PDPC เผยสถิติ Romance Scam มูลค่าความเสียหายพุ่ง 2 พันล้าน
PDPC เปิดตัวเลขรับแจ้งความย้อนหลังพบคดีหลอกรักพุ่งกว่า 7,000 คดี สภาพคล่องทางการเงินตกอยู่ในความเสี่ยงสูงสุดช่วงวาเลนไทน์ ชี้มิจฉาชีพเปลี่ยนโมเดลจาก "หลอกโอน" สู่ "สวมรอยข้อมูล" ใช้จิตวิทยาสร้างความเชื่อใจก่อนใช้เทคโนโลยีรีโมตดูดเงินเกลี้ยงบัญชี
15 กุมภาพันธ์ 2569 –ท่ามกลางบรรยากาศการจับจ่ายและการแสดงออกทางความรักในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ปี 2569 ข้อมูลเชิงสถิติจากศูนย์บริหารการรับแจ้งความออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กลับสะท้อนภาพสถานการณ์ที่น่ากังวล โดยตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2565 ถึง 31 มกราคม 2569 พบดัชนีคดีอาชญากรรมทางอารมณ์หรือ "Romance Scam" พุ่งสูงถึง 7,158 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมทางเศรษฐกิจสูงถึง 1,970,755,281 บาท หรือเกือบ 2 พันล้านบาท
สถิติดังกล่าวบ่งชี้ว่าอาชญากรรมในรูปแบบนี้ได้พัฒนาจากการหลอกลวงทั่วไปสู่การเป็นระบบเศรษฐกิจใต้ดินที่มีความรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มในการตัดสินใจทางอารมณ์ที่รวดเร็วกว่าปกติ ทำให้กระบวนการสอบทาน (Due Diligence) ต่อบุคคลปลายทางลดลง เปิดโอกาสให้มิจฉาชีพเข้าถึงทรัพย์สินและข้อมูลสำคัญได้โดยง่าย
ยุทธศาสตร์ใหม่มิจฉาชีพ: ข้อมูลส่วนบุคคลคือเป้าหมายมูลค่าสูง
พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ได้ออกมาให้ข้อมูลถึงการปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ของกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ โดยระบุว่าเป้าหมายในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ตัวเงินในบัญชี แต่ขยายขอบเขตไปสู่การครอบครอง "ข้อมูลส่วนบุคคล" เพื่อสร้างผลประโยชน์ต่อเนื่องในระยะยาว
พ.ต.อ. สุรพงศ์ วิเคราะห์ว่ามิจฉาชีพใช้เทคนิคทางจิตวิทยาร่วมกับการนำข้อมูลจริงของเหยื่อมาประกอบการหลอกลวง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในระดับสูงก่อนจะนำไปสู่การทุจริตในรูปแบบต่างๆ เช่น:
- Hybrid Scam: หลอกให้เกิดความเชื่อใจก่อนชักชวนลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่มีอยู่จริง
- Remote Access Scam: ใช้ความรักเป็นเครื่องมือให้เหยื่อดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพื่อเข้าควบคุมบัญชีธนาคารจากระยะไกล
- Sextortion: การขู่กรรโชกทรัพย์ผ่านข้อมูลหรือภาพที่เป็นส่วนตัว
"ปัจจุบันมิจฉาชีพไม่ได้มุ่งหลอกเอาเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังพุ่งเป้าเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของเหยื่อเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น… การให้ข้อมูลส่วนตัวกับคนที่ไม่เคยพบเจอตัวจริง เปรียบเสมือนการเปิดประตูบ้านให้คนแปลกหน้าเข้ามาในชีวิต" — พ.ต.อ. สุรพงศ์ ระบุ
มาตรการป้องกันความเสี่ยงและสัญญาณเตือนภัย (Red Flags)
ในมิติของการป้องกันความเสียหาย กรมคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเน้นย้ำถึงการสร้าง "ภูมิคุ้มกันดิจิทัล" โดยระบุสัญญาณเตือนที่ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นลักษณะร่วมของอาชญากรกลุ่มนี้ ได้แก่ การเร่งรัดสร้างความสัมพันธ์อย่างผิดปกติ การบ่ายเบี่ยงที่จะยืนยันตัวตนผ่านวิดีโอคอล และที่สำคัญที่สุดคือการอ้างเหตุฉุกเฉินทางการเงินเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินทุน
เลขาธิการ PDPC กล่าวทิ้งท้ายถึงความสำคัญของการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลในฐานะเกราะป้องกันความเสี่ยงสูงสุดว่า "ข้อมูลเพียงเล็กน้อย เช่น เบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ เอกสารส่วนบุคคล หรือข้อมูลทางการเงิน สามารถถูกนำไปสวมรอย หลอกซ้ำ หรือใช้ก่ออาชญากรรมอื่นได้… ในโลกดิจิทัล ความรู้สึกอาจถูกสร้างขึ้นได้ง่าย แต่ความเสียหายเกิดขึ้นจริงและยากจะย้อนกลับได้"
สำหรับประชาชนที่สงสัยว่าตนเองกำลังตกเป็นเป้าหมายหรือได้รับความเสียหายแล้ว สคส. แนะนำให้ระงับการโอนเงินและหยุดการส่งต่อเอกสารสำคัญทุกประเภททันที พร้อมดำเนินการแจ้งความผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อเข้าสู่กระบวนการอายัดบัญชีและติดตามเส้นทางการเงินโดยเร็วที่สุด เพื่อลดทอนความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจส่วนบุคคลและภาพรวมของประเทศ