สภาพัฒน์ จับตาภาษี “ทรัมป์” ชี้เร็วเกินไปประเมินผลกระทบส่งออก
สภาพัฒน์ ชี้ เร็วเกินไปที่จะประเมินสถานการณ์ส่งออกไทย-ออกมาตรการรับมือ หลังทรัมป์ประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่ 15% ทั่วโลก มองไทยได้เปรียบส่วนต่างภาษีเพิ่มจาก 19% เป็น 15% แต่ต้องจับตามาตรการภาษีเฉพาะสินค้า-อุตสาหกรรม เผยทีมเศรษฐกิจร่วมประชุมประเมินผลกระทบเบื้องต้นแล้ว
23 ก.พ. 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ( สศช .) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยว่า กรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลกจาก 10% เป็น 15% เป็นเวลา 150 วัน หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินให้ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลก ทำให้ประเทศต่างๆ ได้รับอัตราภาษีที่เท่ากันทุกประเทศ ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศกลับไปสัดส่วนที่เป็นพื้นฐานของอุตสาหกรรมนั้นๆ
สำหรับประเทศไทย ซึ่งเดิมได้รับอัตราภาษีที่19% หากมีการปรับลดลงมาเหลือ 15% จริง จะถือว่าไทยได้รับกำไรจากส่วนต่างภาษีนี้ถึง 4% ในขณะที่คู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามอาจได้กำไรส่วนต่างนี้ถึง 5% อย่างไรก็ตามต้องจับตาว่าสหรัฐฯ จะเริ่มพิจารณาเก็บภาษีเป็นรายอุตสาหกรรมหรือรายสินค้าหรือไม่ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเหล็กและอลูมิเนียมที่ยังมีมาตรการเฉพาะอยู่
“ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบต่อการส่งออกไทย แต่ข้อดีคือตอนนี้ทุกประเทศได้รับอัตราภาษีเท่ากันอยู่ที่ 15% แม้จะ 150 วันก็ตาม ดังนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถในการส่งออกของแต่ละประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาการส่งออกไปสหรัฐฯ ของไทยก็ค่อยข้างไปได้ สิ่งสำคัญคือต้องจับตาว่าหากมีมาตรการภาษีเฉพาะสินค้าจะกระทบอย่างไร”
ขณะที่อีกประเด็นสำคัญคือภาษีที่แต่ละประเทศได้จ่ายไปก่อนหน้านี้จะสามารถขอคืนได้หรือไม่เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าในสหรัฐฯ ต่างต้องร่วมกันแบกรับภาระภาษี ซึ่งหากสหรัฐฯ ให้ประเทศต่างๆ ฟ้องศาลเพื่อขอคืนภาษีคำตัดสินของศาลในคดีแรกจะกลายเป็นมาตรฐานกรณีอื่นๆ ต่อไป
นายดนุชา เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมประชุมหารือเพื่อประเมินทิศทางเบื้องต้นอย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ข้อมูลยังคงมีจำกัดเนื่องจากสถานการณ์เพิ่งเริ่มนิ่ง และทางสหรัฐฯ ยังไม่มีการรายงานอย่างเป็นทางการที่ชัดเจน ทำให้ภาคยังไม่สามารถออกมาตรการตอบโต้หรือสนับสนุนได้ทันที แต่ต้องรอจังหวะเพื่อดำเนินตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะออกมาตรการเพื่อรับมือกับผลกระทบได้ เพราะมาตรการเพิ่งประกาศออกมาเพียงแค่ 2 วัน และยังมีความไม่ชัดเจนอยู่ แต่เราก็ได้มีการประชุมหารือทิศทางเบื้องต้นแล้ว”