นักวิชาการถอดบทเรียนสงครามอิสราเอล–อิหร่าน สู่ สมรภูมิไทย–กัมพูชา
1 มี.ค. 2569 - ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำวิชา Cybersecurity วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เผยแพร่บทความเรื่อง
ถอดบทเรียน สงครามอิสราเอล–อิหร่าน สู่ สมรภูมิไทย–กัมพูชา
“เด็ดขาดแบบมืออาชีพ”
สงครามระหว่าง 🇮🇱 อิสราเอล กับ 🇮🇷 อิหร่าน ไม่ได้สอนแค่เรื่องขีปนาวุธ
แต่มันสอนเรื่อง “การคุมเกม”
ผมนึกย้อนกลับไปปี 2557
ตอนเรียนร่วมกับคณะนายทหารจากคณะหัวหน้าเสนาธิการทหารร่วม (Joint Chiefs of Staff – JCS) เพนตากอน จบมาได้ปริญญาโทด้านนโยบายและยุทธศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี
ตอนนั้นเราไม่ได้เรียนว่า ใครยิงก่อนจะชนะ
เราเรียนว่า ประเทศที่คุมระดับความรุนแรงได้จะชนะในระยะยาวครับ
เรามาเริ่มกันแต่ละบทเรียนที่ผมเลือกมาบางส่วนก่อน ครับ
บทเรียนที่ 1: Deterrence ไม่ใช่เสียงดัง แต่คือ “ความแม่น + ความ “นิ่งแต่ไม่เงียบ””
อิสราเอลไม่ตอบโต้ทุกครั้ง แต่เมื่อจำเป็น เขาตอบโต้แบบจำกัดขอบเขต
ชัดเจนเฉพาะเป้าหมายไม่ปล่อยให้ลุกลาม
ตอนนั้น ผมมีโอกาสเห็นโครงการ ไอรอน โดม (Iron Dome) สกัดจรวด/กระสุนระยะสั้น ระบบจะคำนวณวิถีก่อนว่า “จะตกในพื้นที่ชุมชนหรือไม่”
ถ้าไม่คุกคาม ก็จะไม่ยิง
ถ้าคุกคาม ก็จะยิงสกัด
นี่คือการบริหารต้นทุนอย่างแม่นยำ
นี่เรียกว่า Calibrated Response คือ การตอบโต้เฉพาะจุดเฉพาะภัยคุกคาม
ในระดับที่ควบคุมได้และหยุดเมื่อบรรลุเป้าหมาย
สำหรับไทย–กัมพูชา
ความเด็ดขาดแบบมืออาชีพ คือ:
•ไม่ปล่อยให้ถูกยั่วยุแล้วหลุดอารมณ์
•ไม่ตอบโต้เกินความจำเป็น
•แต่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่า “ต้นทุนการยั่วยุสูงขึ้นทันทีที่รุกล้ำเข้ามาคุกคามไทย“
มาต่อกันที่บทถัดไปครับ
บทเรียนที่ 2: ชนะด้วยข้อมูลก่อนกระสุน
ในสงครามอิสราเอล–อิหร่าน สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่ “ระบบยิง” ครับ
แต่คือ ระบบเฝ้าระวังและรับรู้สถานการณ์ ได้แก่
• โดรนลาดตระเวนทางอากาศ
• กล้องตรวจจับความร้อน (อินฟราเรด)
• เซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวและสัญญาณต่าง ๆ
• ระบบหลอมรวมข่าวกรองและข้อมูลแบบเรียลไทม์
เพราะการมองเห็นก่อนเท่ากับควบคุมเกมก่อน
สำหรับไทย ผมเสนอให้ เพิ่มระบบเฝ้าระวังชายแดน
•UAV ลาดตระเวนต่อเนื่อง
•กล้อง thermal ครอบคลุมจุดเสี่ยง
•sensor ตรวจจับการเคลื่อนไหว
•ระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบ real-time และปรับปรุงเร่งด่วนศูนย์ข้อมูล (Data Center) เพื่อปฏิบัติการทางทหารและการสื่อสาร
ผลคือ:
ลด “ความเข้าใจผิดระดับหน่วยหน้า”
ลดโอกาสปะทะจากอุบัติเหตุ
นี่คือความเด็ดขาดเชิงระบบ
ไม่ใช่ความเด็ดขาดเชิงอารมณ์
มาถึงตรงนี้ มาถึงบทเรียนที่สำคัญสุดเลยครับ
บทเรียนที่ 3: กฎการใช้กำลัง (ROE) ต้องชัดและเฉียบ
อิสราเอลใช้ ROE ที่แยกชัดระหว่าง
•ภัยคุกคามจริง
•การยั่วยุ
•เป้าหมายทหารออกจากพลเรือน
สำหรับไทย–กัมพูชา:
ปรับ ROE ให้ตอบโต้ “เฉพาะภัยคุกคาม”
•ยิงตอบโต้เฉพาะ hostile act
•ไปม่ขยายแนวรบ
•ไม่ใช้กำลังเกินสัดส่วน
•รายงานและควบคุม escalation ทุกระดับ
ความชัดของ ROE คือ ความน่าเชื่อถือในเวทีโลก
และสุดท้ายคือ จุดตัด ที่ไทยจะชนะโดยไม่ต้องรบ
บทเรียนที่ 4: ทำให้ต้นทุนการยั่วยุสูง โดยไม่ลุกลาม
นี่คือหัวใจของมืออาชีพ ครับ
ไม่ต้องรบใหญ่แต่ทำให้ทุกการยั่วยุ ของกัมพูชา “ไม่คุ้ม”
วิธีคือ
•เสริมความแม่นของ surveillance
•ตอบโต้จำกัดขอบเขต
•เปิดหลักฐานเร็ว
•สื่อสารแบบความเป็นจริงจากแหล่งเดียว (Single Source of Truth)
ผลคือ
ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่า
ยิงแล้วไม่ได้ กรอบการปั้นเรื่อง narrative จะได้ก็มีแต่ต้นทุนที่ไม่คุ้ม
🇹🇭 สิ่งที่ไทยน่าจะทำตอนนี้
1️⃣ คุมวินัยหน่วยหน้าให้แน่น
2️⃣ ทำ ROE ให้ชัดทุกระดับ
3️⃣ ทำ deconfliction ให้ยังทำงาน
4️⃣ เสริม surveillance จน “ไม่มีจุดมืด”
5️⃣ สื่อสารด้วยข้อมูล ไม่ใช่อารมณ์
เด็ดขาดแบบมืออาชีพ คืออะไร?
ไม่ใช่ยิงก่อน ไม่ใช่โกรธก่อน
แต่คือ
พร้อมตอบโต้ทันทีแต่ไม่ขยายเกินจำเป็นและคุมเกมยาวได้
สำหรับคนไทยที่รักชาติ
ความรักชาติที่แท้จริง
ไม่ใช่เรียกร้องให้ยิงหนักที่สุด
แต่คือทำให้ศัตรูรู้ว่า
เขาไม่สามารถลากเราเข้าสู่เกมที่เขาออกแบบได้
ชัยชนะที่แท้จริง
คือทำให้การยั่วยุ “ไม่คุ้มค่า”
นี่คือความเด็ดขาดแบบมืออาชีพ
ที่ผมได้เรียนรู้จากการฝึกระดับ JCS
“เด็ดขาดแบบมืออาชีพ” คือ
คุมอารมณ์
คุมระดับการตอบโต้
คุมเรื่องเล่าในเวทีโลก
และทำให้อีกฝ่ายรู้ว่า ทุกการยั่วยุ มีราคาที่ต้องจ่าย
นี่ไม่ใช่ความอ่อนแอ
แต่คือความมั่นใจที่ควบคุมได้
และนี่คือกรอบคิดที่ไทยน่าจะนำไปใช้กับสถานการณ์ชายแดนวันนี้ 🇹🇭
ขอแบ่งปันให้คนในชาติช่วยกันพิจารณา