Donroe Doctrine ทรัมป์กับการเมืองโลก 2026
ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
Donroe Doctrine
ทรัมป์กับการเมืองโลก 2026
“เราเข้าควบคุมสถานการณ์ไว้ได้หมดแล้ว”
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
คำกล่าวถึงความสำเร็จของปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในเวเนซุเอลา
3 มกราคม 2026
เหตุการณ์การตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันที่ 3 มกราคม 2026 ด้วยการส่งกำลังบุกเวเนซุเอลา และจับตัวผู้นำประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร พร้อมภรรยาออกไปจากประเทศ เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่ศาลนิวยอร์กในสหรัฐนั้น ได้กลายเป็น “ประเด็นร้อนแรง” ในเวทีโลกทันที และเป็นสัญญาณว่าการเมืองโลก 2026 อาจจะมีความผันผวนมากกว่าที่เราคิด
การเปิดปฏิบัติการทางทหารในครั้งนี้เป็นเรื่องชวนให้โลกต้องคิดอย่างมาก เพราะทรัมป์กำลังพานโยบายต่างประเทศของอเมริกันกลับสู่ยุคศตวรรษที่ 19 อย่างไม่น่าเชื่อ และเป็นแนวนโยบายที่เดินตามกรอบคิดของอดีตประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร (James Monroe) ที่ได้ออกแบบไว้ในปี 1823 เพื่อหยุดยั้งการขยายตัวของอิทธิพลของยุโรปในพื้นที่ “ภูมิภาคตะวันตก” (Western Hemisphere) และนโยบายนี้รู้จักกันในชื่อของ “หลักการมอนโร” (Monroe Doctrine)
อย่างไรก็ตาม บทความนี้จะไม่แปลคำนี้ในแบบที่เราอาจคุ้นเคยคือ “หลักลัทธิมอนโร” หรือแปลในแบบภาษาทางทหารว่า “หลักนิยมมอนโร” แต่จะขอแปลคำว่า “Doctrine” ในที่นี้ว่าเป็น “หลักการ” ที่มีนัยถึงหลักการของแนวนโยบายต่างประเทศของผู้นำสหรัฐในแต่ละยุค หรือในแต่ละสถานการณ์หนึ่งๆ ที่ทำเนียบขาวต้องกำหนดหลักการให้มีความชัดเจนในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ทั้งยังใช้เป็นหัวข้อในการสื่อสารทางการเมืองกับสังคมอเมริกันเอง
การกลับมาของ Realpolitik
หากเราย้อนกลับไปพิจารณาแนวความคิดในนโยบายต่างประเทศของทรัมป์แล้ว จะเห็นได้ชัดว่า เมื่อทรัมป์มากับกระแสการเมืองในแบบ “ประชานิยมปีกขวา” (Rightwing Populism) แล้ว ด้านหนึ่งเขาอาจพยายามแสดงตัวในแบบของชุดความคิดทางการเมืองนี้คือ แนวคิดในแบบ “โดดเดี่ยวนิยม” (Isolationism) ดังที่เขาและกลุ่มคนในสายอุดมการณ์นี้ถือเป็นหลักการที่สำคัญ
ในอีกด้านหนึ่งของความเป็นประชานิยมปีกขวา ทำให้เขาเป็นสาย “ชาตินิยม” ในตัวเอง เพราะความเป็นคนในกลุ่มการเมืองปีกขวานั้น มีลัทธิชาตินิยมเป็นองค์ประกอบสำคัญเสมอ ซึ่งแนวคิดเช่นนี้ ส่วนหนึ่งขยายตัวเป็น “กระแสต่อต้านคนนอก” หรือเป็นพวก “รังเกียจคนนอก” (Xenophobia) ดังจะเห็นได้จากการต่อต้านผู้อพยพและชาวมุสลิมในสังคมอเมริกัน
การผสมผสานระหว่าง “ชาตินิยม” กับ “โดดเดี่ยวนิยม” นั้น อาจจะมิได้หมายถึงการวางน้ำหนักของนโยบายในแบบอยู่กับ “โลกภายใน” ของสังคมอเมริกัน โดยไม่ออกไปยุ่งกับโลกภายนอก หากแต่ในอีกด้านอาจมีนัยถึงการกำหนดพื้นที่ทางภูมิรัฐศาสตร์นอกประเทศ และเป็นพื้นที่ที่ไม่ประสงค์ให้รัฐมหาอำนาจภายนอกเข้ามามีบทบาทในพื้นที่ดังกล่าว หรืออีกนัยหนึ่งพื้นที่นี้จะต้องเป็น “เขตอิทธิพล” (Sphere of Influence) ของสหรัฐเท่านั้น
หากพิจารณาจากภาษาที่ใช้แล้ว คงต้องยอมรับเสมือนว่าทรัมป์กำลังถอยหลังการเมืองโลกกลับสู่ยุคของการเมืองแบบ “สัจนิยม” (Realism) หรือที่ในทางทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเรียก “Realpolitik” อันมีนัยถึงการเมืองระหว่างประเทศที่เน้นถึงการใช้อำนาจของรัฐมหาอำนาจใหญ่ เพื่อให้ได้ผลประโยชน์ตามที่ต้องการ การเมืองชุดนี้จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องของหลักการ อุดมการณ์ ศีลธรรม หรือจริยธรรมระหว่างประเทศเท่าใดนัก เพราะหลักการสำคัญมีประการเดียวคือ การแสวงหาผลประโยชน์ด้วยการใช้อำนาจของรัฐมหาอำนาจใหญ่ อันเป็นความท้าทายอย่างมากต่อการดำรงอยู่ของระเบียบโลกแบบเสรีนิยม
บางคนอาจจะโต้แย้งว่า การเมืองในเวทีโลกก็เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ยุคของ “สงครามนครรัฐกรีก” ที่เห็นถึงความขัดแย้งในช่วงศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล (5 BC) คือข้อพิพาทระหว่างเอเธนส์กับสปาร์ตา อันนำไปสู่การกำเนิดในบรรณพิภพของหนังสือเล่มสำคัญในสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือ “ประวัติศาสตร์ของสงครามเพโลพอนนีเซียน” (History of Peloponnesian War) บันทึกสงครามเล่มนี้เปลี่ยนมุมมองของความขัดแย้งที่สงครามไม่ใช่เรื่องของทวยเทพ หากเป็นปัญหาของรัฐมหาอำนาจ
ผู้เขียนคือ “ธูซิดิดิส” (Thucydides) ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็น “มหาอาจารย์” ของสาขานี้ หรือที่ถือกันว่าชาวกรีกผู้นี้คือ “ครูคนแรก” ของสาขาการเมืองระหว่างประเทศ เพราะงานเขียนของเขาที่แม้จะเป็นเรื่องราวการต่อสู้ของบรรดานครรัฐกรีกในยุคก่อนคริสตกาล แต่หนังสือเล่มนี้มีส่วนอย่างสำคัญได้จัดวางรากฐานทางความคิดให้แก่บรรดาคนรุ่นหลังในการมองปัญหาการต่อสู้ของรัฐมหาอำนาจในเวทีระหว่างประเทศ
ดังนั้น หนังสือนี้คือต้นทางทางความคิดที่สะท้อนถึง “การเมืองของรัฐมหาอำนาจใหญ่” ที่ในยุคต่อมาถูกเรียกในบริบทของรัฐเยอรมนีกับการเมืองในยุโรป ที่ดำเนินการโดย “บิสมาร์ค” ว่า “Realpolitik” อันมีความหมายถึง “การแข่งขันของรัฐมหาอำนาจ” ที่มีการสร้างอิทธิพลในเวทีระหว่างประเทศเป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวดูจะสอดรับกับการเมืองโลกในยุคปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง หรืออาจกล่าวได้ว่าแนวคิดแบบ Realpolitik ได้กลับสู่เวทีการเมืองโลกร่วมสมัยอีกครั้งอย่างชัดเจน
Realpolitik ของทรัมป์
การกลับสู่ทำเนียบขาวอีกครั้งของทรัมป์หลังจากการสาบานตัวรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคม 2025 นั้น เห็นได้ชัดว่าทรัมป์เล่นกับการสร้าง “กระแสชาตินิยมอเมริกัน” ด้วยการแสดงทัศนะในแบบผู้นำ “จักรวรรดิใหญ่” อย่างมาก เช่น การเปลี่ยนชื่ออ่าวเม็กซิโกเป็นอ่าวอเมริกา การเข้าควบคุมคลองปานามา การแสดงออกอย่างชัดเจนถึงความต้องการที่จะได้กรีนแลนด์มาเป็น “รัฐใหม่” ของสหรัฐ
การแสดงท่าทีเช่นนี้อาจจะดูเป็น “เรื่องตลกย้อนยุค” ในช่วงต้น เพราะไม่น่าจะสอดคล้องกับสมัยปัจจุบัน เนื่องจากเป็นทัศนะในแบบ “ยุคจักรวรรดินิยม” (Imperialism) แต่ท่าทีเช่นนี้ตามมาด้วยการแสดงออกถึงอาการแบบ “เอาจริง” ผ่านการโจมตีทางทหารต่อเรือที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเรือขนยาเสพติดในทะเลแคริบเบียน และดำเนินการต่อมาด้วยการบุกจับตัวผู้นำเวเนซุเอลาและภรรยา เพื่อนำไปเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่นิวยอร์ก และทรัมป์อธิบายถึงการกระทำครั้งนี้ว่าเป็นความพยายามในการหยุดการส่งออกยาเสพติดเข้าสู่สังคมอเมริกัน และป้องกันการขยายตัวของปัญหาผู้อพยพในภูมิภาค
แต่ในทางยุทธศาสตร์แล้ว การบุกเวเนซุเอลาครั้งนี้คือภาพสะท้อนทัศนะของผู้นำอเมริกันในทุกยุคทุกสมัยที่ต้องการเข้าควบคุมพื้นที่ที่ถือเป็น “เขตอิทธิพลที่สำคัญ” ของอเมริกาที่ถูกเรียกว่าเป็น “ภูมิภาคตะวันตก” เพราะพื้นที่นี้ถือเป็นอาณาบริเวณความมั่นคงที่สำคัญ อีกทั้งยังมีสถานะเป็นตลาดที่มีความสำคัญในทางเศรษฐกิจ และเป็นแหล่งทรัพยากรที่หายาก และในทางภูมิรัฐศาสตร์พื้นที่นี้คือ “หลังบ้าน” ของสหรัฐนั่นเอง
การเข้าควบคุมพื้นที่นี้ในอดีตของยุคสงครามเย็น สหรัฐกระทำผ่านการสนับสนุนรัฐบาลฝ่ายขวาด้วยการรัฐประหาร หรืออาจแทรกแซงด้วยการปฏิบัติการลับ รวมถึงการใช้มาตรการทางทหาร เช่น การบุกจับผู้นำรัฐบาลปานามาด้วยข้อหาการค้ายาเสพติด เป็นต้น แต่ในยุคหลังสงครามเย็น สหรัฐใช้การขับเคลื่อนผ่านการสร้างประชาธิปไตยและการเปิดเขตการค้าเสรีในภูมิภาค เป็นต้น แต่ในยุคของทรัมป์ นโยบายแบบ “สายเหยี่ยว” ต่อการจัดการกับปัญหาในลาตินอเมริกากลายเป็นทิศทางหลัก
นอกจากนี้ นโยบายสายเหยี่ยวยังนำไปใช้เสมือนการ “กวาดหลังบ้าน” เพื่อผลักดันอิทธิพลรัฐมหาอำนาจอื่นให้ออกไปจากภูมิภาคตะวันตก จนมีการเปรียบความคล้ายคลึงทางความคิดของทรัมป์กับประธานาธิบดีมอนโรที่ประกาศหลักการนี้ในศตวรรษที่ 19 และเรียกนโยบายนี้ด้วยคำล้อเล่นตามชื่อหน้าของทรัมป์ว่า “หลักการดอนโร” (Donroe Doctrine)
หลักการมอนโรในปี 1823 คือการผลักดันให้รัฐมหาอำนาจยุโรปออกไปจากภูมิภาคลาตินอเมริกา ส่วนการดำเนินการตาม “หลักการดอนโร” ในปี 2025-2026 คือ การผลักดันอิทธิพลจีน และอาจรวมถึงรัสเซียด้วยให้ออกไปจากภูมิภาคนี้ เนื่องจากในระยะที่ผ่านมา จีนได้เข้าไปขยายอิทธิพลในพื้นที่แถบนี้อย่างมาก ซึ่งการดำเนินการในลักษณะเช่นนี้ทำให้เกิดการตีความว่าผู้นำสหรัฐกำลังส่งสัญญาณให้เกิดการแบ่งเขตอิทธิพลของรัฐมหาอำนาจในพื้นที่ส่วนต่างๆ ของโลก ดังที่รัฐมนตรีกลาโหมอเมริกันกล่าวว่า “ภูมิภาคตะวันตกเป็นเพื่อนบ้านของอเมริกา และเรา [สหรัฐ] จะคุ้มครองพื้นที่นี้เอง” (Pete Hegseth, พฤศจิกายน 2025)
ทัศนะเช่นนี้สะท้อนชัดว่า ไม่เพียงพื้นที่ของโลกจะถูกแบ่งเป็นเขตอิทธิพลของรัฐมหาอำนาจเท่านั้น หากในแต่ละพื้นที่ต้องมีรัฐที่เป็นเสมือน “หัวหน้า” ในการควบคุมอาณาบริเวณนั้น บางคนอาจจะวิจารณ์ว่า ทรัมป์เติบโตในนิวยอร์ก และการเมืองท้องถิ่นของนิวยอร์กที่มีทั้งนักการเมือง ผู้นำธุรกิจ ผู้นำแรงงาน และมาเฟีย ซึ่งในบริบทเช่นนี้มีความชัดเจนถึงการมี “หัวหน้า” หรือ “เจ้านาย” (Bosses) ที่ต้องควบคุมทุกอย่างให้มีความสงบเรียบร้อย หรือหากเอาการเมืองแบบนิวยอร์กของทรัมป์มาอธิบายก็อาจกล่าวได้ว่า การมีหัวหน้าควบคุมพื้นที่เช่นนี้จะทำให้เกิดเสถียรภาพ และพื้นที่นี้ได้ถูกจัดสรรให้อยู่ในความควบคุมของหัวหน้าแต่ละฝ่าย (ความเห็นของ John Feeley อดีตทูตอเมริกันประจำปานามา)
อนาคต
การดำเนินนโยบายของทรัมป์เช่นนี้จึงเป็นการยกเลิกหลักการเดิมในนโยบายต่างประเทศอเมริกัน ที่ใช้นโยบายแบบเสรีนิยมและการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือ แต่นโยบายใหม่มีความตรงไปตรงมาคือ ทรัมป์จะให้รางวัลตอบแทนแก่รัฐบาลในภูมิภาคที่ยอมเป็นพวกด้วย และจะลงโทษหรืออาจจะลงโทษอย่างหนักกับรัฐบาลที่เป็นศัตรู
ในอีกด้านหนึ่ง การผลักดันจีนให้ออกไปจากลาตินอเมริกานั้น ทำให้การแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐในเวทีโลกมีความเข้มข้นมากขึ้น อีกทั้งเป็นที่ทราบกันดีว่าจีนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับผู้นำรัฐบาลเวเนซุเอลาอย่างมาก และจีนเองก็เข้าไปหาประโยชน์ทั้งในเวเนซุเอลาและในลาตินอเมริกาอย่างมากด้วย ซึ่งสายเหยี่ยวในการเมืองอเมริกันยอมรับในจุดนี้ไม่ได้ เพราะมองว่าเป็นภัยคุกคามที่ใกล้ตัว
ดังนั้น “หลักการดอนโร” หรือ “หลักการมอนโรในศตวรรษที่ 21” จึงถูกนำมาใช้ปฏิบัติ และเริ่มต้นใช้ที่เวเนซุเอลา ซึ่งทำให้มีคำถามตามมาว่า แล้วประเทศใดจะเป็นประเทศที่ 2 และรัฐมหาอำนาจอื่นอย่างจีนและรัสเซียจะตอบโต้นโยบายสร้างเขตอิทธิพลของอเมริกาอย่างไร!
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Donroe Doctrine ทรัมป์กับการเมืองโลก 2026
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly