โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

PDPC เผยสถิติ Romance Scam มูลค่าความเสียหายพุ่ง 2 พันล้าน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 ก.พ. เวลา 18.16 น. • เผยแพร่ 15 ก.พ. เวลา 11.16 น.

PDPC เปิดตัวเลขรับแจ้งความย้อนหลังพบคดีหลอกรักพุ่งกว่า 7,000 คดี สภาพคล่องทางการเงินตกอยู่ในความเสี่ยงสูงสุดช่วงวาเลนไทน์ ชี้มิจฉาชีพเปลี่ยนโมเดลจาก "หลอกโอน" สู่ "สวมรอยข้อมูล" ใช้จิตวิทยาสร้างความเชื่อใจก่อนใช้เทคโนโลยีรีโมตดูดเงินเกลี้ยงบัญชี

15 กุมภาพันธ์ 2569 –ท่ามกลางบรรยากาศการจับจ่ายและการแสดงออกทางความรักในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ปี 2569 ข้อมูลเชิงสถิติจากศูนย์บริหารการรับแจ้งความออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กลับสะท้อนภาพสถานการณ์ที่น่ากังวล โดยตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2565 ถึง 31 มกราคม 2569 พบดัชนีคดีอาชญากรรมทางอารมณ์หรือ "Romance Scam" พุ่งสูงถึง 7,158 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมทางเศรษฐกิจสูงถึง 1,970,755,281 บาท หรือเกือบ 2 พันล้านบาท

สถิติดังกล่าวบ่งชี้ว่าอาชญากรรมในรูปแบบนี้ได้พัฒนาจากการหลอกลวงทั่วไปสู่การเป็นระบบเศรษฐกิจใต้ดินที่มีความรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มในการตัดสินใจทางอารมณ์ที่รวดเร็วกว่าปกติ ทำให้กระบวนการสอบทาน (Due Diligence) ต่อบุคคลปลายทางลดลง เปิดโอกาสให้มิจฉาชีพเข้าถึงทรัพย์สินและข้อมูลสำคัญได้โดยง่าย

ยุทธศาสตร์ใหม่มิจฉาชีพ: ข้อมูลส่วนบุคคลคือเป้าหมายมูลค่าสูง

พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ได้ออกมาให้ข้อมูลถึงการปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ของกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ โดยระบุว่าเป้าหมายในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ตัวเงินในบัญชี แต่ขยายขอบเขตไปสู่การครอบครอง "ข้อมูลส่วนบุคคล" เพื่อสร้างผลประโยชน์ต่อเนื่องในระยะยาว

พ.ต.อ. สุรพงศ์ วิเคราะห์ว่ามิจฉาชีพใช้เทคนิคทางจิตวิทยาร่วมกับการนำข้อมูลจริงของเหยื่อมาประกอบการหลอกลวง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในระดับสูงก่อนจะนำไปสู่การทุจริตในรูปแบบต่างๆ เช่น:

  • Hybrid Scam: หลอกให้เกิดความเชื่อใจก่อนชักชวนลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่มีอยู่จริง
    • Remote Access Scam: ใช้ความรักเป็นเครื่องมือให้เหยื่อดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพื่อเข้าควบคุมบัญชีธนาคารจากระยะไกล
    • Sextortion: การขู่กรรโชกทรัพย์ผ่านข้อมูลหรือภาพที่เป็นส่วนตัว

"ปัจจุบันมิจฉาชีพไม่ได้มุ่งหลอกเอาเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังพุ่งเป้าเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของเหยื่อเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น… การให้ข้อมูลส่วนตัวกับคนที่ไม่เคยพบเจอตัวจริง เปรียบเสมือนการเปิดประตูบ้านให้คนแปลกหน้าเข้ามาในชีวิต" — พ.ต.อ. สุรพงศ์ ระบุ

มาตรการป้องกันความเสี่ยงและสัญญาณเตือนภัย (Red Flags)

ในมิติของการป้องกันความเสียหาย กรมคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเน้นย้ำถึงการสร้าง "ภูมิคุ้มกันดิจิทัล" โดยระบุสัญญาณเตือนที่ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นลักษณะร่วมของอาชญากรกลุ่มนี้ ได้แก่ การเร่งรัดสร้างความสัมพันธ์อย่างผิดปกติ การบ่ายเบี่ยงที่จะยืนยันตัวตนผ่านวิดีโอคอล และที่สำคัญที่สุดคือการอ้างเหตุฉุกเฉินทางการเงินเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินทุน

เลขาธิการ PDPC กล่าวทิ้งท้ายถึงความสำคัญของการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลในฐานะเกราะป้องกันความเสี่ยงสูงสุดว่า "ข้อมูลเพียงเล็กน้อย เช่น เบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ เอกสารส่วนบุคคล หรือข้อมูลทางการเงิน สามารถถูกนำไปสวมรอย หลอกซ้ำ หรือใช้ก่ออาชญากรรมอื่นได้… ในโลกดิจิทัล ความรู้สึกอาจถูกสร้างขึ้นได้ง่าย แต่ความเสียหายเกิดขึ้นจริงและยากจะย้อนกลับได้"

สำหรับประชาชนที่สงสัยว่าตนเองกำลังตกเป็นเป้าหมายหรือได้รับความเสียหายแล้ว สคส. แนะนำให้ระงับการโอนเงินและหยุดการส่งต่อเอกสารสำคัญทุกประเภททันที พร้อมดำเนินการแจ้งความผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อเข้าสู่กระบวนการอายัดบัญชีและติดตามเส้นทางการเงินโดยเร็วที่สุด เพื่อลดทอนความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจส่วนบุคคลและภาพรวมของประเทศ

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...