ปรัชญาแห่งความหวัง กับพลังของความเป็นไปได้ (จบ)
ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ
ปรัชญาแห่งความหวัง
กับพลังของความเป็นไปได้ (จบ)
ไมเคิล มิโลนา (Michael Milona) ได้ขยายการวิเคราะห์ออกจากตัวปัจเจกหรือตัวเราแต่ละคน เพื่อจะชี้ว่าความหวังอาจมีคุณค่าในตัว (intrinsic value) แม้ไม่มีโอกาสบรรลุผลลัพธ์ตามที่หวัง
เขากล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “เมื่อเรากระทำบางอย่างบนพื้นฐานของความหวังที่มีความหมาย เราเอื้อมไปสู่โลกที่เราปรารถนา และดึงคุณค่าของอนาคตที่ดีนั้นเข้ามาในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในปัจจุบัน”
ตรงนี้เองคือจุดมิโลนาได้แยกคุณค่าเชิงเครื่องมือหรืออุปกรณ์ออกจากคุณค่าเชิงความหมายหรืออัตลักษณ์
ต่อมา มิโลนาได้เชื่อมประเด็นนี้เข้ากับการถกเถียงเรื่อง “การครุ่นคิดไตร่ตรองในทางปฏิบัติ” (practical deliberation) โดยพิจารณาข้อเสนอของคริสโตเฟอร์ โบเบียร์ (Christopher Bobier) ที่อ้างว่า การครุ่นคิดไตร่ตรองว่าจะทำอะไรสักอย่างย่อมต้องอาศัยความหวังเสมอ เพราะเราจะไตร่ตรองได้เฉพาะสิ่งที่เราปรารถนาและเห็นว่าเป็นไปได้เท่านั้น
ตรงนี้เองที่มิโลนาเริ่มชี้ว่า ความหวังไม่ได้เป็นเพียงแรงจูงใจชั่วคราว แต่เป็นโครงสร้างที่รองรับการมองอนาคตในฐานะ สนามของการกระทำ ไม่ใช่เพียงชุดเหตุการณ์ที่รอให้เกิดขึ้น เพื่ออธิบายบทบาทเชิงโครงสร้างของความหวังให้ชัดเจนขึ้น
มิโลนาหันไปใช้แนวคิดเรื่อง “อัตลักษณ์เชิงปฏิบัติ” (practical identity) ที่เสนอว่า ตัวตนเชิงปฏิบัติของบุคคลประกอบด้วยชุดของข้อผูกมัด (commitments) ที่ทำให้ชีวิตแบบหนึ่ง “คุ้มค่าที่จะมีชีวิตอยู่” จากมุมมองของตัวบุคคลเอง
จากจุดนี้ มิโลนาเห็นว่า ความหวังมีบทบาทสำคัญในการประกอบสร้างอัตลักษณ์เชิงปฏิบัติดังกล่าว เพราะการยึดถือโครงการระยะยาวใดๆ ย่อมมาพร้อมกับความไม่แน่นอน และการอยู่กับความไม่แน่นอนนั้นต้องอาศัยความหวัง “อัตลักษณ์เชิงปฏิบัติบางส่วนของเราถูกประกอบสร้างขึ้นก็ด้วยความหวัง” นั่นเอง
ข้อความนี้เป็นหัวใจสำคัญเพราะมันแสดงให้เห็นว่า ความหวังไม่ใช่เพียงเครื่องมือเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายหรือการประสบผลสำเร็จ แต่ความหวังเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนผู้กระทำ หากบุคคลใดละทิ้งความหวังบางอย่าง เขาอาจไม่ได้เพียงเปลี่ยนท่าทีทางอารมณ์ แต่กำลังสั่นคลอนอัตลักษณ์ของตนเองเลยด้วยซ้ำ
มิโลนาเน้นย้ำว่า ในกรอบของอัตลักษณ์เชิงปฏิบัติ เหตุผลที่เรารักษาความหวังบางอย่างไว้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเหตุผลเชิงประสิทธิผลแต่อย่างใด เช่น ความหวังช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้จริง แต่เป็นเหตุผลเชิงอัตลักษณ์
กล่าวคือ เรารักษาความหวังนั้นไว้เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของ “ความเป็นตัวเรา”
ในกรณีนี้ การละทิ้งความหวังอาจหมายถึงการละทิ้งโครงการชีวิตที่ทำให้ชีวิตของเรามีความหมาย
ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมในหลายสถานการณ์ ความหวังจึงดู “หลีกเลี่ยงไม่ได้” สำหรับชีวิตที่ดี แม้ในบริบทที่โอกาสความสำเร็จน้อยมากก็ตาม
ในช่วงท้ายของบท มิโลนาเปลี่ยนน้ำหนักจากคำถามเชิงการอธิบายไปสู่คำถามเชิงบรรทัดฐานอย่างชัดเจน
นั่นคือ เหตุใดความหวังจึงมีคุณค่า และคุณค่านั้นควรถูกเข้าใจในลักษณะใด
เขาเน้นว่าการตอบคำถามนี้ไม่อาจอาศัยเหตุผลแบบเดียวได้ เพราะความหวังดูเหมือนจะมีคุณค่าหลายระดับ ตั้งแต่คุณค่าเชิงเครื่องมือหรืออุปกรณ์ ไปจนถึงคุณค่าที่ฝังอยู่ในตัวมันเอง และขยายไปถึงมิติทางสังคมและการเมือง
รูปแบบการประเมินคุณค่าความหวังที่ตรงไปตรงมาที่สุด คือการมองว่าความหวังมีคุณค่าเชิงเครื่องมือหรืออุปกรณ์ (instrumental) กล่าวคือ ความหวังมีค่าเพราะมันช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายบางอย่าง เช่น เพิ่มแรงจูงใจ ทำให้เราพยายามต่อเนื่อง หรือช่วยให้เรารับมือกับความยากลำบากได้ดีขึ้น
มิโลนายอมรับว่า มุมมองนี้มีพลังทางการอธิบายสูงและสอดคล้องกับสามัญสำนึก แต่เขาย้ำว่ามันไม่เพียงพอ เพราะมีกรณีจำนวนมากที่ความหวังดูมีคุณค่า แม้จะไม่เพิ่มโอกาสความสำเร็จเลยก็ตาม เขาเขียนไว้โดยนัยว่า การมองความหวังแบบเครื่องมือเพียงอย่างเดียวจะทำให้เราถามคำถามผิดประเภท
คือถามว่า “ความหวังช่วยให้สำเร็จหรือไม่” แทนที่จะถามว่า “ความหวังช่วยให้เราดำเนินชีวิตอย่างมีความหมายหรือเปล่า”
เพื่อตอบข้อจำกัดนี้ มิโลนาหันไปใช้แนวคิดเรื่อง “ความหวังพื้นฐาน” (fundamental hope) แนวคิดนี้เสนอว่า ความหวังบางประเภทไม่ใช่เพียงเครื่องมือไปสู่เป้าหมาย แต่เป็นส่วนประกอบของตัวตนและชีวิตที่ดี
มิโลนาอธิบายว่า “ความหวังพื้นฐาน” คือความหวังที่เชื่อมโยงโดยตรงกับโครงการชีวิตระยะยาว และเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตแบบหนึ่ง “คุ้มค่าที่จะมีชีวิตอยู่” สำหรับผู้ที่มีความหวังนั้นเอง “ความหวังบางอย่างเป็นความหวังพื้นฐาน ในความหมายที่ว่าการละทิ้งมันย่อมหมายถึงการละทิ้งชีวิตแบบหนึ่งที่เรามองว่าคุ้มค่าที่จะมีชีวิตอยู่”
ตรงนี้มิโลนาได้โยงกลับไปยังประเด็นอัตลักษณ์เชิงปฏิบัติ โดยชี้ว่า เหตุผลที่เรามีในการรักษาความหวังพื้นฐานเหล่านี้ไว้ ไม่ใช่เหตุผลเชิงประสิทธิผล แต่เป็นเหตุผลเชิงอัตลักษณ์ กล่าวคือ เรารักษามันไว้เพราะ “ถ้าไม่มีมัน เราจะไม่เป็นตัวเราแบบเดิมอีกต่อไป”
ในมุมมองนี้ ความหวังจึงมีคุณค่าภายในตัวบางส่วน ไม่ใช่เพียงเพราะมันนำไปสู่ผลลัพธ์
แต่เพราะมันประกอบสร้างความหมายของชีวิตในปัจจุบัน
มิโลนาได้ขยายการอภิปรายจากระดับปัจเจกไปสู่ระดับสังคมและการเมือง โดยชี้ว่า ความหวังไม่ได้มีบทบาทเฉพาะในชีวิตส่วนตัว แต่ยังมีบทบาทสำคัญใน การต่อต้าน การยืนหยัด และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
เขายกตัวอย่างที่มีชื่อเสียงจากนวนิยาย The Cellist of Sarajevo ซึ่งนักดนตรีเชลโลเล่นดนตรีท่ามกลางสงครามและการล้อมเมือง การกระทำนี้แทบไม่มีโอกาสเปลี่ยนผลลัพธ์ของสงคราม แต่กลับมีคุณค่าเชิงสัญลักษณ์และทางศีลธรรมอย่างลึกซึ้ง
มิโลนาสรุปบทบาทของความหวังทางสังคมและการเมืองในกรณีลักษณะนี้ไว้ว่า “เมื่อเรากระทำบนพื้นฐานของความหวังที่มีความหมาย เราเอื้อมไปสู่โลกแบบที่เราปรารถนา และดึงคุณค่าของอนาคตอันดีนั้นเข้ามาอยู่ในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในปัจจุบัน”
ตรงนี้แสดงให้เห็นว่า ความหวังทางสังคมและการเมืองมีคุณค่าโดยไม่ขึ้นกับความสำเร็จ ความหวังทางการเมืองจำนวนมากอาจล้มเหลวในเชิงผลลัพธ์ แต่ก็ยังคงมีคุณค่าในฐานะการแสดงออกถึงค่านิยม การยืนยันศักดิ์ศรี และการธำรงไว้ซึ่งโลกที่ควรจะเป็นแบบที่เรายึดถือ
มิโลนาเสนอว่า ความหวังทางสังคมและการเมืองจำนวนมากมีคุณค่าภายในตัว เพราะคุณค่าของมันไม่ได้ขึ้นกับสิ่งที่มันก่อให้เกิด แต่ขึ้นกับ สิ่งที่มันเป็นและสิ่งที่มันแสดงออก
จุดที่สำคัญมากในงานของมิโลนาคือ ความหวังทางสังคมและการเมืองทำหน้าที่ต่อต้านการลดทอนมนุษย์ให้เป็นเพียงตัวแปรเชิงเหตุผลและผลลัพธ์ ในระบบอำนาจที่กดทับ เมื่อบุคคลหรือกลุ่มคนยังคงหวังและกระทำบนพื้นฐานของความหวังนั้น แม้รู้ดีว่าผลลัพธ์อาจไม่เปลี่ยน พวกเขากำลังยืนยันว่า ชีวิตมนุษย์ไม่ควรถูกประเมินด้วยเกณฑ์ประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว
นี่คือเหตุผลที่มิโลนาเห็นว่าความหวังทางการเมืองมีคุณค่าทางศีลธรรม
แม้จะ “ล้มเหลว” ในเชิงผลลัพธ์ เพราะมันปฏิเสธตรรกะที่ว่า สิ่งใดที่ไม่มีโอกาสชนะ สิ่งนั้นจะไร้ความหมาย
แม้มิโลนาจะไม่ได้ใช้คำว่า “ศักดิ์ศรี” (dignity) อย่างเป็นทางการ แต่โครงสร้างทางเหตุผลของเขาเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับแนวคิดนี้ ความหวังทางสังคมและการเมืองทำหน้าที่ รักษาศักดิ์ศรีของผู้กระทำ โดยยืนยันว่า พวกเขายังเป็นตัวกระทำเชิงบรรทัดฐาน ไม่ใช่เพียงเหยื่อของโครงสร้าง
การกระทำที่เกิดจากความหวังจึงเป็นการ “ไม่ยอมจำนน” (refusal to capitulate) ต่อโลกที่เป็นอยู่ แม้จะไม่สามารถเปลี่ยนโลกนั้นได้ในทันที
มิโลนาไม่ได้โรแมนติไซส์ความหวังทางสังคมและการเมืองอย่างไร้เงื่อนไข
เขาเตือนโดยนัยว่า ความหวังที่เป็นแก่นสารนั้นยังต้องถูกประเมินอย่างระมัดระวัง
เพราะมันอาจนำไปสู่การเสียสละที่ไม่จำเป็น หรือการยึดมั่นในโครงการที่ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
อย่างไรก็ตาม การเตือนนี้ไม่ได้ลดทอนข้อเสนอหลักของเขา แต่ยิ่งเน้นว่า คุณค่าของความหวังไม่อาจถูกตัดสินด้วยเกณฑ์เดียว และต้องพิจารณาทั้งบทบาทเชิงอัตลักษณ์ เชิงศีลธรรม และเชิงสังคมควบคู่กัน
ท้ายสุดนี้ ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาอาจทำให้บางคนรู้สึกสิ้นหวัง หดหู่ ทดท้อระย่อต่อทางเดินข้างหน้า
บางคนถึงขนาดออกมาประกาศว่าจะไม่สนใจไยดีกับสังคมอีกต่อไป
อย่างที่มิโลนากล่าวไว้ข้างต้นว่า หากเราละทิ้งความหวัง ย่อมหมายถึงการละทิ้งชีวิตแบบหนึ่งที่เรามองว่าคุ้มค่าที่จะมีชีวิตอยู่หรือก่อนหน้านี้เราต่อสู้เพื่อที่จะได้มันมา
ความหวังทางการเมืองเป็นสิ่งที่มีคุณค่า แม้จะล้มเหลวในเชิงผลลัพธ์ แต่ใช่ว่าสิ่งใดที่ไม่มีโอกาสชนะ สิ่งนั้นจะไร้ความหมาย
ความหวังจึงจำเป็นสำหรับพวกเราอยู่เสมอ เพราะการมีความหวังนั้นคือพลังแห่งความเป็นไปได้ และความหวังยังแสดงถึงการไม่ยอมจำนนต่อโลกนั่นเอง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปรัชญาแห่งความหวัง กับพลังของความเป็นไปได้ (จบ)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly