โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กล่าวหา ความคิด มุมมอง บอกอ สามัคคีสาร ทัศนะ การเมือง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 24 ก.พ. เวลา 02.42 น. • เผยแพร่ 24 ก.พ. เวลา 02.42 น.

บทความพิเศษ

กล่าวหา ความคิด

มุมมอง บอกอ สามัคคีสาร

ทัศนะ การเมือง

ในความเห็นของ Batson แม้ว่าบทความที่มีความหลากหลายใน “สามัคคีสาร” จะดึงดูดความสนใจมากที่สุด แต่ที่จริงแล้วหนังสือพิมพ์นี้ไม่มีนโยบายใดๆ ในบทบรรณาธิการแถลงที่ชัดเจน

และนักเขียนหลายคนก็แสดงออกถึงปรัชญาและความคิดเห็นต่างๆ กัน

ตัวอย่างก็คือ การแสดงความเห็นสนับสนุนวรรณคดีไทยแบบดั้งเดิมและการวิจารณ์วรรณคดีเหล่านั้น

นักเขียนที่เขียนลง “สามัคคีสาร” ในยุคนี้ต่อมาได้กลายเป็นผู้มีชื่อเสียงในสาขาที่ตนทำงานหลายท่าน เช่น พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ นอกนั้นก็มี พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

ม.ล.ปิ่น มาลากุล และ ม.ล.มานิจ ชุมสาย

ตรงนี้มีเชิงอรรถขยายความว่า พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร พระโอรสและผู้สืบทอดของ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต และในสมัยนั้นเข้าใจว่าอาจเป็นกษัตริย์ในอนาคตของไทยก็ได้

พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร พระโอรสของ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ นักวิชาการ และนักการทูต

ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช สองพี่น้องและพระราชนัดดาของรัชกาลที่ 4 ต่างก็เป็นนักเขียน และต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรีทั้งสองท่าน

ม.ล.ปิ่น มาลากุล เป็นนักเขียนที่มีชื่อและเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ

ม.ล.มานิจ ชุมสาย ได้เขียนประวัติศาสตร์ไทยไว้มากมาย

หนังสือ “สามัคคีสาร”

กับ “ราชเลขาธิการ”

มองจากมุมของ Batson การได้เป็นบรรณาธิการของ “สามัคคีสาร” ถือว่าเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติ

และเสี่ยงพอสมควร

บรรณาธิการ 2 ท่านในสมัยนั้นเป็นบุตรชายของ เจ้าพระยามหิธร ซึ่งเป็นราชเลขาธิการและเป็นผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทของพระเจ้าแผ่นดินมากที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งทำให้บิดาของท่านทั้งสองต้องลำบากใจหลายครั้ง

ในจดหมายถึงบุตรชายคนที่ 3 เขียนในเดือนตุลาคม 1926

เจ้าพระยามหิธรได้ขอให้บุตรชายคนนี้ช่วยพี่ๆ ทำหนังสือพิมพ์ แต่ได้เตือนว่าการเขียนสิ่งตีพิมพ์ใดๆ ก็เปรียบเสมือนดาบสองคม และอาจถูกพวกศัตรูกล่าวหาว่าเป็น “พวกบอลเชวิก” ได้ง่ายๆ

และอาจถูกเรียกกลับ

ในจดหมายอีกฉบับหนึ่งเขียนใน 1 สัปดาห์ต่อมา เจ้าพระยามหิธรแสดงความยินดีกับบุตรชายคนที่ได้รับเลือกให้เป็นบรรณาธิการ แต่ได้เตือนว่าการรับตำแหน่งนี้ ก็เหมือนถือดาบที่อันตรายอยู่

และได้นำเรื่องที่นายปรีดีถูกเรียกกลับมาพูดด้วย

เมื่อบุตรชายอีกคนหนึ่งได้รับเลือกให้เป็นบรรณาธิการ “สามัคคีสาร” อีกในหลายปีต่อมา เจ้าพระยามหิธรก็ได้ส่งจดหมายแสดงความยินดีไปอีก และได้เตือนให้ระวังเรื่อง “ดาบสองคม” ไว้ด้วย

และเตือนลูกเกี่ยวกับว่า อาจ “ตัด” มือตัวเองได้

และได้วิจารณ์บทความของพวกรุ่นหนุ่มว่าก้าวร้าวเกินไป อีกทั้งได้ยกตัวอย่างแบบการเขียนใน “บางกอกไทมส์” ว่าเป็นแบบที่ท่านเห็นว่าดี

ในจดหมายฉบับเดียวกันนี้ เจ้าพระยามหิธรได้บ่นว่าท่านสังเกตเห็นโรคชนิดใหม่ คือ นักเรียนไทยที่กลับมาจากนอกดูจะ “รู้เรื่องสยามและขนบธรรมเนียมของสยามน้อยกว่าฝรั่งที่อยู่ในสยามแค่หกเดือนเสียอีก

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอุปนิสัยความเคยชินที่เปลี่ยนไป หรือเพราะความโง่เง่า แต่อย่างไรก็ตาม โรคนี้เป็นโรคที่ติดมาแล้วไม่เหมาะสมเลย”

ทั้งหมดจะกระจ่างมากยิ่งขึ้นเมื่อตามไปอ่านใน “เชิงอรรถ”

บอกอ สามัคคีสาร

นักเรียนไทย อังกฤษ

ในจดหมายอีกฉบับหนึ่งที่เขียนในปี 1927 เจ้าพระยามหิธร ซึ่งรับราชการในกรมราชเลขาธิการ ได้ตักเตือนบุตรชายที่ศึกษาอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ ให้สำนึกถึงความสำคัญของการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง

โดยอ้างถึง พระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ และพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร เป็นตัวอย่างของข้าราชบริพารที่เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่า

ใช้ภาษาไทยได้ดี

พระองค์เจ้าวรรณไวทยากรนั้นเป็นทูตไทยที่กรุงลอนดอนในตอนปลายทศวรรษ 1920

และหลังจากที่ไม่ทรงโปรดในช่วง 7-8 ปีท้ายๆ ของสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ได้กลายมาเป็นบุคคลชั้นผู้นำในคณะรัฐบาลในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 1932-1970

นักการทูตอังกฤษในทศวรรษ 1920 มีความเห็นว่า พระองค์เป็นผู้ที่มีความสามารถ แต่ค่อนข้างจะเจ้าเล่ห์และทะเยอทะยาน

แต่ขณะที่พระองค์เกษียณอายุในฐานะทูตที่อังกฤษนั้น บุตรชาย เจ้าพระยามหิธร ได้ยกย่องว่า พระองค์เป็นทูตที่ประสบความสำเร็จ แต่ก็ “เช่นเดียวกันกับผู้ที่มีความสามารถทั่วๆ ไป

พระองค์อดที่จะภาคภูมิใจในความสามารถของตนมิได้” (GB, F 78/78/40, 3 December 1925 และ F 4726 3715/40, 4 October 1926, Samaggi Sara 9 (1931))

พระองค์เจ้าวรรณไวทยากรสิ้นพระชนม์ที่กรุงเทพมหานครในเดือนกันยายน 1976 พระชันษา 85 ปี

ถกแถลง ปมเก็บภาษี

ภาษีเงินได้ ภาษีมรดก

Batson ตั้งข้อสังเกตความเกี่ยวพันในทางความคิดและผลสะเทือนต่อสถานการณ์ในสยามระหว่างเจ้าพระยามหิธร กับบุตรซึ่งเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “สามัคคีสาร” ว่า

บุตรชายของเจ้าพระยามหิธรได้เขียนบทบรรณาธิการแถลงเสนอให้เก็บภาษีเงินได้ ภาษีมรดก

ขณะที่ใน “เชิงอรรถ” มีหมายเหตุเพิ่มเติมว่า

มีการเสนอแนะให้ตัดเงินเดือนข้าราชการระดับสูง และได้เกิดปัญหาว่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางจะต่อต้านการเก็บภาษีการตายหรือไม่

แน่นอน เจ้าพระยามหิธรนั้นนับว่าเป็นข้าราชการที่มีตำแหน่งสูงที่สุด

และในชีวประวัติที่พิมพ์ใน “สามัคคีสาร” ในเดือนกันยายน 1932 เขาได้ตั้งข้อสังเกตว่า บางคนเห็นว่าเขาเป็น

“พวกหัวรุนแรงนิยมคอมมิวนิสต์”

และยังได้อ้างถึงความสัมพันธ์ถึงความสัมพันธ์ของเขากับ “555” ที่อื้อฉาวและสรุปว่าเขานิยมลัทธิสังคมนิยม

Batson อ้างเอกสารที่ GB, F 7317/4260/40, 8 September, Dormer to Orde 1932 ว่า สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งค่อนข้างจะนิยมอังกฤษและเป็นผู้ที่จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาก

ได้ทรงตั้งข้อสังเกตด้วยความพอพระทัยว่า

นักศึกษาที่เล่าเรียนในอังกฤษไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำรัฐประหารในปี 1932 แม้แต่คนเดียว ผู้นำส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเรียนไทยที่กลับมาจากฝรั่งเศส

หรือนายทหารที่ได้รับการฝึกในประเทศเยอรมนีในสมัยก่อนสงคราม

ละเอียดอ่อน การเมือง

มุมมอง ต่อ นักเรียนนอก

จากเอกสารของทูตอังกฤษเมื่อประสานกับข้อมูลที่ Batson ได้มาสะท้อนให้เห็นถึงจุดอันละเอียดอ่อนในทางความคิดและในทางการเมือง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อ นักเรียนนอก

ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนทุนหลวง ไม่ว่านักเรียนทุนส่วนตัว ทั้งยังจำแนกถึงภูมิทัศน์การดำรงอยู่และสถานะทางสังคม

งานศึกษาของ Batson จึงทรงความหมาย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กล่าวหา ความคิด มุมมอง บอกอ สามัคคีสาร ทัศนะ การเมือง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...