โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ลัชชาเคารี’ เจ้าแม่พลังหญิงผู้เปลือยพลานุภาพ ด้วยท่าแหกขาและโยนี

The Momentum

อัพเดต 13 มี.ค. 2568 เวลา 15.34 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. 2568 เวลา 08.50 น. • THE MOMENTUM

หากย้อนกลับไปในวันที่ 8 มีนาคม 1917 หญิงกล้าจำนวนมากในโรงงานเย็บผ้าได้สละเข็ม ด้ายและลุกออกจากจักร เพื่อประท้วงเรียกร้องขนมปังจากระบอบซาร์ (Tsarism) แห่งรัสเซียในปี ความกล้าหาญของหญิงรัสเซียในวันนั้นถูกจดจำและขับขาน เมื่อผู้หญิงมิใช่ช้างเท้าหลัง แต่กลับเป็นพลังมหาศาลที่ผลักสังคมไปข้างหน้า กระทั่งวันดังกล่าวได้กลายเป็น ‘วันสตรีสากล’ ตั้งแต่ปี 1921 จนถึงปัจจุบัน

สำหรับอินเดียนั้น เรื่องผู้หญิงในเชิงวัฒนธรรมมีความซับซ้อนมากมาตั้งแต่โบราณ อย่างที่เคยเล่ามาแล้วว่า ในความคิดของชาวอินเดียให้ความสำคัญกับทุกเพศ เพราะพลังฝ่ายหญิงและฝ่ายชายมีส่วนร่วมกันสร้างจักรวาลนี้ให้เคลื่อนไป

เพื่อสรรเสริญความเป็นหญิง คอลัมน์ Indianiceation สัปดาห์นี้จึงอยากชวนย้อนเวลาไปมองพลังหญิงในวัฒนธรรมอินเดียผ่านเจ้าแม่องค์หนึ่ง ประกอบกับหลักฐานมุมมองโบราณคดีในประเทศอินเดีย เพื่อระลึกถึง ‘อิถีพละ’ (พลังหญิง) ว่าสำคัญเช่นใดในโลกทัศน์ของชาวอนุทวีป

ลัชชาเคารี: เทวีแห่งบรรพกาล

การนับถืออวัยวะเพศทั้งของหญิงและชายปรากฏแพร่หลายทั่วไปทั้งอนุทวีป อวัยวะเพศจึงเป็นสัญลักษณ์ดั้งเดิมและเป็นพื้นฐานของความเชื่อในหลายเรื่อง ก่อนค่อยๆ พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามยุค พระศิวะทรงมีลึงค์ที่ชี้ขึ้นฟ้า ตั้งผงาดค้ำโลกเป็นสัญลักษณ์สะท้อนอำนาจของพระองค์ในฐานะพระผู้สร้าง หากชายใดมีอวัยวะเพศที่ไม่เเข็งตัวเขาจะมิสามารถครอบครองอำนาจแห่งการสร้างชีวิตได้ ในเมื่อเจ้าโลกแท่งเขื่องคือตัวแทนอำนาจการสร้างฝ่ายชาย ฉันใดก็ฉันนั้นอำนาจการให้กำเนิดในฝ่ายหญิงก็ย่อมมีที่มาจากเนินสวรรค์แห่งการให้กำเนิด สรรพชีวิตที่ผุดออกจากโยนีของแม่ย่อมมีชีวิตบนโลก โยนีจึงเป็นตัวแทนอำนาจฝ่ายผู้สร้างของแม่ไปโดยปริยาย

ความต่างอย่างหนึ่งของลึงค์กับโยนีคือ โยนีเห็นองค์ประกอบได้ยาก เนื่องจากเป็นอวัยวะที่ปิดอยู่ แต่ลึงค์นั้นพร้อมแสดงตัวตนได้เสมอจึงเห็นง่าย ความเห็นยากง่ายที่ต่างกันจึงนำไปสู่การแสดงออกเพื่อต่อรองอำนาจแห่งการเกิดที่ต่างไป กล่าวคือพระศิวะทรงแสดงตนชัดเจนผ่านลึงค์ที่ตั้งขึ้น (อุรธวลึงค์) ที่ปรากฏเห็นได้ทั้งลึงค์และประติมากรรมพระศิวะ แต่เทวีที่ถือครองอำนาจฝ่ายเกิดอีกส่วนกลับไม่แสดงขุมอำนาจแห่งตน แต่ใช้ชื่อหรือสีสันมาเป็นตัวเเทนอำนาจในส่วนนี้ เช่น คำว่า ‘ภคะ’ ใน ‘ภควาน’ ที่แปลว่าเทวดาหรือเทพเจ้า มีความหมายว่า ช่องคลอด (โยนี), สมบัติ หรือขุมทรัพย์ ตรงนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า อำนาจฝ่ายหญิงครอบครองพื้นที่การสร้างอยู่ เทพเจ้าผู้ให้กำเนิดไม่ว่าชาย (ภควาน) หรือหญิง (ภควตี) ย่อมมีส่วนหนึ่งส่วนใดเกี่ยวข้องกับโยนี อันนำไปสู่ทรัพย์ (การเกิด) นั่นเอง

แล้วด้วยอำนาจมากมายขนาดนั้นเหตุใดโยนีจึงถูกคลุมล่ะ

จากหลักฐานทางโบราณคดีชี้ว่า แต่เดิมในวัฒนธรรมตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์จนกระทั่งวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ อำนาจฝ่ายหญิงทรงพลังเป็นอย่างมาก หลักฐานหนึ่งที่ตกค้างมาจนปัจจุบันของอำนาจโบราณแห่งภคะนี้ คือเทวีนั่งแหกโชว์ของลับอย่างเปิดเผยที่เรียกกันว่า ‘เจ้าแม่ลัชชาเคารี’ (Lajja Gauri) ซึ่งคำว่า ‘ลัชชะ’ แปลว่า ถ่อมตน ส่วน ‘เคารี’ แปลว่า เจ้าแม่

เทวรูปเจ้าแม่ลัชชาเคารี (ที่มา: The Met Museum)

ทว่า รามาจัรทรา ซี เธเร (Ramachandra C. Dhere) นักปราชญ์ชาวมราฐี ผู้เขียนและแปลตำนานท้องถิ่นในรัฐมหาราษฎรจำนวนมาก เสนอแย้งว่า คำว่า ลัชชา น่าจะมาจากคำว่า ‘ลันชิกา’ ที่แปลว่าเปลือย โดยเขามองว่า คำนี้ได้พัฒนามาเป็นคำว่า ‘ลันชะ’ ซึ่งเป็นชื่อเรียกแบบท้องถิ่นของแถบตอนเหนือของรัฐมหาราษฎร ดังนั้นเขาจึงให้เหตุผลว่า เจ้าแม่น่าจะมีถิ่นฐานเดิมอยู่ในแถบนี้

ในเชิงประติมานวิทยา เจ้าแม่ลัชชาเคารีมีลักษณะเป็นเทวสตรีเปลือย นั่งในท่าแหกขาเห็นอวัยวะเพศได้อย่างชัดเจน มี 2 กรซึ่งมักถือดอกบัวข้างละดอก และพระเศียรมักแสดงเป็นรูปดอกบัว เมื่อพิจารณาดูแล้วสัญลักษณ์มากมายนี้สามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงการนับถืออวัยวะเพศหญิง ที่พบได้ทั่วไปในอินเดียตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์

ในอีกทางหนึ่งยังสื่อความได้ว่า พระนางคือแผ่นดินที่ให้กำเนิดชีวิต ทรงเป็นที่มาแห่งความอุดมสมบูรณ์ทั้งหลายดังแผ่นดิน-แผ่นน้ำ โดยสำหรับท่าแหกขานั้น มีการพบหลักฐานตราประทับในวัฒนธรรมสินธุที่แสดงรูปเจ้าแม่นั่งแหกขาแล้วมีต้นไม้เกิดออกมาจากอวัยวะเพศ ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อกันว่า ท่านี้คือท่าคลอดบุตร ท่าที่ทรงพลังที่สุดของฝ่ายแม่ในฐานะผู้สร้าง การสร้างจะไม่สมบูรณ์เลย หากไม่มีการแหกขาเพื่อคลอด ในทางเดียวกันลึงค์ที่แข็งตัวจึงเป็นสัญลักษณ์อันทรงพลังของอำนาจการสร้างฝ่ายชาย

ตราประทับในวัฒนธรรมสินธุแสดงรูปเจ้าแม่นั่งแหกขาให้กำเนิดต้นไม้จากหว่างขา (ที่มา: เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว)

ในกรณีดอกบัวที่สื่อถึงแผ่นดิน-แผ่นน้ำ ทำให้ลัชชาเคารีจึงอาจจะเป็นเทพเจ้าท้องถิ่นที่มีลักษณะเช่นเดียวกับพระแม่ธรณี แต่ก็มีการเสนอว่า ดอกบัวในอีกทางหนึ่งอาจจะเป็นสัญลักษณ์แทน ‘โยนี’ ของสาวแรกรุ่นที่เปี่ยมด้วยอำนาจแห่งการสร้าง ผลิบานพร้อมสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งนี้ คารอล อาร์. โบลอน (Carol R. Bolon) ศาสตราจารย์ด้านศิลปะอินเดียประจำ University of Chicago กล่าวว่า แท้จริงแล้วพระนางมีรูปแบบมากกว่านี้ บางครั้งแสดงเศียรอย่างมนุษย์ บางครั้งทรงดอกบัวในพระหัตถ์ทั้ง 2 ข้าง คล้ายพระลักษมีเทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ลักษณะทางประติมานนี้นำไปสู่ข้อสันนิษฐานว่า พระนางอาจเป็นต้นแบบหนึ่งของพระลักษมีหรือไม่ เพียงแต่เปลี่ยนความอุดมสมบูรณ์ที่แสดงออกให้เรียบร้อยขึ้นในสายตาแบบศาสนาฝ่ายชาย หรือพูดง่ายๆ คือ ‘จับโยนีมาสวมสาหรี่’ นั่นเอง

ท่าแหกขาที่ไม่เคยจางหาย

อย่างที่บอกไปข้างต้น ท่าแหกขาของเจ้าแม่สัมพันธ์กับเพศสัมพันธ์และการคลอดบุตร เป็นที่น่าสนใจมากว่า เราพบหลักฐานของพระนางที่เก่าที่สุดในลักษณะเจ้าแม่ถือดอกบัว 2 ดอก นั่งในท่าแหกขา ที่แหล่งโบราณคดีพุทธศาสนาบริเวณรั้ว (เวทิกา) ล้อมสถูปสาญจีและภราหุต รัฐมัธยประเทศ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 3 กระทั่งมีการสร้างรูปเคารพของพระนางเป็นประติมากรรมชัดเจนในพุทธศตวรรษที่ 9 และยังคงมีการสร้างสืบมาเสมอ บ้างนำเอาไปประดับฐานเสา ฐานสถาปัตยกรรม บ้างเป็นเครื่องรางขนาดเล็กหรือเป็นตราประทับบนเหรียญเงิน โดยเฉพาะในบริเวณรัฐอานธรประเทศ มัธยมประเทศ คุชราต และแถบที่ราบสูงเดคข่าน (Deccan Plateau)

ช่วงเวลาพุทธศตวรรษที่ 9 นี้นับว่าน่าสนใจ เพราะสอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์อินเดียจากจักรวรรดิขนาดใหญ่ไปสู่รัฐเล็ก-รัฐน้อยจำนวนมาก ที่ปกครองทั่วทั้งอนุทวีป ฉะนั้นการพบการนำรูปพระนางไปประดับตามเทวาลัยต่างๆ หรือบนเหรียญจึงเปรียบเสมือนการดึงเจ้าแม่จากโลกโบราณองค์นี้ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐแบบฮินดูที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังการล่มลงของจักรวรรดิคุปตะ (Gupta Empire) หรือในอีกมุมหนึ่งเราอาจจะมองได้ว่า เป็นความพยายามของรัฐฮินดูที่จะประนีประนอมกับศาสนาดั้งเดิมก็ได้

สุดท้าย พระนางได้รับการนับถือในฐานะส่วนหนึ่งของ ‘เทวีอทิติ’ เจ้าแม่แห่งท้องฟ้า ทรงเป็นรูปปรากฏของอทิติผู้เป็นอนังคะ (ไร้รูป) ประเด็นส่วนนี้หมายความว่า พระนางคือฟ้า คือฝน คือความอุดมสมบูรณ์ ถ้าพูดเช่นนี้คงไม่ต้องอธิบายว่า ฝนนั้นคือน้ำอะไร ส่วนนี้จึงอาจอธิบายได้ว่า แม้เข้าสู่ยุคพระเวทหรือหลังการรับวัฒนธรรมอารยันแล้ว พระนางก็ยังคงครองพื้นที่ด้านความอุดมสมบูรณ์อยู่เช่นเก่า แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ดึงเอาอำนาจออกจากร่างเปลือยเปล่า สันนิษฐานว่า เกิดขึ้นหลังความคิดเรื่องการฝึกฝนจิตใจ ที่เน้นการยกเลิกการร่วมเพศ เมื่อการร่วมเพศไม่เกิด โยนีก็ถูกปิดคลุม ผู้คนจึงมองไม่เห็น ต่างจากลึงค์แม้จะถูกคลุมด้วยผ้าก็ยังสามารถมองเห็นได้ อำนาจการสร้างจึงเลื่อนไปสู่ลึงค์มากขึ้น

อีกสิ่งหนึ่งคือ ลึงค์นั้นสามารถกระตุ้นได้ด้วยเจ้าของ แต่โยนีมีข้อจำกัดอย่างหนึ่งคือรอบเดือน เมื่อมีรอบเดือนการควบคุมโยนีก็จะยากขึ้น ศาสนาฝ่ายบุรุษจึงใช้ส่วนนี้มาอ้างความเหนือกว่าในเรื่องของการไปสู่ทางหลุดพ้น แต่ถึงกระนั้นโยนีกับลึงค์ก็ยังคงครองพื้นที่ในศาสนาและมีอำนาจในฐานะสัญลักษณ์แห่งการเกิดอยู่ดังเดิม พระนางลัชชาเคารีก็ยังคงได้รับการเคารพ แม้บทบาทอาจจะลดลงบ้าง

เพราะแท้จริงนั้นเทวีไม่เคยตาย และโยนีก็ไม่เคยร้างการให้กำเนิด

ที่มาข้อมูล

Bolon, Carol R. (19970). Forms of the Goddess Lajja Gauri in Indian Art. New Delhi: Motilal banarsidass Publishers.

Nasim Khan, M. (2002). “Lajja Gauri Seals and related antiquities from Kashmir Smast, Gandhara”in South Asian studies, British Academy, London.

เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว. (2553). แกะรอยพระลักษมี. กรุงเทพฯ: มิวเซียมเพรส.

คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, สัมภาษณ์, 2560.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...