โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นักวิชาการเตือน รัฐบาลใหม่อย่ามีแค่เสถียรภาพ ต้องดันเศรษฐกิจโต 3-5%

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 ก.พ. เวลา 08.51 น. • เผยแพร่ 15 ก.พ. เวลา 08.40 น.
แฟ้มภาพ

นักวิชาการชี้รัฐบาลใหม่ แม้มีเสียงเพียงพอสร้างเสถียรภาพ แต่ยังไม่พอรับประกันประสิทธิภาพบริหารประเทศ ชี้ต้องเร่งผสานนโยบายระยะสั้น-ยาว แก้ผลกระทบภาษีทรัมป์ ดันส่งออก-ท่องเที่ยว เร่งลงทุนบีโอไอและเบิกจ่ายงบ พร้อมยกระดับขีดความสามารถแข่งขันด้วยเอไอ-อีอีซี และพัฒนาเอสเอ็มอี มองมีโอกาสดันเศรษฐกิจโต 3-5% ใน 3-4 ปี

นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง เปิดเผยว่า การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ พรรคภูมิใจไทย ที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หากวิเคราะห์จากจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่พรรคภูมิใจไทยมีเกือบ 200 เสียง เมื่อรวมกับพรรคการเมืองอีก 1-2 พรรค คะแนนเสียงก็น่าจะเพียงพอที่จะสร้างเสถียรภาพของรัฐบาลให้อยู่ต่อไปได้ถึง 4 ปี

แต่เสถียรภาพอย่างเดียวไม่ได้อธิบายถึงประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ ในด้านความมั่นคงของประเทศ หรือ เศรษฐกิจ ตัวอย่างจากหลายประเทศทั่วโลก ที่มีรัฐบาลที่อยู่ยาวนานมีเสถียรภาพ อย่างเวเนซุเอลา ที่บริหารประเทศมานานกว่า 20 ปี แต่เศรษฐกิจของประเทศทรุดเพราะไม่ได้ปรับตัวให้สอดคล้องและแข่งขันกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ ประเทศไทยเองมีช่วงหนึ่งที่เป็นรัฐบาลยาวนานเกิน 4 ปี แต่ก็ไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโตได้

ผสานนโยบายสั้น-ยาว

นายสมชาย กล่าวว่า รัฐบาลใหม่จึงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้สามารถก้าวข้ามอัตราการเติบโตที่ต่ำกว่า 2% และพ้นจากการเป็นคนป่วยแห่งอาเซียน เพราะสิ่งที่รัฐบาลกำลังเผชิญหน้าอยุ่เป็นการเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลกที่รุนแรง

การทำนโยบายระยะสั้น รัฐบาลต้องมียุทธศาสตร์ที่จะตอบแนวทางการแก้ไขปัญหาภาษีทรัมป์ว่าจะทำอย่างไร ในวันที่หลายประเทศ อย่างอินเดีย ไต้หวันที่ได้ภาษีที่ 15% ซึ่งต่ำกว่าของไทยที่อยู่ที่ 19% และยังเจรจาไม่จบ นโยบายภาษีของทรัมป์ กระทบทั้งภาคการส่งออก และการท่องเที่ยวของไทย รัฐบาลจึงต้องบริหารเศรษฐกิจระยะสั้นให้เติบโตให้ได้ 2% กระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการส่งออกและท่องเที่ยวให้ดี

เร่งลงทุนต่างชาติ-เบิกจ่ายงบ

นายสมชาย กล่าวว่า เร่งการลอกท่อ ที่ขอสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้ใช้เงินลงทุนออกมา เมื่อได้รับการอนุมัติไปแล้ว หลายธุรกิจยังไม่ลงทุน ต้องเร่งให้นักลงทุนที่ได้สิทธิประโยชน์จากบีโอไอออกมาลงทุน นอกจากนี้ รัฐบาลต้องเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล และต้องไม่กระทบกับกรอบนโยบายการเงินการคลัง เพราะตอนนี้สถานการณ์การคลังของเราเราอยู่ในช่วงที่ต้องระมัดระวังและเสี่ยงต่อการถูกลดเครดิตเรตติ้ง เพราะภาระหนี้ชนเพดานแล้ว

ส่วนยุทธศาสตร์ระยะยาว ต้องวางแผนแก้ไขปัญหาความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ต่ำ เป็นผู้ป่วยแห่งอาเซียน ประเทศไทยต้องพัฒนาเทคโนโลยีเอไอ เข้ามาใช้ในการพัฒนาธุรกิจ สินค้า บริการให้ตรงกับโลกของการเปลี่ยนแปลง การนำเอไอ มาอัพทักษะของคนในประเทศ เร่งการลงทุนจากต่างชาติ ให้เข้ามาลงทุนในไทย พร้อมโอนถ่ายองค์ความรู้มากขึ้น

“รัฐบาลต้องพัฒนาทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ มีการออกแบบนำเทคโนโลยี การลงทุนมาถ่ายทอด เสริมสร้างขีดความสามารถจุดแข็ง ท่องเที่ยว อาหาร เกษตร และ สุขภาพ โดยนำเอไอมาพัฒนา คุณภาพสินค้าเหล่านี้ให้มีมูลค่าเพิ่ม เร่งนโยบายเกี่ยวข้องกับอีอีซีให้เกิดการเชื่อมโยงกันทั้งระบบ พร้อมช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้รอด ไม่ใช่แค่ช่วยให้ตายช้าลงเหมือนที่ผ่านมา โดยหากพัฒนาไปร่วมกันทั้งระยะสั้นและระยะยาว จะเห็นเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 3-5% ใน 3-4 ปี ข้างหน้า” นายสมชาย กล่าว

หวังคัดทีมเศรษฐกิจตอบโจทย์

นายสมชาย กล่าวว่า สำหรับหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยนั้น ความสามารถของคนเพียง 2-3 คน คงไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนนโยบายในเชิงยุทธศาสตร์ประเทศได้ ต้องทำงานร่วมกันทั้งองคาพยพ เพื่อที่จะสร้างยุทธศาสตร์ชาติที่จะสามารถแข่งขันและตอบโจทย์ในภาวะที่โครงสร้างเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไป โดยคนหลัก ๆ อย่าง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และศุภจี สุธรรมพันธุ์ ถือเป็นคนเก่ง แต่ต้องมีคนมาทำงานร่วมกันเป็นทีม เพื่อสร้างยุทธศาสตร์ชาติที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นักวิชาการเตือน รัฐบาลใหม่อย่ามีแค่เสถียรภาพ ต้องดันเศรษฐกิจโต 3-5%

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...