โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปตท. เชื่อมรัฐ-เอกชน-คนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

เดลินิวส์

อัพเดต 17 มกราคม 2569 เวลา 3.24 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
จากนโยบายสู่การลงมือทำจริง ‘Sustainability Spark’ เวทีที่รัฐ เอกชน และคนรุ่นใหม่ ร่วมวางเส้นทางไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

กลุ่ม ปตท. จัดงาน ‘Sustainability Spark by PTT Group 2026: Sparking the Future พลังจุดประกายอนาคต’ ระหว่างวันที่ 16-17 มกราคม 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน เพื่อเป็นเวทีความร่วมมือด้านความยั่งยืนระดับประเทศ เปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้เชี่ยวชาญ และภาคธุรกิจจากทั้งในและต่างประเทศ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด นโยบาย และนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของไทย

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ‘ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘Thailand’s New Horizon: ประเทศไทยแข็งแกร่งและยั่งยืนท่ามกลางโลกผันผวนและความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ’ โดยกล่าวว่า การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่ภาระของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีขึ้นให้กับประเทศ

รัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจนในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 และได้เห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อวางกรอบกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล หนึ่งในกลไกสำคัญคือการกำหนดราคาคาร์บอนภาคบังคับ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับทิศทางใหม่ของโลก

พร้อมชี้ว่า เทคโนโลยีการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (CCUS) เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ โดยเห็นถึงความมุ่งมั่นของกลุ่ม ปตท. ในการผลักดันเทคโนโลยีดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ควบคู่กับการลงทุนจากภาคเอกชน และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้การพัฒนาความยั่งยืนเกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

ด้าน ‘ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่ม ปตท. มีบทบาทหลักในการดูแลเสถียรภาพด้านพลังงาน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจและสังคมไทย ควบคู่กับการเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกขั้นตอนการดำเนินงาน ภายใต้แนวคิด “ความยั่งยืนอย่างสมดุล” ที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการที่ดีไปพร้อมกัน

งาน Sustainability Spark ครั้งนี้ จึงถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่กลางที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาชน เข้าด้วยกัน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวคิด และแนวปฏิบัติที่สามารถต่อยอดสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย Net Zero ในระยะยาว

ไฮไลต์หลักของงานประกอบด้วยเวทีสัมมนาตลอดสองวัน ที่รวบรวมผู้นำและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขากว่า 40 คน มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและเชิงกลยุทธ์ ตั้งแต่บทเรียนจากสหราชอาณาจักรในการใช้มาตรการภาครัฐผลักดันเป้าหมาย Net Zero ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ การวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืนและโอกาสทางธุรกิจในภาคพลังงาน อุตสาหกรรม คมนาคม และเกษตรกรรม หลังการประชุม COP30 ตลอดจนมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจาก S&P Global, Bloomberg และ McKinsey & Company

นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการที่นำเสนอการดำเนินงานจริงของกลุ่ม ปตท. ในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการลงทุนในพลังงานและผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงกิจกรรมที่สะท้อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

ขณะเดียวกัน เวที Spark Lab และ Spark Hack ยังเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และคนรุ่นใหม่ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองและเสนอแนวคิดด้านนวัตกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ส่วน Spark Market และกิจกรรม Business Matching เน้นไปที่การเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจด้านความยั่งยืน ตั้งแต่โซลูชันคาร์บอนต่ำ เทคโนโลยีสะอาด ไปจนถึงการลงทุนด้าน ESG

“การจัดงานในปีนี้สะท้อนทิศทางการดำเนินงานของกลุ่ม ปตท. ที่เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ผ่านยุทธศาสตร์ 3C ซึ่งครอบคลุมทั้งการปรับโครงสร้างธุรกิจสู่คาร์บอนต่ำ การยกระดับประสิทธิภาพกระบวนการดำเนินงาน และการกักเก็บคาร์บอนทั้งด้วยแนวทางธรรมชาติและเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเห็นว่าการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริง ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบนโยบายที่ชัดเจนและแรงจูงใจที่เหมาะสม เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเดินควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมในระยะยาว” ดร.คงกระพันกล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...