โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จัก! 8 โรคที่มาพร้อมกับอากาศร้อน ป้องกันการป่วย

Dek-D.com

เผยแพร่ 24 เม.ย. 2568 เวลา 08.44 น. • DEK-D.com
ประเทศไทยเข้าสู่หน้าร้อนอย่างเต็มที่แล้ว รู้จัก 8 โรคที่มาพร้อมกับอากาศร้อน ป้องกันการป่วย ทำให้สนุกกับหน้าร้อนได้อย่างปลอดภัย

สวัสดีค่ะน้อง ๆ Dek-d ทุกคน น้อง ๆ คงได้สัมผัสกับอากาศในประเทศไทยช่วงนี้กันแล้วที่เข้าสู่หน้าร้อนอย่างเต็มที่สุด ๆ แถมยังร้อนอีกมาก ๆด้วย เรียกว่าร้อนยืนหนึ่งเลยก็ว่าได้ และเรื่องที่มองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือโรคต่าง ๆ ที่มักพบเจอได้ในอากาศที่ร้อนจัด ๆ แบบนี้

น้อง ๆ ก็ต่างต้องออกไปใช้ชีวิตข้างนอก แต่ถ้าเจออากาศร้อนจัดแบบนี้ แล้วไม่ได้ดูแลตัวเองหรือเอาใจใส่เรื่องสุขภาพก็อาจเกิดโรคที่มากับหน้าร้อนได้นะคะ น้อง ๆ อาจมองว่าไม่อันตรายไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรแต่ถ้าได้รู้จักอาการ วิธีการรักษา การป้องกันไว้ก็คงจะดีกว่า งั้นวันนี้พี่นิ้งขอพาไปรู้จักกับ 8โรคที่มาพร้อมกับอากาศร้อนกันค่ะ

ความสำคัญของการรู้เท่าทันโรคที่มากับอากาศร้อน

แน่นอนค่ะว่า เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนอากาศที่ร้อนอบอ้าวไม่ได้นำมาเพียงแค่แสงแดดจ้าและความสดใสของฤดูกาลแน่นอน แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่โรคต่าง ๆ มักจะระบาดได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับอาหาร น้ำ และความร้อน การรู้เท่าทันและเตรียมตัวรับมือจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยป้องกันความเจ็บป่วยและทำให้สนุกกับหน้าร้อนได้อย่างปลอดภัยกันค่ะ

รู้จัก! 8 โรคที่มาพร้อมกับอากาศร้อน

1. โรคอาหารเป็นพิษ

อาหารเป็นพิษ เป็นภาวะที่เกิดจากรับประทานอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป ทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้องและท้องเสียถ่ายเหลวตามมา อาหารเป็นพิษสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยทั่วไปอาหารเป็นพิษเป็นภาวะไม่รุนแรงและสามารถหายได้เอง แต่หากเกิดอาการรุนแรงก็อาจทำให้เกิดการสูญเสียสารน้ำและเกลือแร่ได้

สาเหตุ

สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อโรคจำพวก S.aureus หรือ B. cereus หรือ C. perfringens ที่มีการปนเปื้อนในอาหาร เช่น ข้าวผัด ขนมจีน อาหารกระป๋อง เป็นต้น โดยเชื้อโรคเหล่านี้จะมีการผลิตสารพิษ (enterotoxin) ที่ทนต่อความร้อนได้ดี เมื่อผู้ป่วยรับประทานอาหารที่มี enterotoxin เข้าไปก็จะเกิดอาการของอาหารเป็นพิษตามมานั่นเองค่ะ

อาการ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนนำมาก่อนและเด่นกว่าอาการท้องเสีย อาการคลื่นไส้มีได้ทั้งรุนแรงไม่มากจนถึงรุนแรงมากจนไม่สามารถทานอาหารได้ ส่วนใหญ่มักมีอาการหลังรับประทานอาหารที่สงสัยประมาณ 2-16 ชั่วโมง หลังจากนั้นก็จะมีอาการปวดท้อง ท้องเสียถ่ายเหลวเป็นน้ำตามมา นอกจากนี้ยังอาจพบผู้ที่รับประทานทานอาหารร่วมกับผู้ป่วยก็อาจจะมีอาการได้เช่นเดียวกันในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน

วิธีการรักษา

โดยปกติถ้าอาการของผู้ป่วยไม่รุนแรง สามารถหายได้เองภายใน 24-48 ชั่วโมง โดยรักษาตามอาการ เช่น ดื่มน้ำเกลือแร่ทดแทน ทานยาแก้คลื่นไส้อาเจียนหรือยาแก้ปวดท้อง ไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ หากอาการไม่ดีขึ้นแนะนำให้ไปพบแพทย์

วิธีการป้องกัน

  • เลือกอาหารที่ผ่านการเตรียมเป็นอย่างดี
  • ปรุงอาหารที่สุก ควรกินอาหารที่สุกใหม่ๆระมัดระวังอาหารที่ปรุงสุกแล้วอย่าให้มีการปนเปื้อน อาหารที่ค้างมื้อต้องทำให้สุกใหม่ก่อนรับประทาน
  • แยกอาหารดิบและอาหารสุก ให้ระมัดระวังการปนเปื้อน
  • ล้างมือก่อนจับต้องอาหารเข้าสู่ปาก ให้พิถีพิถันเรื่องความสะอาดของห้องครัว
  • เก็บอาหารให้ปลอดภัยจากแมลง หนู หรือสัตว์ อื่น ๆ
  • ใช้น้ำสะอาด

2. โรคอุจจาระร่วง

ภาวะที่มีการถ่ายอุจจาระเหลวผิดปกติ คือการถ่ายอุจจาระเหลวตั้งแต่ 3 ครั้งติดต่อกัน หรือมากกว่าใน 1 วัน หรือถ่ายเป็นน้ำ หรือถ่ายเป็นมูกเลือด 1 ครั้ง อาจมีอาเจียนร่วมด้วย

สาเหตุ

เกิดจากการติดเชื้อ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว ปรสิตและหนอนพยาธิในลำไส้ จากการรับประทานอาหาร และน้ำไม่สะอาด การไม่ล้างมือให้สะอาดก่อนการเตรียมหรือปรุงอาหาร และภาชนะสกปรกมีเชื้อโรคปะปน

อาการ

มีไข้ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และอุจจาระบ่อยอาจมีมูกหรือเลือดปน เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด หากเป็นรุนแรงอาจมีภาวะขาดน้ำร่วมด้วย

วิธีการรักษา

  • รักษาตามอาการ ในกรณีติดเชื้อไวรัส (ไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ)
  • รักษาตามอาการ ให้ยาปฏิชีวนะในกรณีติดเชื้อแบคทีเรีย
  • หากมีอาการถ่ายไม่หยุดหรือภาวะขาดน้ำ แพทย์จะพิจารณาให้รับประทานเกลือแร่หรือสารละลายทางหลอดเลือดดำทดแทนจนกว่าอาการจะดีขึ้น

วิธีการป้องกัน

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งก่อนปรุง หรือรับประทานอาหารและภายหลังถ่ายอุจจาระ
  • ดื่มน้ำสะอาด ถ้าเป็นน้ำต้มสุกจะดีที่สุดและเลือกซื้อน้ำแข็งที่ถูกหลักอนามัย
  • เลือกรับประทานอาหารที่สะอาดสุกใหม่ ๆ ไม่ควรรับประทานอาหารที่สุก ๆ ดิบ ๆ หรืออาหารที่มีแมลงวันตอม หากจะเก็บอาหารที่เหลือจากการรับประทานหรืออาหารสำเร็จรูปที่ชื้อไว้ ควรเก็บไว้ในตู้เย็นและอุ่นให้เดือดทั่วถึงทุกครั้งก่อนรับประทาน
  • ล้างผักสด ผลไม้ ด้วยน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้ง
  • กำจัดขยะมูลฝอย เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงวัน เช่น อุจจาระเด็กกำจัดหรือทิ้งในโถส้วมหรือกลบให้มิดชิด
  • ถ่ายอุจจาระในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ

3. โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก

โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก ( Heatstroke ) คือ โรคอันตรายที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าร้อน โดยเกิดจากที่อยู่ท่ามกลางอากาศร้อนมากเกินไป ทำให้เกิดภาวะร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ เมื่อเกิดอาการควรได้รับการรักษาในทันที เพราะอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อหัวใจ สมอง ไต และกล้ามเนื้อ

สาเหตุ

  • อากาศร้อนชื้น
  • ออกกําลังกายหรือใช้แรงมากขณะที่อยู่ในสภาพอากาศร้อน
  • สวมเสื้อผ้าที่ไม่ระบายอากาศหรือหนา ทำให้เหงื่อไม่สามารถระเหยออกได้ อุณหภูมิของร่างกายจึงไม่สูงขึ้น
  • ดื่มน้ำน้อย
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งจะไปรบกวนการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย

อาการ

  • เมื่ออุณหภูมิร่างกายที่วัดจากภายในร่างกาย ผ่านทางทวารหนักสูงตั้งแต่ 40 องศาเซลเซียสขึ้นไป
  • พฤติกรรมหรือสภาพจิตใจเปลี่ยนไป เช่น สับสนเฉียบพลัน หงุดหงิดฉุนเฉียว พูดไม่รู้เรื่อง เพ้อ ชัก หรือโคม่า
  • หากเป็นโรคลมแดดจากอากาศร้อน ผิวจะแห้งและร้อน
  • หากเป็นโรคลมแดดจากการออกกําลังกายอย่างหนัก ผิวจะแห้งและชื้นเล็กน้อย
  • คลื่นไส้และอาเจียน
  • ผิวหนังแดงขึ้น
  • หัวใจเต้นเร็ว หายใจหอบถี่
  • ปวดหัวตุบ ๆ

วิธีการรักษา

  • ลดอุณหภูมิของร่างกายด้วยการเช็ดตัวด้วยผ้าชุบน้ำบิดหมาด ฉีดน้ำเย็นรดตัว ร่วมกับใช้พัดหรือพัดลม
  • อาบน้ำฝักบัวหรือแช่น้ำเย็น หากอยู่กลางแจ้งอาจแช่ตัวในลําธารหรือแม่น้ำ
  • นั่งในที่ร่ม หรือสถานที่ที่มีเครื่องปรับอากาศ
  • ดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มผสมเกลือแร่เพื่อชดเชยเกลือและน้ำที่สูญเสียไป
  • หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็นจัดเพราะอาจทําให้ปวดท้อง และไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งจะไปรบกวนการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย

วิธีการป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่บริเวณอากาศร้อนจนเกินไป โดยเฉพาะหากเกิน 40 องศาเซลเซียส
  • ปกป้องผิวจากแสงแดดด้วยการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป สวมหมวกปีกกว้าง และแว่นกันแดด ทาครีมกันแดดซ้ำทุก 2 ชั่วโมงหรือถี่กว่านั้นหากเหงื่อออกหรือว่ายน้ำ
  • สวมเสื้อผ้าที่เนื้อผ้าเบาบาง ระบายอากาศได้ดี และไม่รัด
  • ดื่มน้ำบ่อย ๆ
  • งดทํากิจกรรมหนัก ๆ หรือออกกําลังกายในสภาพอากาศร้อน ถ้าเป็นไปได้ควรออกกำลังกายในตอนเช้าตรู่หรือตอนเย็นแทน

4. โรคพิษสุนัขบ้า

โรคพิษสุนัขบ้า คือ โรคติดเชื้อในระบบประสาท ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสเรบีส์ ได้เข้าสู่ร่างกายของสัตว์ จากนั้นได้ฝังตัวอยู่ที่ระบบประสาท บริเวณสมองและเยื่อหุ้มสมอง ส่งผลให้สัตว์คลุ้มคลั่ง หรือมีอาการผิดไปจากเดิมในลักษณะแปลก ๆ หรือที่ภาษาชาวบ้านจะเรียกอาการเหล่านี้ว่าบ้า

สาเหตุ

โรคนี้มาจากเชื้อไวรัสชื่อ “เรบีส์” โดยโรคนี้สามารถแพร่กระจายสู่สิ่งมีชีวิตอื่นที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้ ด้วยการกัดจากสัตว์ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสโดยเฉพาะสุนัขและแมว หากผู้ที่ถูกกัดหรือสัมผัสกับน้ำลายตรงบริเวณที่มีบาดแผล จะทำให้มีโอกาสได้รับเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ด้วยเช่นกัน ไม่เพียงแค่นั้นความเสี่ยงของโรคนี้ยังเกิดจากการไปยังพื้นที่การระบาดของเชื้อไวรัส

ผู้ที่ต้องคลุกคลีอยู่กับสัตว์ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า โดยเฉพาะสัตวแพทย์ และผู้ที่อยู่ในห้องทดลองเชื้อไวรัสดังกล่าว โดยความรุนแรงของโรคพิษสุนัขบ้ามีอันตรายสูงสุดถึงขั้นเสียชีวิตได้

อาการ

  • ระยะเริ่มต้น อาการจะคล้ายกับโรคไข้หวัด อย่างอาการมีไข้ต่ำ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร หนาวสั่น อ่อนเพลีย แต่จะมีอาการสำคัญคือ อาการเจ็บหรือคันมาก บริเวณบาดแผลที่ถูกกัดหรือเลีย แม้แผลบริเวณนั้นจะหายไปนานแล้ว
  • ระยะกลาง ผู้ป่วยจะมีอาการทางสมอง เริ่มจากกระสับกระส่าย วุ่นวายอยู่ไม่นิ่ง ขี้หงุดหงิด ดวงตาเบิกโพลง หายใจเร็ว คลุ้มคลั่งเมื่อเจอเสียงดังหรือถูกสัมผัสเนื้อตัว สะดุ้งผวาเมื่อถูกลม เกิดอาการกลัวน้ำ แม้กระทั่งกินน้ำหรือกลืนน้ำลายก็ไม่ได้ จึงเป็นสาเหตุที่คนมักเรียกโรคนี้ว่า โรคกลัวน้ำ ระยะหลังจะมีอาการชัก กล้ามเนื้อแขนขาเกร็งกระตุก และเป็นอัมพาต
  • ระยะสุดท้าย ผู้ป่วยจะเริ่มแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ระบบหายใจล้มเหลว เข้าสู่อาการโคม่า หัวใจหยุดเต้น และเสียชีวิตในที่สุด

วิธีการรักษา

สามารถทำได้ด้วยการรีบพบแพทย์เพื่อหาแนวทางการรักษาอย่างเร่งด่วนที่สุด โดยปกติแล้วการรักษาจะต้องสังเกตอาการของสมองและสัตว์ที่กัดว่ามีเชื้อไวรัสหรือไม่ หากสัตว์ที่กัดเคยรับวัคซีนมาก่อนอาจไม่จำเป็นที่ต้องทำการรักษา แต่หากยังไม่สามารถยืนยันผลที่แน่นอนแพทย์จะให้วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าต่อไป โดยระยะเวลาและรอบการฉีดวัคซีนแต่ละครั้งจะต้องเป็นไปตามกำหนดที่แพทย์วางไว้ให้ ดังนั้นการป้องกันโรคนี้ที่สุดคือ การรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทั้งตัวของเรา และตัวของสัตว์เลี้ยง รวมถึงดูแลสัตว์เลี้ยงของตนไม่ให้ไปคลุกคลีกับสัตว์ชนิดอื่นที่ไม่ฉีดวัคซีนด้วย

วิธีการป้องกัน

  • ระวังไม่ให้เด็กอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกสุนัขกัด เช่น ไม่ให้เดินหรือเล่นตามตรอกซอกที่มีสุนัขหรือสัตว์แปลกถิ่น
  • หากถูกสัตว์กัด ให้รีบทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสบู่ รีบมาพบแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีถูกกัดเป็นแผลใหญ่และถูกกัดในบริเวณที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงมาก เช่น ศีรษะ ใบหน้า มือ นิ้วมือ เท้า ต้องรีบมาพบแพทย์ทันที
  • เมื่อถูกสัตว์กัดและแผลมีเลือดออก มีโอกาสที่จะติดเชื้อสูง ต้องรีบให้วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าเพื่อสกัดเชื้อไว้
  • การให้วัคซีนป้องกันโรคล่วงหน้าในผู้ที่มีโอกาสสัมผัสโรคได้สูง

5. โรคไข้หวัดแดด

ไข้หวัดแดด (โรคหวัดในฤดูร้อน) คือการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจในช่วงหน้าร้อน เป็นเชื้อในกลุ่มไข้หวัดใหญ่ มักเกิดขึ้นในเดือนเมษายน ถึง มิถุนายน ยิ่งอากาศร้อนมาก ก็ยิ่งทำให้ตัวร้อนมากขึ้น ก็จะเสี่ยงต่อการเป็นไข้สูง เพราะร่างกายระบายความร้อนยากขึ้น

สาเหตุ

  • ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่
  • อุณหภูมิร่างกายสูงเกินไป
  • การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว
  • ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

อาการ

  • ตัวร้อน มีไข้รุม ๆ แต่ต่ำกว่า 40 องศาเซลเซียส
  • ปวดศีรษะ มึนศีรษะ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • ตาแดง อาจมีอาการปวดแสบที่กระบอกตา ซึ่งกรณีนี้ต้องระวังมาก เพราะเป็นอาการแสดงว่าร่างกายสะสมความร้อนไว้มาก จนร่างกายเริ่มรับไม่ไหวแล้ว ควรรีบไปพบแพทย์
  • ริมฝีปากแห้ง แข็ง แต่ไม่แตกลอก ปากแห้ง คอแห้ง แสบคอ แต่ไม่ถึงกับเจ็บคอ
  • ครั่นเนื้อครั่นตัว เป็นตะคริว
  • ปากจืด ปากขม เบื่ออาหาร กินอะไรก็ไม่อร่อย คลื่นไส้ อาเจียน
  • นอนไม่ค่อยหลับ หรือหลับ ๆ ตื่น ๆ
  • ปั่นป่วนท้อง ท้องเสีย ขับถ่ายไม่ปกติ เช่น ถ่ายไม่เป็นเวลา ถ่ายยาก ปัสสาวะกะปริบกะปรอย เวลาปัสสาวะจะรู้สึกมีความร้อนสูงออกมาด้วย

วิธีการรักษาและป้องกัน

  • รับประทานยา แก้ปวด ลดไข้
  • หมั่นเช็ดตัวบ่อย ๆ เพื่อระบายความร้อนภายใน
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ วันละ 8 ชั่วโมงต่อวัน และไม่ควรนอนดึกเกินไป
  • หลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดด ควรพกร่ม หรือใส่เสื้อคลุมกันแดด หากต้องอยู่กลางแจ้งนาน ๆ
  • หลีกเลี่ยงการไปยังสถานที่ผู้คนแออัด
  • ช่วงที่อากาศร้อน ควรสวมเสื้อผ้าที่โปร่งสบาย เนื้อผ้าไม่หนาเกินไป สีอ่อน และระบายอากาศได้ดี
  • ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8 แก้ว และทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยป้องกันหวัด

6. โรคเชื้อราผิวหนัง

โรคเชื้อราผิวหนัง แบ่งออกเป็น โรคผิวหนังชั้นตื้น คือในกลุ่มที่เป็นขี้ไคลบนผิวหนัง กับเชื้อราในผิวหนังชั้นลึกลงมาคือชั้นหนังแท้และที่ติดในชั้นไขมันของเรา โดยกลุ่มเชื้อราที่พบบ่อยคือ กลุ่มที่เป็นชนิดตื้น ซึ่งแต่ละชนิดจะมีลักษณะเฉพาะ เช่น โรคเกลื้อน จะมีการบวม มีขุยหรือสะเก็ดอยู่บริเวณขอบ อาจมีขอบสี แดง ส่วนโรคกลาก นั้นจะมีลักษณะสีผิวที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นวง ๆ สีขาว หรือบางครั้งอาจจะสีคล้ำขึ้นอยู่บริเวณหน้าอกหรือหลัง

สาเหตุ

  • สภาพแวดล้อม อากาศร้อนชื้น ความชื้นสูง ทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี
  • การสัมผัส การสัมผัสกับผิวหนังของผู้ที่เป็นโรค หรือสัมผัสกับสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อรา
  • ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยเอชไอวี มีโอกาสติดเชื้อราได้ง่ายกว่า
  • การใช้ยาบางชนิด ยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ หรือยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ อาจทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรา

อาการ

  • ผื่นแดงหรือวงกลมคล้ายเกลื้อน มีขอบชัด อาจขยายเป็นวงกว้าง
  • คันและระคายเคือง โดยเฉพาะเวลามีเหงื่อหรือตอนกลางคืน
  • ผิวลอกหรือแตกเป็นขุย มักพบที่เท้าและฝ่ามือ
  • ตุ่มน้ำหรือแผลพุพอง พบในบางชนิดของเชื้อรา
  • ผมร่วงเป็นหย่อม ๆ หากเชื้อราขึ้นที่หนังศีรษะ

เชื้อราผิวหนังที่พบบ่อย

  • กลาก
  • ฮ่องกงฟุต
  • เชื้อราที่ขาหนีบ
  • เชื้อราที่เล็บ
  • เชื้อราในร่มผ้า

วิธีการรักษา

สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาทา ยกเว้นบางกรณี เช่น การติดเชื้อราที่ศีรษะ เส้นผม และที่เล็บ จำพวกนี้ต้องกินยาจึงจะหายขาด ส่วนในกลุ่มคนที่เลี้ยงสัตว์ควรหลีกเลี่ยงการพาเข้าไปเลี้ยงในห้องนอน เพราะเชื้อราที่มาจากสัตว์เลี้ยงค่อนข้างรุนแรง

วิธีการป้องกัน

  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน ตามสุขบัญญัติแห่งชาติเพื่อร่างกายแข็งแรงการติดเชื้อราเกิดในคนภูมิกันต่ำ
  • ไม่คลุกคลีกับผู้ที่เป็นโรคเชื้อรา
  • ใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำให้ถูกต้องครบถ้วนและพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง

7. โรคไทฟอยด์

ไข้รากสาดน้อย หรือ ไข้ไทฟอยด์ เป็นการเจ็บป่วยที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Salmonella enterica serovar Typhi พบได้ทั่วโลกโดยติดต่อผ่านทางการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ป่วยโดยเชื้อแบคทีเรียก่อโรคนี้จะเจาะทะลุผนังลำไส้แล้วถูกจับกินโดยเซลล์แมโครฟาจ จากนั้นเชื้อ Salmonella typhi จะเปลี่ยนโครงสร้างตัวเองเพื่อดื้อต่อการทำลายและสามารถหลบหนีออกจากแมโครฟาจได้ กลไกดังกล่าวทำให้เชื้อดื้อต่อการทำลายโดยแกรนูโลไซต์ ระบบคอมพลีเมนต์ และระบบภูมิคุ้มกัน จากนั้นเชื้อก่อโรคจะกระจายไปทั่วร่างกายผ่านทางน้ำเหลืองขณะที่อยู่ในเซลล์แมโครฟาจ ทำให้เชื้อเข้าสู่ระบบเรติคูโลเอนโดทีเลียม และไปยังอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย

สาเหตุ

เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดรุนแรง ที่เรียกว่า Salmonella Typhi โดยสามารถติดต่อได้ ผ่านการแพร่กระจายจากคนสู่คน เช่น การรับประทานอาหาร น้ำที่มีการปนเปื้อน และการสัมผัสกับผู้ป่วยที่มีเชื้อ เป็นต้น แต่ถึงแม้ผู้ป่วยที่เป็นไข้ไทฟอยด์ จะได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะแล้ว แต่เชื้ออาจจะยังค้างอยู่ภายในถุงน้ำดี หรือลำไส้ ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้ยังคงนับเป็นพาหะนำโรค

อาการ

  • ช่วงแรกจะมีไข้ต่ำ แต่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะกลางคืน
  • ไอแห้ง ปวดศีรษะ ปวดท้อง มีเหงื่อออก
  • ผื่นขึ้นที่บริเวณหน้าอก และท้อง
  • ปวดเมื่อยตามร่างกาย อาจจะมีอาการท้องผูก หรือท้องเสียร่วมด้วย
  • เบื่ออาหาร และน้ำหนักตัวลดลง

ไข้ไทฟอยด์ จะมีระยะฟักตัวอยู่ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก แต่จะแสดงอาการช่วงสัปดาห์ที่ 3-4 นับจากตอนที่ได้รับเชื้อ

วิธีการรักษา

  • การให้ยาลดไข้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีไข้ขึ้นสูง เช่น ให้ยาพาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง
  • การเช็ดตัวให้ผู้ป่วย เพื่อช่วยลดอุณหภูมิร่างกาย
  • อาจให้สารน้ำทดแทนผ่านทางหลอดเลือด หากผู้ป่วยมีภาวะท้องเสีย และอาเจียนอย่างรุนแรง
  • การผ่าตัด สำหรับกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ลำไส้ทะลุ เพื่อป้องกันการติดเชื้อในช่องท้อง

วิธีการป้องกัน

  • ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งทั้งก่อน และหลังรับประทานอาหาร หรือเข้าห้องน้ำ
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานผัก และผลไม้ดิบที่ไม่สามารถปอกเปลือกออกได้ (ถ้าไม่มั่นใจว่ามีความสะอาด)
  • หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำที่มีสารปนเปื้อน
  • ฉีดวัคซีนต้านไข้ไทฟอยด์ แต่จะมีผลป้องกันแค่ 2-5 ปี และระยะเวลาในการป้องกัน จะขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีนที่ได้รับ

8. โรคอหิวาตกโรค

อหิวาตกโรค เป็นโรคติดต่ออันตรายร้ายแรงและสามารถระบาดได้อย่างรวดเร็ว แหล่งที่ เกิดโรคมักเกิดในชุมชนที่อยู่กันอย่างหนาแน่น และในถิ่นที่ไม่มีน้ำสะอาดใช้อย่างพอเพียง ไม่มีส้วมที่ถูกสุขลักษณะ มีการสุขาภิบาลที่ไม่ดี

สาเหตุ

เป็นโรคที่เกิดกับลำไส้เล็กโดยเชื้อแบคทีเรีย พบได้กับคนทุกเพศทุกวัยแต่พบน้อยในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี มักเกิดในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะหลังความแห้งแล้งไม่มีฝนตกเป็น เวลานาน และมักเกิดหลังจากงานเทศกาล งานฉลองซึ่งมีคนจากที่ต่าง ๆ มารวมกันมาก

อาการ

ผู้ป่วยเป็นอหิวาตกโรค อาจมีอาการเล็กน้อยจนถึงขั้นรุนแรง ผู้ที่เป็นรุนแรงโรคจะเกิด ขึ้นทันทีและหนัก ทำให้เกิดอาการขาดนํ้า ขาดแร่ธาตุอย่างรวดเร็ว หากไม่ได้รับการรักษา อย่างทันท่วงทีผู้ป่วยอาจช็อคและถึงแก่กรรมได้ง่าย

แบ่งอาการของโรคได้เป็น 3 ระยะ คือ

ระยะแรกผู้ป่วยจะมีอาการท้องเดิน ลักษณะอุจจาระในระยะแรกจะมีเศษอาหาร ต่อมาจึงถ่ายเป็นนํ้าคล้ายนํ้าซาวข้าวและมีกลิ่นเหม็นคาวจัด ถ้าเป็นอยู่นาน ๆ จะมีนํ้าดีออกมาด้วย ไม่มีมูกเลือด ผู้ป่วยจะอาเจียน และมีอาการขาดนํ้าและแร่ธาตุทำให้อ่อนเพลีย

ระยะที่ 2 ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหากไม่ได้รับการรักษาภายใน 2-12 ชั่วโมงจะเข้าสู่ ระยะช็อค โดยจะรู้สึกกระหายนํ้าอย่างรุนแรง เป็นตะคริว เสียงแห้ง แก้มตอบ เบ้าตาลึก ผิวหนังและเยื่อบุต่าง ๆ แห้ง มือและนิ้วเหี่ยวย่น ตัวเย็น เนื่องจากการเสียเกลือแร่ไปกับอุจจาระมาก ชีพจรและความดันโลหิตจะต่ำจนวัดไม่ได้ ผู้ป่วยอาจจะเสียชีวิตในระยะนี้

ระยะที่ 3 หากได้รับการรักษาหรืออาการไม่รุนแรงจะเข้าสู่ระยะที่ 3 หรือระยะกลับเป็นปกติ ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจตายภายในไม่กี่ชั่วโมงเนื่องจากการไหลเวียนของโลหิตล้มเหลว ถ้าไม่ทำการรักษาอัตราการตายของโรคนี้จะสูงกว่า 50% แต่ถ้ารักษาให้ถูกวิธีจะช่วยลดอัตราการตายของโรคนี้ได้มาก คือต่ำกว่า 1%

วิธีการรักษา

  • ให้จิบผงละลายเกลือแร่ ที่ผสมในน้ำต้มสุก เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ในเลือดที่ร่างกายสูญเสียไป
  • ให้สารน้ำทดแทน ทางน้ำเกลือในกรณีที่เกิดภาวะขาดน้ำและเกลือแร่มาก เพื่อรักษาภาวะขาดน้ำและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะช็อคจากการขาดน้ำเฉียบพลัน
  • ให้ยาปฏิชีวนะบางชนิดเพื่อช่วยลดระยะเวลาในการเกิดอาการท้องร่วง เช่น ยาดอกซีไซคลิน หรือยาอะซีโธรมัยซิน
  • ให้แร่ธาตุสังกะสีเพื่อช่วยลดระยะเวลาในการเกิดอาการท้องร่วง ซึ่งมักใช้รักษาอาการท้องร่วงในเด็ก

วิธีการป้องกัน

  • ควรดื่มนํ้าและรับประทานอาหารที่ สะอาด ถูกหลักอนามัย ไม่รับประทานอาหาร ที่มีแมลงวันตอม อาหารที่ปรุงสุกแล้วควรมีฝาชีครอบ ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร ให้มีส้วมที่ถูกสุขลักษณะ กำจัดแมลงวัน ซึ่งเป็นพาหะของโรค
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรค เมื่อมีการระบาดของอหิวาตกโรค

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่สำคัญมาก ๆ เลยก็คือการดูแลความสะอาดของตัวเองให้ดีค่ะ ทั้งการล้างมือก่อนและหลังรับประทานอาหาร หรือตอนเข้าห้องน้ำเสร็จ และทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ปรุกสุกใหม่เสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย เพียงเท่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันการติดโรคต่าง ๆ ได้ค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างเอ่ย หน้าร้อนที่อากาศอับชื้นและอบอ้าวแบบนี้ก็ทำให้สามารถเกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่ายยังไงพี่นิ้งหวังว่าบทความนี้จะทำให้น้อง ๆ รู้จักกับโรคต่าง ๆ มากขึ้นพร้อมรู้จักวิธีป้องกันนะคะ หน้าร้อนแบบนี้อย่าลืมใส่เสื้อผ้าที่สบายและดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...