทนได้
2.ด้านเทคโนโลยี/นวัตกรรม เร่งพัฒนาและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI และ Data -driven ทั้งในระบบของธนาคารและการวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้า เพื่อเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เหมาะสม ตรงความต้องการของลูกค้า และทันท่วงที
3.ด้านต้นทุน Virtual Bank อาจมีโครงสร้างต้นทุนที่ต่ำกว่า หรือเสนอสินค้าและบริการได้ในราคาถูกกว่า ธนาคารจึงต้องพยายามปรับลดต้นทุนในทุกภาคส่วน และพยายามปรับกระบวนการดำเนินงานผสานกับการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อให้มีโครงสร้างต้นทุนที่แข่งขันได้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ธนาคารยกระดับยุทธศาสตร์ด้าน Green Finance และความยั่งยืน โดยเน้นสนับสนุนสินเชื่อและการลงทุนที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับมาตรฐาน Thailand Taxonomy และสากล พร้อมผลักดันวงเงินสินเชื่อสีเขียว กว่า 200,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2566-2568 สำหรับหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น พลังงานสะอาด อาคารสีเขียว และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) นอกจากนี้ ยังตอบรับนโยบายรัฐที่เร่งเป้าหมาย Net Zero ปี 2593
โดยธนาคารมุ่งลดการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินงานของตนเอง และสนับสนุนลูกค้าให้แข่งขันได้ในตลาดโลกที่เข้มงวดขึ้น ควบคู่กับการเดินหน้าเป้าหมายระยะยาวของธนาคาร ได้แก่การลดการปล่อยจากการดำเนินงานของตนเอง (Scope 1-2) ภายในปี 2573 และการมุ่งสู่ Net Zero Financed Emissions ภายในปี 2593 เพื่อสร้างความสามารถแข่งขันของลูกค้าและเศรษฐกิจไทยบนมาตรฐานโลกที่เข้มข้นขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมกราคม 2569 ฉบับที่ 525 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://ma.co.th/product-category/mb-shop/