ความบาดหมางวังหลวงกับวังหน้าสมัย ร.1 จากมุมพระธิดา “วังหน้าพระยาเสือ”
ความบาดหมางวังหลวงกับวังหน้าสมัยรัชกาลที่ 1 จากมุมมองของ “พระองค์เจ้าหญิงกัมพุชฉัตร” พระธิดาในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล
หนังสือ “นิพพานวังหน้า” เป็นอีกหลักฐานที่บอกเล่าถึงความบาดหมางระหว่าง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1กับกรมพระราชวังบวรสถานมงคล สมเด็จพระอนุชาธิราชของพระองค์ นั่นคือ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทหรือ “วังหน้าพระยาเสือ”
หนังสือเล่มนี้เป็นพระนิพนธ์ในพระองค์เจ้าหญิงกัมพุชฉัตรพระธิดาในกรมพระราชวังบวรฯ กับนักองอี เนื้อหากล่าวถึงการเสด็จสวรรคตของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล รำพันถึงความอาลัยรักที่พระองค์เจ้าหญิงมีต่อพระบิดา รวมถึงความผันผวนในพระชนม์ชีพหลังสิ้นกรมพระราชวังบวรฯ
รัชกาลที่ 5 ทรงนำต้นฉบับนิพพานวังหน้ามาถอดอักขรวิธีให้เข้าใจง่าย แล้วโปรดให้ใส่ในภาคผนวกของพระราชนิพนธ์ “พระราชวิจารณ์” กลายเป็นคำบอกเล่ากรณีความบาดหมางระหว่างวังหลวงกับวังหน้าจากฝั่งวังหน้า ขณะที่ประเด็นเดียวกันในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) หรือหลักฐานอื่น ๆ เกือบทั้งหมดล้วนมาจากฝ่ายวังหลวง
ความบาดหมางวังหลวงกับวังหน้า
พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ บันทึกความบาดหมางระหว่างวังหลวงกับวังหน้าว่า เมื่อ พ.ศ. 2339 ในการแข่งขันเรือระหว่างวังหลวงกับวังหน้า เมื่อเปรียบคนและเรือแล้ว ปรากฏว่า วังหน้าซ่อนคนเรือที่กำยำไว้อีกสำรับสำหรับแข่งจริง รัชกาลที่ 1 จึงทรงพระพิโรธ แล้วโปรดให้งดการแข่งขัน
หลังจากนั้น กรมพระราชวังบวรฯ ก็ไม่เสด็จมาเฝ้าอีกนาน ก่อนจะเสด็จมาเฝ้าอีกเพื่อขอเงินเพิ่มให้พอแจกจ่ายข้าราชการวังหน้า แต่รัชกาลที่ 1 ไม่โปรดพระราชทาน ทรงอ้างว่า เงินสำหรับใช้ในการแผ่นดินไม่พอ ทำให้ความบาดหมางระหว่าง “สองพี่น้อง” ร้าวลึกลงไปอีก กรมพระราชวังบวรฯ ทรงขัดเคืองพระทัยจนไม่เสด็จไปเข้าเฝ้าอีกเลย
พระราชพงศาวดารฯ เล่าต่อไปว่า พระยาเกษตร (บุญรอด) ข้าราชการวังหน้า ได้ชักปืนขึ้นป้อมวังหน้า เป็นเหตุให้เจ้าพระยารัตนาพิพิธ ข้าราชการผู้ใหญ่ฝ่ายวังหลวง ไปกราบทูลขอเอาปืนขึ้นป้อมบ้าง สถานการณ์ตึงเครียดจนเกือบจะเป็นสงครามกลางเมือง ร้อนไปถึงสมเด็จพระพี่นางเธอทั้งสองพระองค์ คือ สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงกรมพระยาสุดาวดี (สา)กับ สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงกรมพระศรีสุดารักษ์ (แก้ว) ต้องเสด็จไปเกลี้ยกล่อมให้วังหน้ายอมอ่อนน้อม เรื่องจึงสงบไป
นิพพานวังหน้าเล่าเรื่องนี้ต่างไปจากในพระราชพงศาวดาร คือไม่ได้กล่าวถึงสาเหตุความร้าวฉาน แต่อ้างว่า ฝ่ายวังหลวงให้เขมรชักปืนขึ้นป้อม ฝ่ายวังหน้าจึงไปสืบความ ความว่า “ครั้นทรงทราบว่าพระจอมบิตุลา ให้พลกัมพูชาลากปืนขัน ประจุป้อมล้อมราชวังจันทร์ จึงมีบัณฑูรสั่งให้สืบความ”
พอฝ่ายวังหน้าทราบว่า ฝ่ายวังหลวงชักปืนขึ้นป้อมในพิธีตรุษเท่านั้น เรื่องจึงได้สงบลง แต่พระองค์เจ้าหญิงกัมพุชฉัตรก็ยอมรับว่า ช่วงที่ยังระแวงสงสัยกันนั้น ฝ่ายวังหน้าตอบโต้อย่างรุนแรงทีเดียว ดังว่า “เพราะพระปิ่นดำรงบวรสฐาน กระหึมหาญหุนเหี้ยมกระหยับย่ำ เหมือนจะวางกลางเมืองเมื่อเคืองคำ พิโรธร่ำดังจะรุกเข้าโรมรัน”
กระนั้นเมื่อกรมพระราชวังบวรฯ จวนจะเสด็จสวรรคต รัชกาลที่ 1 ยังเสด็จมา “ง้อ” พระอนุชาธิราชอยู่ กล่าวคือ “ดำรัสร่ำเรียกโอ้พ่อมิ่งเมือง ถึงยามเคืองพี่ก็ข้ามตามถนอม สู้เอาใจไม่ถือทั้งอดออม เพราะหมายกล่อมขวัญน้องประคองเคียง”
อย่างไรก็ตาม เป็นที่แน่ชัดว่า ความระแวงและบาดหมางระหว่างกันไม่ได้ยุติลง และพระองค์เจ้าหญิงกัมพุชฉัตรก็ทรงเข้าใจว่า รัชกาลที่ 1 ยังทรงขุ่นเคืองพระราชหฤทัยมาโดยตลอด
ก่อนกรมพระราชวังบวรฯ จะเสด็จสวรรคต ทรงแสดงความอาลัยสิ่งต่าง ๆ เล่าลือกันว่า ทรง “ให้ท้าย” พระโอรสคิดก่อการแย่งราชสมบัติ ตามที่มีพระราชดำรัสในพระราชพงศาวดารฯ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ระบุว่า “สมบัติทั้งนี้พระองค์ได้กระทำศึกสงครามกู้แผ่นดินขึ้นได้ ก็เพราะพระองค์ทั้งสิ้น ไม่ควรให้สมบัติตกไปได้แก่ลูกหลานวังหลวง ผู้ใดมีสติปัญญาก็ให้เร่งคิดเอาเถิด”
เข้าใจว่า ฝ่ายวังหลวงได้ทราบพระดำรัสดังกล่าวจากการสอบสวนหลังเหตุการณ์กบฏพระองค์เจ้าลำดวนกับพระองค์เจ้าอินทปัต พระโอรสในกรมพระราชวังบวรฯ เป็นเหตุให้รัชกาลที่ 1 ทรงพระพิโรธมาก ถึงกับมีพระราชดำรัสว่า กรมพระราชวังบวรฯ “รักลูกยิ่งกว่าแผ่นดิน”และจะไม่จัดงานพระเมรุให้พระอนุชาธิราช
เรื่องพระดำรัสส่งเสริมพระโอรสกระด้างกระเดื่องจะจริงเท็จอย่างไรไม่ทราบ แต่ไม่แปลกที่ นิพพานวังหน้าจะไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เลย ทั้งยังกล่าวตรงกันข้ามว่า กรมพระราชวังบวรฯ ทรงสอนให้บรรดาพระโอรสธิดาเทิดทูนรัชกาลที่ 1 ดังความว่า “จึงดำรัสเรียกเหล่าบุตรีสมร ประโลมสอนพ่อจะร้างนิราศา ดวงจิตรฝากชีวิตรพระบิตุลา วาศนาหาไม่จงเจียมสกล”
รวมถึงทรงสั่งให้ข้าราชการวังหน้าจงรักภักดีต่อวังหลวงว่า “เราจะล่วงชิวงคตคัลไลลา จงชีพใต้ฝ่าธุลีลออง อย่าคิดคดทรยศไม่จงรัก จงตั้งภักดีต่อยุคลสนอง อาษาอย่าได้คิดชีวิตรปอง ฉลองพระเดชกว่าจะสิ้นชิวินปลง”
พระองค์เจ้าหญิงกัมพุชฉัตรยังทรงเล่าว่า เมื่อพระองค์เจ้าลำดวนและพระองค์เจ้าอินทปัตถูกจับข้อหากบฏ เจ้านายและข้าราชการวังหน้ายังไม่ทราบสาเหตุด้วยซ้ำ เพราะยังโศกเศร้าที่กรมพระราชวังบวรฯ เพิ่งเสด็จสวรรคตอยู่ เมื่อพระองค์เจ้าทั้งสองได้รับอนุญาตให้เข้ามาถวายบังคมพระบรมศพพระบิดา และฝ่ายวังหน้าพากันทราบข้อหา ก็พากันชิงชังเจ้านาย 2 พระองค์ด้วย ความว่า
“ถึงสองเชษฐ์ต้องคดีที่ข้อขำ เขาว่าโทษลึกลับให้จับจำ ก็ค้างคำเทศนาเข้ามาฟัง ต่างคนึงสุดคเนสนเทห์จิตร ไม่ทราบกิจโอ้ไฉนอย่างไรมั่ง ครั้นรู้แน่ว่ากระบถหมดทั้งวัง ชวนกันชังไม่มีภักดีปอง ควรเคืองเบื้องบรมจักรพรรดิ ไม่คิดว่าฉัตรแก้วกั้นเกษสนอง จะได้พึ่งเดชาฝ่าลออง ฉลองบาทบิตุเรศนิราไป พระบิดาบัญชากำชับสั่ง คำหลังลืมพระคุณไม่คิดได้ เพราะทนงนึกประมาทราชไภย ไม่อาไลยถึงถวายพระเพลิงปลง”
ไม่ว่าสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท จะ “ให้ท้าย” พระโอรสก่อกบฏรัชกาลที่ 1 จริงหรือไม่ แต่ข้อเท็จจริงคือ ความบาดหมางระหว่างวังหลวงกับวังหน้า ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก และยังคงเป็นปัญหาหลังจากนั้น กระทั่งรัชกาลที่ 5 ทรงยุบตำแหน่งวังหน้า แล้วแทนที่ด้วยตำแหน่ง “สยามมกุฎราชกุมาร” ในเวลาต่อมา
อ่านเพิ่มเติม :
- ความหมองหมางระหว่างพระเจ้าอยู่หัววังหลวง และกรมพระราชวังบวรสถานมงคล
- คำร่ำลืออาถรรพ์ “วังหน้า” กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อกรมพระราชวังบวรฯ ตรัสสาปแช่ง
- กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงเสี่ยงทายอธิษฐาน? ก่อนสวรรคต
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
นิธิ เอียวศรีวงศ์. นิพพานวังหน้า. นิตยสาร ศิลปวัฒนธรรมฉบับมีนาคม พ.ศ. 2545.
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว.พิมพ์ครั้งแรก ร.ศ. 127 (2451). พระราชวิจารณ์ จดหมายความทรงจำ ของ พระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี (เจ้าครอกวัดโพ). กรุงเทพฯ : บำรุงนุกูลกิจ. ห้องสมุดดิจิทัลวัชรญาณ.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ความบาดหมางวังหลวงกับวังหน้าสมัย ร.1 จากมุมพระธิดา “วังหน้าพระยาเสือ”
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com