โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทริส ลดเรทติ้งหุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน ORI

การเงินธนาคาร

อัพเดต 16 มกราคม 2569 เวลา 23.27 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ทริส คงอันดับเครดิตองค์กรของ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ หรือ ORI ที่ระดับ “BBB+” แนวโน้ม “ลบ” ขณะที่ลดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันเป็น “BBB” จากเดิม “BBB+” สะท้อนแนวโน้มการได้รับชำระคืนหนี้ที่อ่อนแอลงของผู้ถือหุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน หลังคาดสัดส่วนหนี้ที่มีหลักประกันจะเกิน 50% ของหนี้รวมในระยะใกล้

เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2569ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กรของ บมจ. ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) ที่ระดับ “BBB+” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Negative” หรือ “ลบ” ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งปรับลดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันเป็น “BBB” จากเดิม “BBB+” เพื่อสะท้อนถึงแนวโน้มการได้รับชำระคืนหนี้ที่อ่อนแอลงของผู้ถือหุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน เนื่องจากคาดว่าสัดส่วนหนี้ที่มีหลักประกันจะเกิน 50% ของหนี้รวมในระยะใกล้นี้

นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ มีหลักประกันชุดใหม่วงเงินไม่เกิน 950 ล้านบาทที่ระดับ “BBB+” และหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันวงเงินไม่เกิน 1,350 ล้านบาทที่ระดับ “BBB” โดยหุ้นกู้ทั้งสองชุดมีอายุไม่เกิน 4 ปี

อันดับเครดิตของหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ มีหลักประกันที่เสนอขายสอดคล้องกับอันดับเครดิตองค์กร สะท้อนถึงแนวโน้มการได้รับชำระคืนที่ใกล้เคียงกับหนี้ที่มีหลักประกันอื่น ๆ ซึ่งเป็นสัดส่วนหลักของหนี้รวมของบริษัท โดยหุ้นกู้มีหลักประกันดังกล่าวมีหลักประกันเป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และห้องชุดเพื่อการพาณิชย์ รวมมูลค่าประเมินเฉลี่ยประมาณ 1,155 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 1.2 เท่าของมูลค่าหุ้นกู้มีหลักประกันที่ออกใหม่

ทริส ระบุว่า อันดับเครดิตของ ORI สะท้อนถึงสถานะทางการตลาดที่อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ในอุตสาหกรรมพัฒนาที่อยู่อาศัย และยอดขายที่รอรับรู้เป็นรายได้ค่อนข้างมาก

อย่างไรก็ตาม จุดแข็งเหล่านี้ถูกลดทอนบางส่วนจากความสามารถในการทำกำไรที่ลดลงท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาด รวมถึงภาระหนี้ระดับสูงและสภาพคล่องที่ตึงตัว ทั้งนี้ หากการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานช้ากว่าที่คาดและมีความเสี่ยงด้านการดำเนินงานในการส่งมอบยอดขายรอโอนให้เป็นไปตามแผน อาจส่งผลให้อันดับเครดิตถูกปรับลดลงได้ในระยะใกล้

ผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (9M68) อ่อนแอกว่าที่คาดไว้ โดยบริษัทมีรายได้ 6.9 พันล้านบาท คิดเป็น 60% ของประมาณการทั้งปี และลดลง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งรายได้จากการขายที่อยู่อาศัยและค่าบริหารจัดการรวมกันอยู่ที่ 5.2 พันล้านบาท ลดลง 26% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และทำได้เพียง 50% ของเป้าหมายทั้งปี การลดลงนี้มีสาเหตุหลักจากความล่าช้าในการก่อสร้างและการเลื่อนการโอนกรรมสิทธิ์ของโครงการคอนโดมิเนียมบางโครงการ

รวมถึงมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่สูง นอกจากนี้ การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 35.6% จาก 39.4% ในปีก่อนหน้า ส่งผลให้ EBITDA ของบริษัทลดลงเหลือ 1.9 พันล้านบาทในช่วง 9M68 ลดลงถึง 40% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ภาระหนี้ของบริษัทยังคงอยู่ในระดับสูง โดยอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทซึ่งรวมหนี้จากโครงการร่วมทุนตามสัดส่วน 51% อยู่ที่ 64% ณ เดือนกันยายน 2568 ลดลงเล็กน้อยจากระดับ 65% ในปี 2567 หลังจากบริษัทลดการเปิดโครงการใหม่ ชะลอการซื้อที่ดิน และขายสินทรัพย์โรงแรมบางส่วนออกไป ขณะเดียวกัน อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินลดลงเป็น -1.4% เทียบกับ 1.4% ในปี 2567 และยังคงต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของทริสเรทติ้งที่กำหนดไว้ที่ 5% อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งคาดว่าภาระหนี้ของบริษัทจะทยอยลดลง เนื่องจากบริษัทมีแผนจะขายหุ้นในโครงการที่บริษัทเป็นเจ้าของให้กับบริษัทร่วมลงทุน อีกทั้ง บริษัทยังมีแผนจะจำหน่ายการลงทุนในโรงแรมบางแห่งเพื่อช่วยลดภาระหนี้สินของบริษัทด้วย

ทริสเรทติ้งประเมินว่าสภาพคล่องของบริษัทค่อนข้างตึงตัวแต่อยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดย ณ เดือนกันยายน 2568 บริษัทมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้าจำนวน 1.6 หมื่นล้านบาทซึ่งประกอบด้วยเงินกู้ระยะสั้นจำนวน 1.1 พันล้านบาท หุ้นกู้ 7.6 พันล้านบาท เงินกู้โครงการและตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 7.1 พันล้านบาท และหนี้สินตามสัญญาเช่าการเงิน 0.2 พันล้านบาท

โดยตั๋วสัญญาใช้เงินส่วนใหญ่เป็นเงินทุนหมุนเวียนและเป็นเงินกู้ชั่วคราวเพื่อซื้อที่ดิน ซึ่งคาดว่าจะทยอยแปลงเป็นเงินกู้โครงการต่อไป ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะจ่ายชำระหนี้เงินกู้โครงการด้วยกระแสเงินสดจากการโอนโครงการที่อยู่อาศัย ในขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนจะรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ที่ครบกำหนดด้วยการออกหุ้นกู้ชุดใหม่และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานรวมถึงเงินที่ได้จากการขายโรงแรม

ขณะที่แหล่งเงินทุนของบริษัท ณ เดือนกันยายน 2568 ประกอบด้วยเงินสดในมือจำนวน 0.8 พันล้านบาทและวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกจำนวน 1.2 พันล้านบาท เงินทุนจากการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 12 เดือนข้างหน้าคาดว่าจะอยู่ที่ 1.4 พันล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทยังมีสินทรัพย์ที่ไม่มีภาระผูกพันมูลค่าประมาณ 1.23 หมื่นล้านบาท ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันสำหรับเงินกู้ใหม่ได้หากจำเป็น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบริษัทมีสภาพคล่องที่ตึงตัว ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะบริหารจัดการและเตรียมความพร้อมด้านสภาพคล่องอย่างรอบคอบเพื่อให้มีเงินสำรองเพียงพอสำหรับชำระหนี้ที่จะครบกำหนด

ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไขทางการเงินของเงินกู้ยืมที่มีกับธนาคารและหุ้นกู้ บริษัทจะต้องดำรงอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นไม่ให้เกินกว่า 2.5 เท่า โดยอัตราส่วนดังกล่าวของบริษัท ณ เดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ระดับ 1.5 เท่า ทริสเรทติ้งมองว่าบริษัทไม่น่าจะมีปัญหาในการปฏิบัติตามเงื่อนไขทางการเงินในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า

ณ เดือนกันยายน 2568 บริษัทมีหนี้สินรวมซึ่งไม่รวมหนี้สินตามสัญญาเช่าจำนวน 3.5 หมื่นล้านบาท โดยหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนอยู่ที่จำนวน 1.88 หมื่นล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยหนี้ที่มีหลักประกันของบริษัทและภาระหนี้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นโดยบริษัทย่อย ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนอยู่ที่ 56% ซึ่งหลังจากบริษัทออกหุ้นกู้มีหลักประกันได้ตามแผน อัตราส่วนหนี้ที่มีหลักประกันคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 52% ดังนั้น อันดับเครดิตของหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบริษัท จึง

ถูกกำหนดให้ต่ำกว่าอันดับเครดิตองค์กร 1 ขั้นเพื่อสะท้อนถึงความเสียเปรียบของเจ้าหนี้หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันในการเรียกร้องสิทธิในทรัพย์สินของบริษัท

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต “Negative” หรือ “ลบ” สะท้อนถึงผลการดำเนินงานของบริษัทที่อ่อนแอกว่าที่คาดไว้ รวมทั้งความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวของธุรกิจ ซึ่งเกิดจากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยในระดับสูงและความล่าช้าในการก่อสร้างโครงการคอนโดมิเนียมหลายโครงการ

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

แนวโน้มอันดับเครดิตอาจถูกปรับเป็น “Stable” หรือ “คงที่” หากบริษัทสามารถเพิ่มความสามารถในการทำกำไรและลดระดับภาระหนี้ลง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนลดลงต่ำกว่า 60% และอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินสูงกว่า 5% ในทางกลับกัน อันดับเครดิตอาจถูกปรับลดลง หากผลการดำเนินงานหรือระดับภาระหนี้ของบริษัทอ่อนแอลงจากประมาณการพื้นฐานของทริสเรทติ้ง

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

  • เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 29 ธันวาคม 2568
  • อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงินสำหรับธุรกิจทั่วไป, 7 พฤศจิกายน 2568
  • เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตกลุ่มธุรกิจ, 25 สิงหาคม 2568
  • เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้, 26 ธันวาคม 2567
  • การจัดอันดับเครดิตบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย, 12 มกราคม 2566
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...