โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กางกลยุทธ์ CEA ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นเครื่องยนต์ใหม่เศรษฐกิจไทย

Amarin TV

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
กางกลยุทธ์ CEA ปี 69 ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นเครื่องยนต์ใหม่เศรษฐกิจไทย

ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศของไทยอ่อนแรง และเศรษฐกิจโลกที่ปั่นป่วนก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องหาเครื่องยนต์ใหม่ ๆ มาเสริมแรงขับเคลื่อน สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เสนอว่า ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ สามารถเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทยได้

CEA ได้เปิดวิสัยทัศน์และกลยุทธ์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยปี 2569 ในงาน ‘CEA Forum 2026’ ภายใต้ธีม “Empower Creative Thailand, Ignite Economic Impact พลังสร้างสรรค์ สู่เศรษฐกิจสร้างชาติ” เมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ที่มีการตั้งเป้าหมายขยายฐานผู้ประกอบการ สร้างผลงานทรัพย์สินทางปัญญาใหม่ และผลักดันมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (GVA) ให้เติบโต เพื่อยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เครื่องยนต์ใหม่ในยุคโลกผันผวน

ไชยยง รัตนอังกูร ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวปาฐกถาเปิดงาน CEA Forum 2026 ในหัวข้อ “Creative Nation & Global Outlook 2026” โดยกล่าวถึงความท้าทายที่เศรษฐกิจไทยเผชิญอยู่ และการเติบโตซึ่งถูกประเมินว่าจะโตเพียง 1.5%-2% เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากปัจจัยลบทั้งภายนอกและภายใน ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า ซึ่งส่งผลให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ตลาด ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคของโลก หรือความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วที่กระทบทั้งภาคเกษตรและการท่องเที่ยว

สถานการณ์ท้าทายดังกล่าวสะท้อนว่า ประเทศไทยไม่สามารถพึ่งพาโมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมที่อาศัยข้อได้เปรียบเรื่องต้นทุนแรงงานต่ำ และทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ได้อีกต่อไป ไชยยงเสนอว่า การรับมือโจทย์ใหญ่ของประเทศ จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจกลุ่มใหม่ ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์จะเข้ามาเป็นเครื่องยนต์ที่ช่วยสร้างฐานรายได้ใหม่ให้ประเทศไทยได้

ไชยยงอธิบายว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ คือ การสร้างรายได้จากความคิดสร้างสรรค์ โดยประกอบขึ้นจากไอเดีย เนื้อหา และทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ซึ่งสามารถถ่ายทอดและส่งออกผ่านบริการดิจิทัล คอนเทนต์ และประสบการณ์ เช่น ดนตรี ภาพยนตร์ เกม การออกแบบ ไปจนถึงการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ซึ่งจุดเด่นของเศรษฐกิจประเภทนี้ คือ ไม่ได้แข่งขันด้านราคาเป็นหลัก แต่เน้นแข่งขันด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม อีกทั้งยังสามารถส่งออกข้ามพรมแดนไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยงจากซัพพลายเชนโลจิสติกส์ได้

นอกจากนั้น เศรษฐกิจสร้างสรรค์ยังเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรายเล็ก เพราะสามารถกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่นและเมืองรองได้มาก ผ่านการพัฒนา IP ให้เข้าถึงตลาดต่างประเทศโดยไม่ต้องพึ่งการลงทุนโครงสร้างขนาดใหญ่ ส่งเสริมชุมชนให้ปรับเปลี่ยนการขายวัตถุดิบแบบดั้งเดิม สู่การขายประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ของสินค้าผ่านเรื่องเล่าและการสร้างแบรนด์

ดังนั้น ปี 2569 จึงถูกมองว่าเป็นปีทองแห่งโอกาสในการที่ประเทศไทยจะได้ส่งเสริมศักยภาพ เพื่อยกระดับเป็นชาติแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ ‘Creative Nation’ และสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่

เปิดกลยุทธ์ CEA เร่งเครื่องเศรษฐกิจใหม่

ภาพอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยถูกขยายต่อโดย ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่ระบุว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยมีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (GVA) สูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท คิดเป็น 8.01% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (GDP) เป็นภาคอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวได้เร็วและแข็งแรงกว่าภาพรวมเศรษฐกิจในยามวิกฤต สร้างมูลค่าการส่งออกกว่า 391,000 ล้านบาท และสร้างตำแหน่งงานให้ประเทศ โดยมีผู้ประกอบอาชีพนักสร้างสรรค์อยู่ถึง 980,000 คน

“ดังนั้น อุตสาหกรรมสร้างสรรค์จึงไม่ใช่อุตสาหกรรมเสริม แต่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ควรได้รับการสนับสนุน”

ดร.ชาคริตชี้ว่า การวางแผนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในปี 2569 ให้ประสบผลสำเร็จได้นั้น ต้องคำนึงถึง 6 เทรนด์และการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม ตั้งแต่ (1) Tech & AI Acceleration – การเร่งตัวของเทคโนโลยีและ AI ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าการผลิตคอนเทนต์ (2) Platform Power – โอกาสอันไร้พรมแดนบนแพลตฟอร์ม (3) Creator Economy – เศรษฐกิจครีเอเตอร์ไทยมีมูลค่าพุ่งแตะ 45,000 ล้านบาท (4) Regional Rising – การเติบโตของภูมิภาค (5) New Consumerism – ชนชั้นกลางใหม่ที่พร้อมจ่ายให้ประสบการณ์และดิจิทัลไลฟ์สไตล์ และ (6) High-Value IP – การสร้างมูลค่าจากทรัพย์สินทางปัญญา (IP)

จากบริบทดังกล่าว การวางกลยุทธ์ของ CEA ในปี 2569 จึงพัฒนามาให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ โดยมุ่งยกระดับเพื่อเปลี่ยน ‘ทุนวัฒนธรรม’ ไปเป็น ‘เศรษฐกิจฐาน IP’ ที่มีมูลค่าสูงและจับต้องได้จริง ผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ คือ

  • พัฒนาคนด้วย AI และความคิดสร้างสรรค์ เช่น การยกระดับสู่ New TCDC ไปทุกภูมิภาค และติดอาวุธทักษะ AI ให้คนทำงาน
  • ยกระดับเมืองสู่เวทีโลก เช่น การสร้าง City Branding เพื่อให้เมืองมีจุดขายที่ชัดเจน
  • เปลี่ยนวัฒนธรรมเป็นทรัพย์สินที่บ่มเพาะผลงานได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
  • ขยายธุรกิจด้วยแพลตฟอร์ม เช่น การจัดงาน Bangkok International Content Market (BICM) ภายใต้งาน Thailand International Content IP Expo (TICIP) ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายคอนเทนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เพื่อให้ขายงานได้จริง

จากกลยุทธ์ทั้งหมดนี้ CEA จะผลักดันไปสู่เป้าหมายสำคัญ 4 ข้อ ได้แก่

  • สร้างผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นอีก 300,000 ราย
  • สร้างผลงาน IP ใหม่มากกว่า 350 รายการเพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์
  • ผลักดันรายได้เฉลี่ยของผู้ประกอบการสร้างสรรค์ให้เพิ่มขึ้นมากกว่า 30%
  • ผลักดัน GVA ของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เติบโต 5%

“ทั้งหมดนี้จะช่วยให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เข้ามาเป็นฟันเฟืองหลักเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ” ดร.ชาคริตกล่าว

เปิด TCDC 20 จังหวัด หนุน ‘แบรนด์เมือง’ และ ‘นักสร้างสรรค์’

ในมิติการพัฒนาเมืองและคนสร้างสรรค์ พิชิต วีรังคบุตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวถึงแผนงานการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ปี 2569 ว่า CEA มีไฮไลต์โครงการและเป้าหมายสำคัญตลอดปี เช่น ‘ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ’ (Thailand Creative & Design Center: TCDC) เตรียมมุ่งสู่บทบาทใหม่ โดยปรับจากการเป็นพื้นที่แรงบันดาลใจสู่แพลตฟอร์มเพื่อพัฒนาคนและเพิ่มทักษะสร้างสรรค์ พร้อมตั้งเป้าหมายการเปิด ‘New TCDC’ แห่งใหม่ใน 20 จังหวัด และเปิดให้บริการ CEA สาขาภาคใต้ที่สงขลา ซึ่งเป็นสาขาหลักที่จะดูแลอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในกลุ่มจังหวัดภาคใต้

นอกจากนั้น CEA ยังตั้งเป้าใช้การจัดเทศกาลสร้างสรรค์ให้เป็นเครื่องมือพัฒนาเมืองและสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ ตั้งแต่ระดับเล็กไปจนถึงระดับเมือง ซึ่งในปีนี้ CEA จัดทำโครงการ ‘เนรมิต’ (Creative City & Place Branding) เพื่อขับเคลื่อน ‘แบรนด์เมืองสร้างสรรค์’ ใน 9 จังหวัดกระจายทุกภูมิภาค และมีกิจกรรม ‘Festival Creator 2026’ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาผู้จัดเทศกาลในท้องถิ่นและช่วยให้เกิดเทศกาลที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และมีความต่อเนื่องในระยะยาว

“ทั้งหมดนี้เพื่อให้การพัฒนาเมืองในประเทศเติบโตโดยไม่กระจุกอยู่รวมกัน แต่กระจายการเติบโตอย่างทั่วถึง ส่งเสริมให้ทุกเมืองน่าอยู่ น่าลงทุน และน่าเที่ยว อย่างเป็นระบบและยั่งยืน”

อัดอีเวนต์ดันคอนเทนต์-ดนตรีไทยสู่สายตาชาวโลก

ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อินทพันธุ์ บัวเขียว รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นำเสนอแผนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย ทั้งในกลุ่มคอนเทนต์ ดนตรี โฆษณา สถาปัตยกรรม การออกแบบ และสินค้าและบริการสร้างสรรค์ โดยปีนี้ยังคงโฟกัสที่คอนเทนต์ (ภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน) และดนตรี ผ่านโครงการ Content Lab 2026 ที่จัดขึ้นมาเป็นปีที่ 4 เพื่อพัฒนาทักษะและยกระดับศักยภาพโปรเจ็กต์ของนักสร้างสรรค์สายภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน

ในอีกทางหนึ่ง CEA ร่วมจัดงาน ‘Thailand International Content IP Expo (TICIP)’ กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดตลาดซื้อขายโปรเจ็กต์คอนเทนต์ระดับนานาชาติ และสร้างตลาดซื้อขาย IP คอนเทนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

ส่วนการผลักดันศิลปินไทยและอุตสาหกรรมดนตรีสู่ตลาดสากล CEA จัดทำโครงการ ‘Music Exchange 2026’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยใช้กลยุทธ์ PUSH ตั้งเป้าส่งศิลปินไทยกว่า 40 ศิลปิน/วง เข้าร่วมงานเทศกาลดนตรีนานาชาติกว่า 40 งานใน 11 ตลาดเป้าหมายในทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกา เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจให้ศิลปินไทย

ขณะเดียวกัน จะใช้กลยุทธ์ PULL ดึงตัวแทนธุรกิจดนตรีระดับสากลจาก 5 ประเทศหลัก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และเวียดนาม เข้าจับคู่ธุรกิจกับบริษัท/ค่ายเพลงไทยกว่า 75 แห่ง ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มจำนวนการมองเห็น (Eyeballs) ในระดับนานาชาติให้กับศิลปินไทยไม่น้อยกว่า 24 ล้านครั้ง และเป็นตัวคูณเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้อุตสาหกรรมดนตรีขึ้นอีกเท่าตัว

“ปี 2569 เป็นปีที่เราจะตอกย้ำภาพของประเทศไทยในฐานะ ‘Creative Nation’ ทดแทนภาพของเศรษฐกิจที่พึ่งพิงการแข่งขันด้วยแรงงานราคาถูกหรือปริมาณการผลิต เปลี่ยนผ่านสู่การแข่งขันทางเศรษฐกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ เรื่องเล่า ประสบการณ์ และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคง” ไชยยงกล่าวปิดท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...