โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปรัชญาแห่งความหวัง กับพลังของความเป็นไปได้ (จบ)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 23 ก.พ. เวลา 02.11 น. • เผยแพร่ 23 ก.พ. เวลา 02.11 น.

ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ

ปรัชญาแห่งความหวัง

กับพลังของความเป็นไปได้ (จบ)

ไมเคิล มิโลนา (Michael Milona) ได้ขยายการวิเคราะห์ออกจากตัวปัจเจกหรือตัวเราแต่ละคน เพื่อจะชี้ว่าความหวังอาจมีคุณค่าในตัว (intrinsic value) แม้ไม่มีโอกาสบรรลุผลลัพธ์ตามที่หวัง

เขากล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “เมื่อเรากระทำบางอย่างบนพื้นฐานของความหวังที่มีความหมาย เราเอื้อมไปสู่โลกที่เราปรารถนา และดึงคุณค่าของอนาคตที่ดีนั้นเข้ามาในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในปัจจุบัน”

ตรงนี้เองคือจุดมิโลนาได้แยกคุณค่าเชิงเครื่องมือหรืออุปกรณ์ออกจากคุณค่าเชิงความหมายหรืออัตลักษณ์

ต่อมา มิโลนาได้เชื่อมประเด็นนี้เข้ากับการถกเถียงเรื่อง “การครุ่นคิดไตร่ตรองในทางปฏิบัติ” (practical deliberation) โดยพิจารณาข้อเสนอของคริสโตเฟอร์ โบเบียร์ (Christopher Bobier) ที่อ้างว่า การครุ่นคิดไตร่ตรองว่าจะทำอะไรสักอย่างย่อมต้องอาศัยความหวังเสมอ เพราะเราจะไตร่ตรองได้เฉพาะสิ่งที่เราปรารถนาและเห็นว่าเป็นไปได้เท่านั้น

ตรงนี้เองที่มิโลนาเริ่มชี้ว่า ความหวังไม่ได้เป็นเพียงแรงจูงใจชั่วคราว แต่เป็นโครงสร้างที่รองรับการมองอนาคตในฐานะ สนามของการกระทำ ไม่ใช่เพียงชุดเหตุการณ์ที่รอให้เกิดขึ้น เพื่ออธิบายบทบาทเชิงโครงสร้างของความหวังให้ชัดเจนขึ้น

มิโลนาหันไปใช้แนวคิดเรื่อง “อัตลักษณ์เชิงปฏิบัติ” (practical identity) ที่เสนอว่า ตัวตนเชิงปฏิบัติของบุคคลประกอบด้วยชุดของข้อผูกมัด (commitments) ที่ทำให้ชีวิตแบบหนึ่ง “คุ้มค่าที่จะมีชีวิตอยู่” จากมุมมองของตัวบุคคลเอง

จากจุดนี้ มิโลนาเห็นว่า ความหวังมีบทบาทสำคัญในการประกอบสร้างอัตลักษณ์เชิงปฏิบัติดังกล่าว เพราะการยึดถือโครงการระยะยาวใดๆ ย่อมมาพร้อมกับความไม่แน่นอน และการอยู่กับความไม่แน่นอนนั้นต้องอาศัยความหวัง “อัตลักษณ์เชิงปฏิบัติบางส่วนของเราถูกประกอบสร้างขึ้นก็ด้วยความหวัง” นั่นเอง

ข้อความนี้เป็นหัวใจสำคัญเพราะมันแสดงให้เห็นว่า ความหวังไม่ใช่เพียงเครื่องมือเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายหรือการประสบผลสำเร็จ แต่ความหวังเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนผู้กระทำ หากบุคคลใดละทิ้งความหวังบางอย่าง เขาอาจไม่ได้เพียงเปลี่ยนท่าทีทางอารมณ์ แต่กำลังสั่นคลอนอัตลักษณ์ของตนเองเลยด้วยซ้ำ

มิโลนาเน้นย้ำว่า ในกรอบของอัตลักษณ์เชิงปฏิบัติ เหตุผลที่เรารักษาความหวังบางอย่างไว้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเหตุผลเชิงประสิทธิผลแต่อย่างใด เช่น ความหวังช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้จริง แต่เป็นเหตุผลเชิงอัตลักษณ์

กล่าวคือ เรารักษาความหวังนั้นไว้เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของ “ความเป็นตัวเรา”

ในกรณีนี้ การละทิ้งความหวังอาจหมายถึงการละทิ้งโครงการชีวิตที่ทำให้ชีวิตของเรามีความหมาย

ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมในหลายสถานการณ์ ความหวังจึงดู “หลีกเลี่ยงไม่ได้” สำหรับชีวิตที่ดี แม้ในบริบทที่โอกาสความสำเร็จน้อยมากก็ตาม

ในช่วงท้ายของบท มิโลนาเปลี่ยนน้ำหนักจากคำถามเชิงการอธิบายไปสู่คำถามเชิงบรรทัดฐานอย่างชัดเจน

นั่นคือ เหตุใดความหวังจึงมีคุณค่า และคุณค่านั้นควรถูกเข้าใจในลักษณะใด

เขาเน้นว่าการตอบคำถามนี้ไม่อาจอาศัยเหตุผลแบบเดียวได้ เพราะความหวังดูเหมือนจะมีคุณค่าหลายระดับ ตั้งแต่คุณค่าเชิงเครื่องมือหรืออุปกรณ์ ไปจนถึงคุณค่าที่ฝังอยู่ในตัวมันเอง และขยายไปถึงมิติทางสังคมและการเมือง

รูปแบบการประเมินคุณค่าความหวังที่ตรงไปตรงมาที่สุด คือการมองว่าความหวังมีคุณค่าเชิงเครื่องมือหรืออุปกรณ์ (instrumental) กล่าวคือ ความหวังมีค่าเพราะมันช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายบางอย่าง เช่น เพิ่มแรงจูงใจ ทำให้เราพยายามต่อเนื่อง หรือช่วยให้เรารับมือกับความยากลำบากได้ดีขึ้น

มิโลนายอมรับว่า มุมมองนี้มีพลังทางการอธิบายสูงและสอดคล้องกับสามัญสำนึก แต่เขาย้ำว่ามันไม่เพียงพอ เพราะมีกรณีจำนวนมากที่ความหวังดูมีคุณค่า แม้จะไม่เพิ่มโอกาสความสำเร็จเลยก็ตาม เขาเขียนไว้โดยนัยว่า การมองความหวังแบบเครื่องมือเพียงอย่างเดียวจะทำให้เราถามคำถามผิดประเภท

คือถามว่า “ความหวังช่วยให้สำเร็จหรือไม่” แทนที่จะถามว่า “ความหวังช่วยให้เราดำเนินชีวิตอย่างมีความหมายหรือเปล่า”

เพื่อตอบข้อจำกัดนี้ มิโลนาหันไปใช้แนวคิดเรื่อง “ความหวังพื้นฐาน” (fundamental hope) แนวคิดนี้เสนอว่า ความหวังบางประเภทไม่ใช่เพียงเครื่องมือไปสู่เป้าหมาย แต่เป็นส่วนประกอบของตัวตนและชีวิตที่ดี

มิโลนาอธิบายว่า “ความหวังพื้นฐาน” คือความหวังที่เชื่อมโยงโดยตรงกับโครงการชีวิตระยะยาว และเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตแบบหนึ่ง “คุ้มค่าที่จะมีชีวิตอยู่” สำหรับผู้ที่มีความหวังนั้นเอง “ความหวังบางอย่างเป็นความหวังพื้นฐาน ในความหมายที่ว่าการละทิ้งมันย่อมหมายถึงการละทิ้งชีวิตแบบหนึ่งที่เรามองว่าคุ้มค่าที่จะมีชีวิตอยู่”

ตรงนี้มิโลนาได้โยงกลับไปยังประเด็นอัตลักษณ์เชิงปฏิบัติ โดยชี้ว่า เหตุผลที่เรามีในการรักษาความหวังพื้นฐานเหล่านี้ไว้ ไม่ใช่เหตุผลเชิงประสิทธิผล แต่เป็นเหตุผลเชิงอัตลักษณ์ กล่าวคือ เรารักษามันไว้เพราะ “ถ้าไม่มีมัน เราจะไม่เป็นตัวเราแบบเดิมอีกต่อไป”

ในมุมมองนี้ ความหวังจึงมีคุณค่าภายในตัวบางส่วน ไม่ใช่เพียงเพราะมันนำไปสู่ผลลัพธ์

แต่เพราะมันประกอบสร้างความหมายของชีวิตในปัจจุบัน

มิโลนาได้ขยายการอภิปรายจากระดับปัจเจกไปสู่ระดับสังคมและการเมือง โดยชี้ว่า ความหวังไม่ได้มีบทบาทเฉพาะในชีวิตส่วนตัว แต่ยังมีบทบาทสำคัญใน การต่อต้าน การยืนหยัด และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

เขายกตัวอย่างที่มีชื่อเสียงจากนวนิยาย The Cellist of Sarajevo ซึ่งนักดนตรีเชลโลเล่นดนตรีท่ามกลางสงครามและการล้อมเมือง การกระทำนี้แทบไม่มีโอกาสเปลี่ยนผลลัพธ์ของสงคราม แต่กลับมีคุณค่าเชิงสัญลักษณ์และทางศีลธรรมอย่างลึกซึ้ง

มิโลนาสรุปบทบาทของความหวังทางสังคมและการเมืองในกรณีลักษณะนี้ไว้ว่า “เมื่อเรากระทำบนพื้นฐานของความหวังที่มีความหมาย เราเอื้อมไปสู่โลกแบบที่เราปรารถนา และดึงคุณค่าของอนาคตอันดีนั้นเข้ามาอยู่ในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในปัจจุบัน”

ตรงนี้แสดงให้เห็นว่า ความหวังทางสังคมและการเมืองมีคุณค่าโดยไม่ขึ้นกับความสำเร็จ ความหวังทางการเมืองจำนวนมากอาจล้มเหลวในเชิงผลลัพธ์ แต่ก็ยังคงมีคุณค่าในฐานะการแสดงออกถึงค่านิยม การยืนยันศักดิ์ศรี และการธำรงไว้ซึ่งโลกที่ควรจะเป็นแบบที่เรายึดถือ

มิโลนาเสนอว่า ความหวังทางสังคมและการเมืองจำนวนมากมีคุณค่าภายในตัว เพราะคุณค่าของมันไม่ได้ขึ้นกับสิ่งที่มันก่อให้เกิด แต่ขึ้นกับ สิ่งที่มันเป็นและสิ่งที่มันแสดงออก

จุดที่สำคัญมากในงานของมิโลนาคือ ความหวังทางสังคมและการเมืองทำหน้าที่ต่อต้านการลดทอนมนุษย์ให้เป็นเพียงตัวแปรเชิงเหตุผลและผลลัพธ์ ในระบบอำนาจที่กดทับ เมื่อบุคคลหรือกลุ่มคนยังคงหวังและกระทำบนพื้นฐานของความหวังนั้น แม้รู้ดีว่าผลลัพธ์อาจไม่เปลี่ยน พวกเขากำลังยืนยันว่า ชีวิตมนุษย์ไม่ควรถูกประเมินด้วยเกณฑ์ประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว

นี่คือเหตุผลที่มิโลนาเห็นว่าความหวังทางการเมืองมีคุณค่าทางศีลธรรม

แม้จะ “ล้มเหลว” ในเชิงผลลัพธ์ เพราะมันปฏิเสธตรรกะที่ว่า สิ่งใดที่ไม่มีโอกาสชนะ สิ่งนั้นจะไร้ความหมาย

แม้มิโลนาจะไม่ได้ใช้คำว่า “ศักดิ์ศรี” (dignity) อย่างเป็นทางการ แต่โครงสร้างทางเหตุผลของเขาเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับแนวคิดนี้ ความหวังทางสังคมและการเมืองทำหน้าที่ รักษาศักดิ์ศรีของผู้กระทำ โดยยืนยันว่า พวกเขายังเป็นตัวกระทำเชิงบรรทัดฐาน ไม่ใช่เพียงเหยื่อของโครงสร้าง

การกระทำที่เกิดจากความหวังจึงเป็นการ “ไม่ยอมจำนน” (refusal to capitulate) ต่อโลกที่เป็นอยู่ แม้จะไม่สามารถเปลี่ยนโลกนั้นได้ในทันที

มิโลนาไม่ได้โรแมนติไซส์ความหวังทางสังคมและการเมืองอย่างไร้เงื่อนไข

เขาเตือนโดยนัยว่า ความหวังที่เป็นแก่นสารนั้นยังต้องถูกประเมินอย่างระมัดระวัง

เพราะมันอาจนำไปสู่การเสียสละที่ไม่จำเป็น หรือการยึดมั่นในโครงการที่ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น

อย่างไรก็ตาม การเตือนนี้ไม่ได้ลดทอนข้อเสนอหลักของเขา แต่ยิ่งเน้นว่า คุณค่าของความหวังไม่อาจถูกตัดสินด้วยเกณฑ์เดียว และต้องพิจารณาทั้งบทบาทเชิงอัตลักษณ์ เชิงศีลธรรม และเชิงสังคมควบคู่กัน

ท้ายสุดนี้ ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาอาจทำให้บางคนรู้สึกสิ้นหวัง หดหู่ ทดท้อระย่อต่อทางเดินข้างหน้า

บางคนถึงขนาดออกมาประกาศว่าจะไม่สนใจไยดีกับสังคมอีกต่อไป

อย่างที่มิโลนากล่าวไว้ข้างต้นว่า หากเราละทิ้งความหวัง ย่อมหมายถึงการละทิ้งชีวิตแบบหนึ่งที่เรามองว่าคุ้มค่าที่จะมีชีวิตอยู่หรือก่อนหน้านี้เราต่อสู้เพื่อที่จะได้มันมา

ความหวังทางการเมืองเป็นสิ่งที่มีคุณค่า แม้จะล้มเหลวในเชิงผลลัพธ์ แต่ใช่ว่าสิ่งใดที่ไม่มีโอกาสชนะ สิ่งนั้นจะไร้ความหมาย

ความหวังจึงจำเป็นสำหรับพวกเราอยู่เสมอ เพราะการมีความหวังนั้นคือพลังแห่งความเป็นไปได้ และความหวังยังแสดงถึงการไม่ยอมจำนนต่อโลกนั่นเอง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปรัชญาแห่งความหวัง กับพลังของความเป็นไปได้ (จบ)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...