โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Donroe Doctrine ทรัมป์กับการเมืองโลก 2026

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 04 ก.พ. เวลา 11.01 น. • เผยแพร่ 04 ก.พ. เวลา 02.45 น.

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

Donroe Doctrine

ทรัมป์กับการเมืองโลก 2026

“เราเข้าควบคุมสถานการณ์ไว้ได้หมดแล้ว”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

คำกล่าวถึงความสำเร็จของปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในเวเนซุเอลา

3 มกราคม 2026

เหตุการณ์การตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันที่ 3 มกราคม 2026 ด้วยการส่งกำลังบุกเวเนซุเอลา และจับตัวผู้นำประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร พร้อมภรรยาออกไปจากประเทศ เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่ศาลนิวยอร์กในสหรัฐนั้น ได้กลายเป็น “ประเด็นร้อนแรง” ในเวทีโลกทันที และเป็นสัญญาณว่าการเมืองโลก 2026 อาจจะมีความผันผวนมากกว่าที่เราคิด

การเปิดปฏิบัติการทางทหารในครั้งนี้เป็นเรื่องชวนให้โลกต้องคิดอย่างมาก เพราะทรัมป์กำลังพานโยบายต่างประเทศของอเมริกันกลับสู่ยุคศตวรรษที่ 19 อย่างไม่น่าเชื่อ และเป็นแนวนโยบายที่เดินตามกรอบคิดของอดีตประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร (James Monroe) ที่ได้ออกแบบไว้ในปี 1823 เพื่อหยุดยั้งการขยายตัวของอิทธิพลของยุโรปในพื้นที่ “ภูมิภาคตะวันตก” (Western Hemisphere) และนโยบายนี้รู้จักกันในชื่อของ “หลักการมอนโร” (Monroe Doctrine)

อย่างไรก็ตาม บทความนี้จะไม่แปลคำนี้ในแบบที่เราอาจคุ้นเคยคือ “หลักลัทธิมอนโร” หรือแปลในแบบภาษาทางทหารว่า “หลักนิยมมอนโร” แต่จะขอแปลคำว่า “Doctrine” ในที่นี้ว่าเป็น “หลักการ” ที่มีนัยถึงหลักการของแนวนโยบายต่างประเทศของผู้นำสหรัฐในแต่ละยุค หรือในแต่ละสถานการณ์หนึ่งๆ ที่ทำเนียบขาวต้องกำหนดหลักการให้มีความชัดเจนในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ทั้งยังใช้เป็นหัวข้อในการสื่อสารทางการเมืองกับสังคมอเมริกันเอง

การกลับมาของ Realpolitik

หากเราย้อนกลับไปพิจารณาแนวความคิดในนโยบายต่างประเทศของทรัมป์แล้ว จะเห็นได้ชัดว่า เมื่อทรัมป์มากับกระแสการเมืองในแบบ “ประชานิยมปีกขวา” (Rightwing Populism) แล้ว ด้านหนึ่งเขาอาจพยายามแสดงตัวในแบบของชุดความคิดทางการเมืองนี้คือ แนวคิดในแบบ “โดดเดี่ยวนิยม” (Isolationism) ดังที่เขาและกลุ่มคนในสายอุดมการณ์นี้ถือเป็นหลักการที่สำคัญ

ในอีกด้านหนึ่งของความเป็นประชานิยมปีกขวา ทำให้เขาเป็นสาย “ชาตินิยม” ในตัวเอง เพราะความเป็นคนในกลุ่มการเมืองปีกขวานั้น มีลัทธิชาตินิยมเป็นองค์ประกอบสำคัญเสมอ ซึ่งแนวคิดเช่นนี้ ส่วนหนึ่งขยายตัวเป็น “กระแสต่อต้านคนนอก” หรือเป็นพวก “รังเกียจคนนอก” (Xenophobia) ดังจะเห็นได้จากการต่อต้านผู้อพยพและชาวมุสลิมในสังคมอเมริกัน

การผสมผสานระหว่าง “ชาตินิยม” กับ “โดดเดี่ยวนิยม” นั้น อาจจะมิได้หมายถึงการวางน้ำหนักของนโยบายในแบบอยู่กับ “โลกภายใน” ของสังคมอเมริกัน โดยไม่ออกไปยุ่งกับโลกภายนอก หากแต่ในอีกด้านอาจมีนัยถึงการกำหนดพื้นที่ทางภูมิรัฐศาสตร์นอกประเทศ และเป็นพื้นที่ที่ไม่ประสงค์ให้รัฐมหาอำนาจภายนอกเข้ามามีบทบาทในพื้นที่ดังกล่าว หรืออีกนัยหนึ่งพื้นที่นี้จะต้องเป็น “เขตอิทธิพล” (Sphere of Influence) ของสหรัฐเท่านั้น

หากพิจารณาจากภาษาที่ใช้แล้ว คงต้องยอมรับเสมือนว่าทรัมป์กำลังถอยหลังการเมืองโลกกลับสู่ยุคของการเมืองแบบ “สัจนิยม” (Realism) หรือที่ในทางทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเรียก “Realpolitik” อันมีนัยถึงการเมืองระหว่างประเทศที่เน้นถึงการใช้อำนาจของรัฐมหาอำนาจใหญ่ เพื่อให้ได้ผลประโยชน์ตามที่ต้องการ การเมืองชุดนี้จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องของหลักการ อุดมการณ์ ศีลธรรม หรือจริยธรรมระหว่างประเทศเท่าใดนัก เพราะหลักการสำคัญมีประการเดียวคือ การแสวงหาผลประโยชน์ด้วยการใช้อำนาจของรัฐมหาอำนาจใหญ่ อันเป็นความท้าทายอย่างมากต่อการดำรงอยู่ของระเบียบโลกแบบเสรีนิยม

บางคนอาจจะโต้แย้งว่า การเมืองในเวทีโลกก็เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ยุคของ “สงครามนครรัฐกรีก” ที่เห็นถึงความขัดแย้งในช่วงศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล (5 BC) คือข้อพิพาทระหว่างเอเธนส์กับสปาร์ตา อันนำไปสู่การกำเนิดในบรรณพิภพของหนังสือเล่มสำคัญในสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือ “ประวัติศาสตร์ของสงครามเพโลพอนนีเซียน” (History of Peloponnesian War) บันทึกสงครามเล่มนี้เปลี่ยนมุมมองของความขัดแย้งที่สงครามไม่ใช่เรื่องของทวยเทพ หากเป็นปัญหาของรัฐมหาอำนาจ

ผู้เขียนคือ “ธูซิดิดิส” (Thucydides) ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็น “มหาอาจารย์” ของสาขานี้ หรือที่ถือกันว่าชาวกรีกผู้นี้คือ “ครูคนแรก” ของสาขาการเมืองระหว่างประเทศ เพราะงานเขียนของเขาที่แม้จะเป็นเรื่องราวการต่อสู้ของบรรดานครรัฐกรีกในยุคก่อนคริสตกาล แต่หนังสือเล่มนี้มีส่วนอย่างสำคัญได้จัดวางรากฐานทางความคิดให้แก่บรรดาคนรุ่นหลังในการมองปัญหาการต่อสู้ของรัฐมหาอำนาจในเวทีระหว่างประเทศ

ดังนั้น หนังสือนี้คือต้นทางทางความคิดที่สะท้อนถึง “การเมืองของรัฐมหาอำนาจใหญ่” ที่ในยุคต่อมาถูกเรียกในบริบทของรัฐเยอรมนีกับการเมืองในยุโรป ที่ดำเนินการโดย “บิสมาร์ค” ว่า “Realpolitik” อันมีความหมายถึง “การแข่งขันของรัฐมหาอำนาจ” ที่มีการสร้างอิทธิพลในเวทีระหว่างประเทศเป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวดูจะสอดรับกับการเมืองโลกในยุคปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง หรืออาจกล่าวได้ว่าแนวคิดแบบ Realpolitik ได้กลับสู่เวทีการเมืองโลกร่วมสมัยอีกครั้งอย่างชัดเจน

Realpolitik ของทรัมป์

การกลับสู่ทำเนียบขาวอีกครั้งของทรัมป์หลังจากการสาบานตัวรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคม 2025 นั้น เห็นได้ชัดว่าทรัมป์เล่นกับการสร้าง “กระแสชาตินิยมอเมริกัน” ด้วยการแสดงทัศนะในแบบผู้นำ “จักรวรรดิใหญ่” อย่างมาก เช่น การเปลี่ยนชื่ออ่าวเม็กซิโกเป็นอ่าวอเมริกา การเข้าควบคุมคลองปานามา การแสดงออกอย่างชัดเจนถึงความต้องการที่จะได้กรีนแลนด์มาเป็น “รัฐใหม่” ของสหรัฐ

การแสดงท่าทีเช่นนี้อาจจะดูเป็น “เรื่องตลกย้อนยุค” ในช่วงต้น เพราะไม่น่าจะสอดคล้องกับสมัยปัจจุบัน เนื่องจากเป็นทัศนะในแบบ “ยุคจักรวรรดินิยม” (Imperialism) แต่ท่าทีเช่นนี้ตามมาด้วยการแสดงออกถึงอาการแบบ “เอาจริง” ผ่านการโจมตีทางทหารต่อเรือที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเรือขนยาเสพติดในทะเลแคริบเบียน และดำเนินการต่อมาด้วยการบุกจับตัวผู้นำเวเนซุเอลาและภรรยา เพื่อนำไปเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่นิวยอร์ก และทรัมป์อธิบายถึงการกระทำครั้งนี้ว่าเป็นความพยายามในการหยุดการส่งออกยาเสพติดเข้าสู่สังคมอเมริกัน และป้องกันการขยายตัวของปัญหาผู้อพยพในภูมิภาค

แต่ในทางยุทธศาสตร์แล้ว การบุกเวเนซุเอลาครั้งนี้คือภาพสะท้อนทัศนะของผู้นำอเมริกันในทุกยุคทุกสมัยที่ต้องการเข้าควบคุมพื้นที่ที่ถือเป็น “เขตอิทธิพลที่สำคัญ” ของอเมริกาที่ถูกเรียกว่าเป็น “ภูมิภาคตะวันตก” เพราะพื้นที่นี้ถือเป็นอาณาบริเวณความมั่นคงที่สำคัญ อีกทั้งยังมีสถานะเป็นตลาดที่มีความสำคัญในทางเศรษฐกิจ และเป็นแหล่งทรัพยากรที่หายาก และในทางภูมิรัฐศาสตร์พื้นที่นี้คือ “หลังบ้าน” ของสหรัฐนั่นเอง

การเข้าควบคุมพื้นที่นี้ในอดีตของยุคสงครามเย็น สหรัฐกระทำผ่านการสนับสนุนรัฐบาลฝ่ายขวาด้วยการรัฐประหาร หรืออาจแทรกแซงด้วยการปฏิบัติการลับ รวมถึงการใช้มาตรการทางทหาร เช่น การบุกจับผู้นำรัฐบาลปานามาด้วยข้อหาการค้ายาเสพติด เป็นต้น แต่ในยุคหลังสงครามเย็น สหรัฐใช้การขับเคลื่อนผ่านการสร้างประชาธิปไตยและการเปิดเขตการค้าเสรีในภูมิภาค เป็นต้น แต่ในยุคของทรัมป์ นโยบายแบบ “สายเหยี่ยว” ต่อการจัดการกับปัญหาในลาตินอเมริกากลายเป็นทิศทางหลัก

นอกจากนี้ นโยบายสายเหยี่ยวยังนำไปใช้เสมือนการ “กวาดหลังบ้าน” เพื่อผลักดันอิทธิพลรัฐมหาอำนาจอื่นให้ออกไปจากภูมิภาคตะวันตก จนมีการเปรียบความคล้ายคลึงทางความคิดของทรัมป์กับประธานาธิบดีมอนโรที่ประกาศหลักการนี้ในศตวรรษที่ 19 และเรียกนโยบายนี้ด้วยคำล้อเล่นตามชื่อหน้าของทรัมป์ว่า “หลักการดอนโร” (Donroe Doctrine)

หลักการมอนโรในปี 1823 คือการผลักดันให้รัฐมหาอำนาจยุโรปออกไปจากภูมิภาคลาตินอเมริกา ส่วนการดำเนินการตาม “หลักการดอนโร” ในปี 2025-2026 คือ การผลักดันอิทธิพลจีน และอาจรวมถึงรัสเซียด้วยให้ออกไปจากภูมิภาคนี้ เนื่องจากในระยะที่ผ่านมา จีนได้เข้าไปขยายอิทธิพลในพื้นที่แถบนี้อย่างมาก ซึ่งการดำเนินการในลักษณะเช่นนี้ทำให้เกิดการตีความว่าผู้นำสหรัฐกำลังส่งสัญญาณให้เกิดการแบ่งเขตอิทธิพลของรัฐมหาอำนาจในพื้นที่ส่วนต่างๆ ของโลก ดังที่รัฐมนตรีกลาโหมอเมริกันกล่าวว่า “ภูมิภาคตะวันตกเป็นเพื่อนบ้านของอเมริกา และเรา [สหรัฐ] จะคุ้มครองพื้นที่นี้เอง” (Pete Hegseth, พฤศจิกายน 2025)

ทัศนะเช่นนี้สะท้อนชัดว่า ไม่เพียงพื้นที่ของโลกจะถูกแบ่งเป็นเขตอิทธิพลของรัฐมหาอำนาจเท่านั้น หากในแต่ละพื้นที่ต้องมีรัฐที่เป็นเสมือน “หัวหน้า” ในการควบคุมอาณาบริเวณนั้น บางคนอาจจะวิจารณ์ว่า ทรัมป์เติบโตในนิวยอร์ก และการเมืองท้องถิ่นของนิวยอร์กที่มีทั้งนักการเมือง ผู้นำธุรกิจ ผู้นำแรงงาน และมาเฟีย ซึ่งในบริบทเช่นนี้มีความชัดเจนถึงการมี “หัวหน้า” หรือ “เจ้านาย” (Bosses) ที่ต้องควบคุมทุกอย่างให้มีความสงบเรียบร้อย หรือหากเอาการเมืองแบบนิวยอร์กของทรัมป์มาอธิบายก็อาจกล่าวได้ว่า การมีหัวหน้าควบคุมพื้นที่เช่นนี้จะทำให้เกิดเสถียรภาพ และพื้นที่นี้ได้ถูกจัดสรรให้อยู่ในความควบคุมของหัวหน้าแต่ละฝ่าย (ความเห็นของ John Feeley อดีตทูตอเมริกันประจำปานามา)

อนาคต

การดำเนินนโยบายของทรัมป์เช่นนี้จึงเป็นการยกเลิกหลักการเดิมในนโยบายต่างประเทศอเมริกัน ที่ใช้นโยบายแบบเสรีนิยมและการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือ แต่นโยบายใหม่มีความตรงไปตรงมาคือ ทรัมป์จะให้รางวัลตอบแทนแก่รัฐบาลในภูมิภาคที่ยอมเป็นพวกด้วย และจะลงโทษหรืออาจจะลงโทษอย่างหนักกับรัฐบาลที่เป็นศัตรู

ในอีกด้านหนึ่ง การผลักดันจีนให้ออกไปจากลาตินอเมริกานั้น ทำให้การแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐในเวทีโลกมีความเข้มข้นมากขึ้น อีกทั้งเป็นที่ทราบกันดีว่าจีนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับผู้นำรัฐบาลเวเนซุเอลาอย่างมาก และจีนเองก็เข้าไปหาประโยชน์ทั้งในเวเนซุเอลาและในลาตินอเมริกาอย่างมากด้วย ซึ่งสายเหยี่ยวในการเมืองอเมริกันยอมรับในจุดนี้ไม่ได้ เพราะมองว่าเป็นภัยคุกคามที่ใกล้ตัว

ดังนั้น “หลักการดอนโร” หรือ “หลักการมอนโรในศตวรรษที่ 21” จึงถูกนำมาใช้ปฏิบัติ และเริ่มต้นใช้ที่เวเนซุเอลา ซึ่งทำให้มีคำถามตามมาว่า แล้วประเทศใดจะเป็นประเทศที่ 2 และรัฐมหาอำนาจอื่นอย่างจีนและรัสเซียจะตอบโต้นโยบายสร้างเขตอิทธิพลของอเมริกาอย่างไร!

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Donroe Doctrine ทรัมป์กับการเมืองโลก 2026

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...