‘หุ้นไทย’ วันนี้ แนวโน้มในกรอบ 1,505-1,530 จุด รับแรงหนุนลดดอกเบี้ย
บล.กสิกรไทยประเมิน SET Index วันนี้แกว่งตัวกรอบ 1,505-1,530 จุด รับอานิสงส์ดัชนีทะลุ 1,500 จุด และ กนง. ลดดอกเบี้ย พร้อมชูหุ้นเด่น KTB และ SC
ภาพรวมตลาดหุ้นไทย (SET Index) วานนี้ (25 ก.พ.) ปิดตลาดที่ระดับ 1,516.01 จุด เพิ่มขึ้น 25.61 จุด (+1.72%) โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มการเงิน และกลุ่มปิโตรเคมี แม้ว่ากระแสเงินทุน (Fund Flow) ของนักลงทุนต่างชาติจะยังคงเป็นการขายสุทธิราว 2.32 พันล้านบาทก็ตาม
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นในประเทศวันนี้ (26 ก.พ.) บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินกรอบ SET Index ไว้ที่ 1,505 – 1,530 จุด โดยมองว่าบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้นยังคงเป็นบวก หลังจากดัชนีสามารถทะลุแนวต้านทางจิตวิทยาที่ 1,500 จุดขึ้นมาได้
ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 1.00% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2022 และเป็นการปรับลดที่สวนทางกับความคาดหวังของตลาดส่วนใหญ่ที่คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ย การตัดสินใจดังกล่าวของ กนง. เกิดจากความกังวลด้านความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ รวมถึงภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงติดลบต่อเนื่อง ซึ่งการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้จะส่งผลดีโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มการเงิน เนื่องจากช่วยลดต้นทุนทางการเงิน (Cost of Fund) ในอนาคต
นอกจากนี้ การรายงานผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ของบริษัทจดทะเบียนภายใต้การวิเคราะห์ของ KS จำนวน 91 บริษัท ออกมาดีกว่าที่ทาง KS และตลาดคาดการณ์ไว้ถึง 5.2% และ 7.3% ตามลำดับ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยบวกที่ช่วยพยุงตลาดในระยะสั้น
แนะกลยุทธ์ลงทุน ชู KTB และ SC
บล.กสิกรไทย แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้น 2 บริษัทที่มีความโดดเด่น ได้แก่:
- KTB (ราคาพื้นฐาน 33.50 บาท): มีมุมมองเชิงบวกจากเป้าหมายทางการเงินในปี 2026 ที่คาดว่าจะปรับลด Credit Cost ลงมาอยู่ที่ 75-115 bps เนื่องจากธนาคารมีการตั้งสำรองไว้เพียงพอและสูงเป็นอันดับสองในกลุ่ม ประกอบกับการมีอัตราส่วนเงินกองทุน (CET1) สูงสุดราว 19% ทำให้ KTB มีโอกาสพิจารณาจ่ายเงินปันผลในระดับสูงที่ 6-7% ซึ่งมีความน่าสนใจในการลงทุนอย่างมาก
- SC (ราคาพื้นฐาน 2.61 บาท): ประเมินว่าผลประกอบการจะกลับมาฟื้นตัวแข็งแกร่งในปี 2026 โดยคาดการณ์การเติบโตที่ระดับ 22% จากการเริ่มรับรู้รายได้โอน 2 โครงการคอนโดมิเนียมใหม่ ได้แก่ COBE Kaset–Sripatum และ COBE Ratchada–Rama 9 รวมถึงการรับรู้รายได้เต็มปีจากโรงแรมใหม่ 2 แห่ง ซึ่งจะช่วยชดเชยรายได้ค่าเช่าที่ลดลงบางส่วน นอกจากนี้ SC ยังมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง และคาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ปี 2026 สูงถึง 8.41%
อัปเดตประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการลงทุน
- กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA): ได้รับจิตวิทยาเชิงบวกจากกระแส AI ทั่วโลก หลัง Nvidia คาดการณ์รายได้ไตรมาสแรกสูงกว่าคาด และยืนยันความพร้อมในการผลิตชิปเพื่อรองรับความต้องการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น Google และ Microsoft
- กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (CK, STECON, PYLON): กทม. เดินหน้าเวนคืนที่ดินมูลค่ากว่า 4,216 ล้านบาท เตรียมลุยโครงการก่อสร้างถนนเทพรักษ์ช่วงสุดท้าย คาดเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงปี 2026-2028
- กลุ่มโรงพยาบาล (BCH, CHG): ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากนโยบายสำนักงานประกันสังคม ที่ประกาศเพิ่มสิทธิประโยชน์ครอบคลุมการดูแลรักษาและฟอกเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคไตทุกระยะแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายและไม่จำกัดระยะเวลา
- กลุ่มปูนซิเมนต์ไทย (SCC): ประกาศขายหุ้น 50% ใน PT. Siam Maspion Terminal (SMT) ธุรกิจท่าเทียบเรือในอินโดนีเซีย มูลค่าสินทรัพย์ราว 700 ล้านบาท โดยจะรับรู้กำไรสุทธิประมาณ 300 ล้านบาท สอดคล้องกับกลยุทธ์การลดภาระทางการเงิน
- กลุ่มร้านอาหาร (M, ZEN, OKJ): เผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ปรับพุ่งขึ้นกว่า 40% รวมถึงการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ส่งผลกระทบเชิงลบต่อผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องจับตา นักลงทุนยังคงต้องติดตามการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จำนวนผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดี และดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ของไทย รวมถึงดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนมกราคมในวันศุกร์นี้