โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ร้านราเมงญี่ปุ่นแบนลูกค้าชาวจีน อ้างก่อความวุ่นวาย ซ้ำเก็บค่าอาหารเมนูภาษาอังกฤษแพงกว่าปกติ

เดลินิวส์

อัพเดต 16 มกราคม 2569 เวลา 20.14 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ร้านราเมงต้นเรื่องระบุว่า ถูกบีบให้ต้องแจ้งตำรวจ หลังจากเจอลูกค้าชาวจีนแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ขณะที่นักสืบโซเชียลอ้างว่า สาเหตุที่แท้จริงคือนโยบายการตั้งราคาแบบสองมาตรฐาน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความขัดแย้งระหว่างผู้ประกอบการท้องถิ่นของญี่ปุ่นกับนักท่องเที่ยวชาวจีน เมื่อไม่นานมานี้ โดยต้นเรื่องมาจากร้านราเมงสไตล์อิเอะเคย์ ในเมืองโอซากา ได้จุดชนวนความขัดแย้งด้วยการสั่งแบนลูกค้าชาวจีน โดยกล่าวหาว่าคนกลุ่มนี้เป็น “ตัวก่อปัญหา”

ร้านราเมงดังกล่าวประกาศผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมาว่า ห้ามชาวจีนทุกคนเข้าใช้บริการของทางร้าน โดยระบุว่ามีลูกค้าชาวจีนรายหนึ่ง ก่อความวุ่นวายในร้านจนทำให้ต้องเรียกตำรวจมาจัดการ

โพสต์ดังกล่าวระบุว่าร้อยละ 90 ของปัญหาของชาวต่างชาติที่ร้านนั้น เกี่ยวข้องกับลูกค้าชาวจีน ข้อความนี้นำไปสู่ความขัดแย้งและข้อกล่าวหาเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ โดยโพสต์ดังกล่าวมียอดเข้าชมถึง 33 ล้านครั้ง และมีความคิดเห็นกว่า 1,800 ข้อความ บางคนขอให้ทางร้านแสดงหลักฐานเพื่อยืนยันคำกล่าวอ้างว่า "ร้อยละ 90" ของผู้ก่อปัญหาคือชาวจีน ขณะที่บางคนกล่าวว่า ไม่ยุติธรรมที่จะตำหนิแบบเหมารวมคนทั้งประเทศ เพียงเพราะการกระทำของบุคคลเพียงคนเดียว

นอกจากนี้ ยังมีผู้ระบุว่าสาเหตุที่แท้จริงของ "ความวุ่นวาย" คือนโยบายการตั้งราคาสองมาตรฐานของร้าน โดยอ้างอิงจากภาพถ่ายเครื่องสั่งอาหารที่ชาวเน็ตรายหนึ่งโพสต์ไว้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ราคาอาหารในเมนูภาษาอังกฤษนั้นสูงกว่าราคาอาหารในเมนูภาษาญี่ปุ่นเกือบเท่าตัว

ชาวเน็ตบางรายตั้งข้อสังเกตว่านโยบายราคาแบบนี้อาจใช้ได้ผลกับนักท่องเที่ยวชาติอื่น แต่ไม่ใช่กับชาวจีนที่สามารถอ่านตัวอักษรคันจิของญี่ปุ่น ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากตัวอักษรจีนได้ จึงเชื่อว่าร้านค้าอาจตีความการร้องเรียนเรื่องราคาที่ไม่สมเหตุสมผลของลูกค้าชาวจีนผิดไปว่าเป็นการ "ก่อความวุ่นวาย”

ต่อมาในวันที่ 7 มกราคม 2569 เจ้าของร้านซึ่งระบุเพียงชื่อสกุลว่า อาริอิ ได้ตอบโต้ข้อพิพาทผ่านแพลตฟอร์มวิดีโอ โดยยืนยันว่าการตั้งราคาสองมาตรฐานไม่ได้พุ่งเป้าไปที่คนต่างชาติ แต่มีเป้าหมายอยู่ที่ "คนที่ไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น" ซึ่งมีผู้โต้แย้งว่า การใช้เรื่องภาษามาเป็นข้ออ้างนั้นฟังไม่ขึ้น เพราะยุคนี้สามารถใช้แอปแปลภาษาได้

นอกจากนี้ยังมีผู้แสดงความเห็นการตั้งราคาแบบสองมาตรฐานมักพบเห็นได้ตามแหล่งท่องเที่ยว แต่แทบจะไม่พบในร้านอาหาร หากราคาเปลี่ยนไปตามภาษาที่ใช้เรียกชื่ออาหาร ย่อมนำไปสู่ปัญหาแน่นอน พร้อมตั้งคำถามว่า ผู้ที่จ่ายแพงกว่าจะได้รับผลิตภัณฑ์หรือบริการพิเศษเพิ่มขึ้นหรือไม่

ขณะเดียวกันก็มีคนบางกลุ่มสนับสนุนวิธีการของเจ้าของร้าน โดยมองว่าคนในท้องถิ่นควรได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่า

ร้านราเมงดังกล่าวมีสาขาในเมืองนาราด้วย แต่เจ้าของร้านไม่ได้ระบุว่าจะแบนชาวจีนด้วยหรือไม่

ก่อนหน้านี้เคยมีร้านบุฟเฟ่ต์ในโตเกียว ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากการเก็บค่าบริการพิเศษจากผู้ที่ไม่พูดภาษาญี่ปุ่นหรือนักท่องเที่ยวเป็นเงิน 1,100 เยน (ประมาณ 217 บาท) จนถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกเกลียดกลัวชาวต่างชาติและเลือกปฏิบัติ

นอกจากนี้ ในเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว สวนสนุก ‘จังเกลีย’ ในโอกินาวา ก็เคยตกเป็นข่าวจากการเก็บค่าเข้าชมจากผู้ที่ไม่ใช่ในท้องที่ในราคาแพงกว่าปกติ โดยบวกเพิ่มเข้าไปอีก 1,870 เยน (ประมาณ 370 บาท)

มันซากุ คันดะ ทนายความชาวญี่ปุ่นให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์กฎหมาย bengo4.com เกี่ยวกับการตั้งราคาของสถานประกอบการเอกชนว่า ธุรกิจเอกชนมีเสรีภาพในการตั้งราคา ตราบใดที่ส่วนต่างนั้นสมเหตุสมผล และ “ไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่สมควร"

ที่มา : scmp.com

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...