สตรีมเมอร์ช่องนี้ทำแต่ของอร่อย
ข้อมูลเบื้องต้น
หน้าปก : Yoen hajeong
การจัดวางตัวอักษร (ไทโป) : Thankyou Home
ประสานงานนักวาด : Xiaoye
「 คำโปรย 」
ในยุคอนาคตอันห่างไกล สูตรอาหารและวิธีการปรุงสูญหายไปเกือบทั้งหมด ทำให้มนุษย์พัฒนาสิ่งที่เรียกว่าสารอาหารสังเคราะห์ไร้รสไร้กลิ่นขึ้นมาทดแทน
แม้จะให้พลังงานและความอิ่มท้องเต็มเปี่ยม แต่ใครจะไปคิดว่าภายหลังสารอาหารสังเคราะห์เหล่านั้น จะทำให้เกิดโรคร้ายที่ชื่อว่า ‘โรคต่อต้านสารอาหารสังเคราะห์’ ขึ้นมา
ท่ามกลางสถานการณ์ที่จำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทางออกเดียวที่นำไปสู่การรักษาคือการหวนคืนสู่รากเหง้าของอาหาร และวัฒนธรรมการบริโภคแบบดั้งเดิมของโลกยุคโบราณ
ด้วยเหตุนี้ จึงได้ถือกำเนิด ‘สถาบันวิจัยอาหาร’ และ ‘สมาคมเชฟ’ สององค์กรสำคัญที่มุ่งมั่นในการฟื้นฟูและสืบสานกรรมวิธีปรุงอาหารโบราณ ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ปัจจุบันปีอินเตอร์สเตลลาร์ที่ 174 มีการเผยแพร่วิธีการหุง ตุ๋น ทอด ย่าง ต้ม อบ และผัด อย่างง่าย ๆ ให้ประชาชนและร้านอาหารทั่วทั้งนิวเอิร์ธได้ลองทำโดยทั่วไปแล้ว
แต่การปรุงอาหารที่ต้องใช้ขั้นตอนซับซ้อนมากกว่านั้นยังไม่แพร่หลายมากนัก มีเพียงคนกลุ่มน้อยที่สามารถฟื้นฟูวิธีการอันซับซ้อนและเหนือชั้นเหล่านั้นให้กลับคืนมาได้…
ตอนที่ได้รับรู้ความจริงเหล่านี้ อย่าให้พูดเลยว่า ‘เมอร์ซี่’ ช็อกแค่ไหน
ตัวเขาจะเรียกว่าวิญญาณแปลกปลอมที่เข้ามาสิงร่างของคนชื่อเดียวกันในยุคอนาคตก็ได้ หลังจากตกใจที่ตัวเองได้มีชีวิตใหม่ในร่างคนอื่นอย่างงง ๆ ก็ยังต้องมาตกใจกับเรื่องที่สูตรอาหารสูญหายไปอีก!
และเพราะเคยอาศัยอยู่ในโลกยุคเก่าที่ซึ่งอุตสาหกรรมอาหารเฟื่องฟู อีกทั้งเขายังประกอบอาชีพเป็นยูทูบเบอร์สายอาหาร ที่มีอดีตเป็นถึงเชฟชื่อดังมาก่อน เมื่อได้รับความทรงจำและทราบถึงความลำบากของผู้คนในยุคนี้ จิตวิญญาณของคนที่รักในการทำอาหารของเขาก็เจ็บแปลบ ๆ เหมือนจะแตกสลายเป็นล้าน ๆ ชิ้นเลยทีเดียวเชียวล่ะ!
ไม่ได้การ เขาจะต้องเปิดไลฟ์สตรีม เผยแพร่สูตรหารแสนอร่อยออกไปให้ทุกคนได้รู้จัก!
จะต้องทำให้นิวฮิวแมนเหล่านี้รู้ว่าอะไรที่เรียกว่าอร่อยจนขึ้นสวรรค์ อร่อยจนแทบจะกลืนลิ้น!
“ยินดีต้อนรับเข้าสู่ช่อง Yummy With Mercy ครับ หัวข้อไลฟ์ของวันนี้ก็คือ…”
***
เปิดเรื่อง : 27/3/68
ปิดเรื่อง :
คำเตือน : นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน ตัวละคร สถานที่ และโรคบางชนิดภายในเนื้อเรื่องไม่มีอยู่จริง อาจมีการกระทำของตัวละครที่ไม่เหมาะสม ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน
ชี้แจง : มีการติดเหรียญเพื่ออ่านล่วงหน้าตามความเหมาะสม หลังจากลงให้อ่านจนจบ ผู้เขียนจะทำการติดเหรียญเพื่อขายอีกครั้งนึง ซึ่งการติดเหรียญรายตอนจะแพงกว่าการติดเหรียญแบบอ่านล่วงหน้า ดังนั้นผู้ที่ซื้อตอนเพื่ออ่านล่วงหน้าจะได้อ่านถาวรโดยเสียเงินซื้อแต่ละตอนในราคาที่ถูกกว่าผู้ที่ซื้อหลังจากนิยายจบไปแล้ว
ติดตามนักเขียนได้ที่ ทวิตเตอร์ : @B_2butter
ชี้แจง : เวลาลงนิยาย และการติดเหรียญ
สวัสดีค่ะนักอ่านทุกท่าน Bitter-Butter หรือจะเรียกว่าเนยก็ได้ค่ะ
นี่เป็นนิยายเรื่องที่ 3 ของเนยแล้ว รู้สึกดีใจมากที่นิยายเรื่องนี้ได้เผยแพร่ออกไป
ถึงจะเป็นเรื่องที่สาม แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องแรกที่ลองจับพล็อตแนวสตรีมเมอร์โลกอนาคต ทำอาหาร เพราะงั้นอาจจะยังมือใหม่อยู่บ้าง แต่เนยก็ได้พยายามทุ่มเทรังสรรค์ออกมาสุดฝีมือแล้ว หวังว่าจะเป็นที่ถูกใจคุณนักอ่านนะคะ
ก่อนอื่นเนยขอชี้แจงเรื่องเวลาในการลงนิยายก่อน
เรื่องนี้จะแบ่งอัปแบบ 1/2 และ 2/2 เนื่องจากจำนวนคำต่อตอนที่ค่อนข้างเยอะ
โดยตารางการอัพนิยายเป็นดังนี้ค่ะ
วันที่ 27 มีนาคม อัป บทนำ 1 ตอน
วันที่ 28 มีนาคม - 2 เมษายน อัป วันละ 2 ตอน (1/2,2/2) เวลา 12.00 น. และ 17.00 น.
วันที่ 3 เมษายน - 30 เมษายน อัปวันละ 1 ตอน เวลา 17.00 น.
หลังจากนั้น(ตั้งแต่พฤษภาคมเป็นต้นไป) จะอัป 3 วันต่อ 1 ตอน
การติดเหรียญ
จะมีการลงตอนอ่านล่วงหน้า ราคาตอนละ 4 coin (2 บาท)
โดยการปลดเหรียญอ่านฟรีในช่วงแรกจะปลดทุกวัน วันละ 1 ตอน
แต่ช่วงเดือนพฤษภาเป็นต้นไป จะปลดให้อ่านฟรี 3 วัน 1 ตอน
ส่วนเรื่องการติดเหรียญถาวร ผู้เขียนจะติดหลังจากนิยายจบแล้ว ตอนละ 8 coin (4 บาท)
ผู้ที่ซื้อแบบตอนอ่านล่วงหน้าไปก่อนแล้วไม่จำเป็นต้องซื้อซ้ำ สามารถอ่านถาวรตลอดชีวิต และได้ซื้อในราคาที่ถูกกว่าแบบติดเหรียญถาวรที่นักเขียนจะติดอีกครั้งหลังลงจบ
สุดท้ายนี้ อย่าลืมกดติดตามนิยายเพื่อรับแจ้งเตือนตอนใหม่นะคะ (´͈ ᵕ '͈) ◞♡
บทนำ
หากให้กล่าวถึงสงครามครั้งที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติแล้วละก็ ทุกคนย่อมพูดถึงเหตุการณ์เดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะไม่มีสงครามครั้งไหนจะเลวร้ายไปกว่าสงครามที่คร่าชีวิตมนุษย์ลงไปกว่า 98% ทั่วโลกอย่างโหดร้ายทารุณอีกแล้ว…
ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 22 จู่ ๆ ยานรบขนาดใหญ่ที่บรรทุกสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวก็ล่วงล้ำเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกอย่างไม่มีสัญญาณเตือน ก่อนที่ผู้ก่อโศกนาฏกรรมซึ่งเรียกตนเองว่า ‘ชาวคีร์’ จะโรยตัวลงจากยานรบพวกนั้นราวห่าฝน พวกมันนับสิบล้านตนพร้อมกองทัพหุ่นรบ เหยียบย่ำลงบนผืนดิน และเปิดฉากสังหารโหดจนเลือดนองเป็นสายธาร
มนุษย์ทราบในภายหลังว่าชาวคีร์เหล่านี้ออกล่าอาณานิคมในกาแล็กซีทางช้างเผือกมาอย่างยาวนาน เข่นฆ่าไม่เลือกหน้าเพื่อเข้ายึดดวงดาว หวังช่วงชิงทรัพยากร และครั้งนี้ก็เป็นคิวของโลก
มหันตภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นทำให้มนุษย์สามัคคีกันอย่างไม่เคยเป็น อุปสรรคด้านภาษา ศาสนา หรือสีผิวถูกละทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง
พวกเขาจับมือพร้อมเดินหน้าฝ่าฟัน และด้วยความอุตสาหะเสียสละของเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ มนุษย์จึงสามารถช่วงชิงเทคโนโลยีของศัตรูมาได้สำเร็จ ประกอบกับความได้เปรียบทางทรัพยากรและความคุ้นเคยในสถานที่รบอันเป็นบ้านเกิด จึงยืนหยัดผ่านพ้นวิกฤติการณ์แย่งชิงดวงดาวมาได้ และกลายเป็นผู้ชนะสงครามในท้ายที่สุด!
แต่กระนั้น ผลกระทบจากสงครามที่สาหัสสากรรจ์ก็ไม่สามารถลบเลือนให้หายไป
เนื่องจากทรัพยากรบนโลกถูกเร่งนำมาใช้ ประกอบกับการโจมตีที่บดขยี้แหล่งธรรมชาติทั้งหลายจนย่อยยับ ทำร้ายโลกจนกลายเป็นดาวร้าง [1] ที่เกิดภัยพิบัติและปล่อยไอพิษออกมาจนผู้คนหมดหนทางฟื้นฟู
หลังสงครามจบลง ดาวเคราะห์สีน้ำเงินที่เคยสวยงามก็ได้กลายเป็นดวงดาวที่สิ่งมีชีวิตไม่สามารถอาศัยอยู่ได้อีกต่อไป สุดท้ายแล้วมนุษย์จำนวนน้อยนิดที่เหลืออยู่จึงต้องจำใจละทิ้งดาวบ้านเกิด ออกท่องอวกาศเพื่อค้นหาดาวดวงใหม่ด้วยความหวังอันริบหรี่
ทว่าไม่รู้เคราะห์ซ้ำหรือกรรมซัด ระหว่างอพยพผู้คนและร่อนเร่อยู่ในอวกาศอันเวิ้งว้างไร้ที่สิ้นสุดอยู่นั้น ยานที่ชาวโลกกลุ่มสุดท้ายใช้เดินทางดันถูกดูดหายเข้าไปในรูหนอน [2] ที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน ก่อนจะโผล่ออกมาในกาแล็กซีที่ไม่รู้จัก ทำให้มนุษย์รู้สึกสับสนเคว้งคว้างจนถึงขีดสุด
ในกาแล็กซีแห่งใหม่ที่ทราบในภายหลังว่าชื่อเซเลสเทียนี้ สงครามอวกาศกำลังปะทุ แถมยังรุนแรงกว่าที่มนุษย์เคยพบเจอมาก นั่นทำให้ชาวโลกที่เดินทางเพื่อแสวงหาสันติภาพรู้สึกหดหู่จับใจ
อย่างไรก็ตาม มนุษย์กลุ่มสุดท้ายแบกความหวังของเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ที่สละชีพเอาไว้ พวกเขาไม่มีทางยอมให้จบสิ้นลงทั้งอย่างนี้
ทุกคนอดทนอดกลั้น พยายามเดินหน้าต่ออย่างไม่หยุดยั้ง และเหมือนว่าโชคชะตาจะไม่ได้ใจร้ายถึงเพียงนั้น
เพราะในที่สุดผู้พลัดถิ่นทั้งหลายก็หาความหวังครั้งใหม่เจอ!
พวกเขาค้นพบดาวเคราะห์สีน้ำเงินขนาดใหญ่ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับโลกใบเก่า ที่นั่นทรัพยากรล้นเหลือ อากาศเพียงพอ แน่นอนว่าเหล่าผู้ลี้ภัยที่โหยหาบ้านเกิดเลือกลงไปตั้งรกรากอยู่บนดาวดวงดังกล่าวอย่างไม่ลังเล
ภายหลังดาวดวงนั้นได้ถูกตั้งชื่อว่า New Earth (นิวเอิร์ท) ซึ่งเปรียบเสมือนโลกใบใหม่ของทุกคน
เรื่องราวคล้ายจะจบอย่างมีความสุข แต่เพราะสงครามอวกาศอันโกลาหล มนุษย์ที่แค่ปรับตัวให้เข้ากับดาวดวงใหม่ก็ยากลำบากพออยู่แล้ว ดันถูกดึงเข้าร่วมสงครามอย่างไม่เต็มใจ
ปัญหาทั้งหลายประดังประเดถาโถมเหมือนคลื่นยักษ์สาดซัด สร้างความหวาดหวั่นและกดดันให้มนุษย์ในตอนนั้นเป็นอย่างมาก
สุดท้ายเพื่อก้าวขึ้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่รอดชีวิตจากสงครามอวกาศ พวกเขาตัดสินใจใช้เทคโนโลยีต้องห้าม ตัดแต่งและต่อเติมรหัสพันธุกรรมจนร่างกายของชาวโลกเปลี่ยนเป็นทนทานและพัฒนาความสามารถขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ถึงขนาดมีคนบางกลุ่มที่พัฒนาถึงขีดสุด จนกลายเป็นผู้มีพลังพิเศษอย่างน่าอัศจรรย์
อายุขัยของมนุษย์ที่ผ่านการตัดแต่งรหัสพันธุกรรมยืนยาวขึ้นมาก คนทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 250 ปี และสูงสุดประมาณ 320 ปี ส่วนผู้มีพลังพิเศษอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 380 ปี และสูงสุดอยู่ที่ 530 ปี ซึ่งช่วงอายุที่ยาวนานขึ้นนี้ทำให้ประสบการณ์การเรียนรู้ การวิจัยพัฒนา และการรบเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งพลังพิเศษที่เพิ่มเข้ามาก็ช่วยให้มนุษย์สามารถบุกตะลุยและโจมตีตอบโต้ได้อย่างเหนือกว่าหลาย ๆ เผ่าพันธุ์
ด้วยเหตุนี้เอง มนุษย์จึงเริ่มก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ชนะ และในท้ายที่สุดก็ร่วมมือกับดาวพันธมิตรหยุดยั้งสงครามลงได้หลังจากผ่านไปร่วม 500 ปี
หลังสงครามอันยาวนานจบลง สิ่งมีชีวิตทั้งหลายก้าวเข้าสู่ยุคแห่งสันติภาพ ประชากรจากหลากหลายเผ่าพันธุ์ต่างก็รวมตัวกันก่อตั้งสมาพันธ์ดวงดาวขึ้น ทั้งยังสถาปนาปฏิทินดวงดาวโดยใช้การนับปีเป็นอินเตอร์สเตลลาร์ที่ 1 เป็นต้นมา
ตอนนี้เดินทางมาถึงปีอินเตอร์สเตลลาร์ที่ 174 แล้ว นับว่าก้าวเข้าสู่ยุคปฏิวัติดวงดาว ทั้งด้านความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมต่าง ๆ ของมนุษย์กำลังถูกปฏิวัติด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ
ทว่ามนุษย์กลับพบว่าวัฒนธรรมด้านอาหารดั้งเดิมของพวกเขา เป็นสิ่งเดียวที่เดินหน้าได้เชื่องช้าที่สุด
หากให้พูดถึงสาเหตุ ก็ต้องเล่าย้อนความสักเล็กน้อย
เรื่องนี้เริ่มมาจากการที่ไฟล์ข้อมูลที่มนุษย์กลุ่มสุดท้ายจากโลกใบเก่านำติดมาด้วยกว่า 30% ถูกทำลายลงในสงครามโดยสายลับจากฝ่ายศัตรู และใน 30% นั้นก็มีข้อมูลสูตรอาหารและวิธีการปรุงกว่า 90% บันทึกอยู่ ทำให้ฐานข้อมูลส่วนนี้ของมนุษย์สูญหายไปอย่างไม่อาจกู้คืน
ด้านความรู้ที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นก็แทบจะไม่มีเหลือ เพราะในยุคสงครามอวกาศ การรับประทานอาหารถูกจำกัดให้เน้นไปที่ความสะดวกและรวดเร็ว จึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับสังเคราะห์สารอาหารไร้รสไร้กลิ่นขึ้นมา ทำให้ผู้คนที่คร่ำเคร่งอยู่กับการเอาชีวิตรอดไม่มีเวลามาสนใจหรือส่งต่อความรู้ด้านอาหารที่ไม่จำเป็นในยุคนั้นสู่ลูกหลาน
ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อสิ้นสุดยุคสงครามมนุษย์จึงแทบจะไม่หลงเหลือความรู้ด้านนี้อยู่เลย…
บางคนอาจจะคิดว่า.. ในเมื่อไม่มีข้อมูลก็ควรปล่อยให้วัฒนธรรมการกินแบบเก่า ๆ สูญหายไป เพราะยังไงมนุษย์เราก็สามารถอยู่ได้ด้วยสารอาหารสังเคราะห์ใช่ไหมล่ะ?
แต่ใครจะรู้ว่าความเสียหายของมนุษย์ที่กินแต่สารอาหารสังเคราะห์มาเป็นเวลานานแบบรุ่นต่อรุ่นจะปรากฏขึ้นมาหลังจากเข้าสู่ปีอินเตอร์สเตลลาร์ที่ 149 ไปแล้ว…
โดยกรมสาธารณสุขเพื่อมวลมนุษยชาติได้ออกมาประกาศว่าตรวจพบโรคที่มาจากการรับประทานสารอาหารสังเคราะห์อย่างต่อเนื่องในประชากร New Human หรือมนุษย์ยุคใหม่รุ่นที่ 12 เป็นต้นไป เฉลี่ยจากประชากรมนุษย์ คิดเป็น 31% และมีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยโรค ‘Against Synthetic Nutrients (ASN) ’ หรือโรค ‘ต่อต้านสารอาหารสังเคราะห์’ จะแสดงอาการออกมาแตกต่างกันตามระดับความรุนแรง มีทั้งอาการลิ้นชา อ่อนเพลีย ผิวแห้ง ไปจนถึงระบบย่อยอาหารล้มเหลว บางรายยังมีอาการปวดศีรษะและนอนไม่หลับร่วมด้วย ทำให้ร่างกายอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันยังไม่มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ แต่หากไม่รักษา ระดับความรุนแรงของโรคจะเพิ่มขึ้น และอาจมีผู้เสียชีวิตในท้ายที่สุด
อย่างไรก็ตาม วิธีการรักษานั้นไม่ได้ยากเย็นอย่างที่คิด
โดยวิธีการที่ดั้งเดิมและได้ผลดีที่สุดก็คือการค่อย ๆ ลดการรับประทานสารอาหารสังเคราะห์ลง และหันมาทานอาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์ยุคก่อนโดยตรง เท่านี้อาการก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับจนหายไปเอง
และเพราะเหตุนั้น นโยบายฟื้นฟูและส่งเสริมการเพาะพันธุ์พืชและสัตว์จึงถูกประกาศลงไป
ปัจจุบันพันธุ์พืชและสัตว์จากโลกใบเก่าที่เก็บรักษาเอาไว้อย่างดี ได้ถือกำเนิดขึ้นใหม่บนนิวเอิร์ทอีกครั้งด้วยการจัดการบริหารของสภานิวเอิร์ท ทั้งยังมีการปรับปรุงพันธุ์พืชและสัตว์ที่จะใช้ในการบริโภคให้อยู่ในเกรดที่สูงมากอีกด้วย
ส่วนด้านการวิจัยเรื่องเครื่องปรุงรสและเครื่องครัวเองก็ไร้ซึ่งปัญหา เนื่องจากไฟล์วิธีการผลิตเครื่องปรุงและเครื่องครัวจากโลกใบเก่าเสียหายน้อยมาก
ด้วยเหตุนี้การพัฒนาเรื่องวัตถุดิบ เครื่องปรุงรส และเครื่องครัวจึงดำเนินไปได้อย่างไร้ข้อผิดพลาด
ไม่ว่าใครต่างก็คิดว่าพอฟื้นฟูสิ่งเหล่านี้กลับมาครบถ้วน ก็จะพัฒนาวงการอาหารให้กลับคืนมาได้อย่างยิ่งใหญ่ และกู้คืนสถานการณ์เลวร้ายของนิวฮิวแมนได้โดยง่าย
อย่างไรก็ตาม ความคิดมักจะสวยหรูเกินไปเสมอ… เพราะในความเป็นจริง นิวฮิวแมนทั้งหลายต่างขาดความรู้ด้านการนำวัตถุดิบมาปรุงเป็นอาหารอย่างรุนแรง เรียกว่าแย่พอ ๆ กับมนุษย์ในยุคหินเลยทีเดียว!
ตัวอย่างเช่นอาหารปรุงสำเร็จรูปที่เกิดจากนโยบายของสภาโลกในลอตแรก ซึ่งมีรสชาติแปลกประหลาดเกินทน
มันสั่นสะเทือนต่อมรับรสของประชาชนที่ชินกับการทานสารอาหารสังเคราะห์ไร้รสชาติมาโดยตลอดอย่างรุนแรง จนเกิดเป็นฝันร้ายและอาการต่อต้านอยู่ลึก ๆ ภายในใจของผู้บริโภคไปโดยปริยาย
ความล้มเหลวในครั้งนั้น ทำให้สภานิวเอิร์ทหันไปส่งเสริมให้มีการสร้างกลุ่มคนผู้มีความสามารถด้านการปรุงอาหารขึ้นมา โดยเปิดคณะศิลปศาสตร์การอาหารในมหาวิทยาลัยทั่วทั้งนิวเอิร์ทและดาวบริวาร และยังมีการเปิดสอบใบประกอบวิชาชีพเชฟอีกด้วย
หลังจากมีเชฟที่ใช้งานได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทางสภาก็ได้สร้าง ‘สถาบันวิจัยอาหาร’ ขึ้นมา เพื่อวิจัย คิดค้น และส่งต่อสูตรอาหารให้ประชาชน
ส่วนเชฟมากฝีมือที่ไม่อยากเข้าร่วมกับภาครัฐก็ร่วมกันก่อตั้ง ‘สมาคมเชฟ’ ขึ้นเพื่อรวบรวมคนเก่ง และแชร์ความรู้กับเคล็ดลับการทำอาหารร่วมกันภายในสมาคม
ด้วยการถือกำเนิดขององค์กรทั้งสอง ช่วยกระตุ้นการพัฒนาด้านอาหารให้ก้าวหน้าขึ้นมาบ้างพอสมควร
ปัจจุบันปีอินเตอร์สเตลลาร์ที่ 174 มีการเผยแพร่วิธีการหุง ตุ๋น ทอด ย่าง ต้ม อบ และผัด อย่างง่าย ๆ ให้ประชาชนและร้านอาหารทั่วทั้งนิวเอิร์ทได้ลองทำโดยทั่วไปแล้ว
แต่การปรุงอาหารที่ต้องใช้ขั้นตอนซับซ้อนมากกว่านั้นยังไม่แพร่หลายมากนัก มีเพียงคนกลุ่มน้อยที่สามารถฟื้นฟูวิธีการอันซับซ้อนและเหนือชั้นเหล่านั้นให้กลับคืนมาได้…
ตอนที่ได้รับรู้ความจริงเหล่านี้ อย่าให้พูดเลยว่า ‘เมอร์ซี่’ ช็อกแค่ไหน
ตัวเขาจะเรียกว่าวิญญาณแปลกปลอมที่เข้ามาสิงร่างของคนชื่อเดียวกันในยุคอนาคตก็ได้ หลังจากตกใจที่ตัวเองได้มีชีวิตใหม่ในร่างคนอื่นอย่างงง ๆ ก็ยังต้องมาตกใจกับเรื่องที่สูตรอาหารสูญหายไปอีก!
ในชีวิตก่อนเขามีชื่อว่า เมอร์ซี่ หยาง เป็นชายหนุ่มลูกเสี้ยว ไทย-จีน-อิตาลี ที่ตายในยุคศตวรรษที่ 21 ตอนอายุ 35 ปี และบังเอิญตื่นขึ้นมาในร่างของชายหนุ่มอายุ 25 ปี ในยุคอนาคตอย่างไม่คาดคิด
ร่างที่วิญญาณของเขาเข้ามาอาศัยอยู่มีชื่อว่า ‘เมอร์ซี่ แฟลงคลิน’ เป็นลูกหลานเกษตรกรในแถบประเทศเกษตรกรรมของนิวเอิร์ท
เจ็ดปีก่อนเจ้าของร่างเดิมเคยเข้าศึกษาระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยชื่อดังของเมืองหลวงในคณะศิลปศาสตร์การอาหาร พรสวรรค์ของเขามีปานกลาง แต่ที่มีมากคือใจรักในการฟื้นฟูสูตรอาหารที่สูญหาย
ทว่าในช่วงการทำโปรเจกต์วิจัยสูตรอาหารตอนปีหนึ่งเทอมสอง แฟลงคลินที่กลับไปร่วมงานศพคุณปู่ซึ่งเป็นญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของตน กลับถูกเพื่อนสนิทอย่าง ‘ซาโต้ มาริ’ ขโมยผลงานไปโดยไม่มีหลักฐานเอาผิด
ด้วยสาเหตุหลายอย่างที่เป็นผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้เขาถูกเชิญออกจากมหาวิทยาลัยอย่างไม่ยุติธรรม
สุดท้ายเมอร์ซี่ แฟลงคลินก็แบกความสิ้นหวังกลับมารับช่วงต่อสวนผักของคุณปู่ที่เพิ่งจะเสียไปนับแต่นั้นมา
แฟลงคลินใช้ชีวิตอยู่ในสวนผักของตนเองอย่างเหงาหงอย เขาเก็บเนื้อเก็บตัวเงียบเชียบไม่ออกไปพบผู้คน ใช้ชีวิตเหมือนไร้ตัวตน วันดีคืนดีก็ใหลตายไปเสียอย่างนั้น ทำให้เมอร์ซี่ที่เพิ่งจะเสียชีวิตด้วยโรคร้ายในวัย 35 ปีได้เข้ามาใช้ร่างนี้ต่ออย่างน่าอัศจรรย์
และเพราะเคยอาศัยอยู่ในโลกยุคเก่าที่ซึ่งอุตสาหกรรมอาหารเฟื่องฟู อีกทั้งเขายังประกอบอาชีพเป็นยูทูบเบอร์สายอาหาร ที่มีอดีตเป็นถึงเชฟชื่อดังมาก่อน เมื่อได้รับความทรงจำและทราบถึงความลำบากของผู้คนในยุคนี้ จิตวิญญาณของคนที่รักในการทำอาหารของเขาก็เจ็บแปลบ ๆ เหมือนจะแตกสลายเป็นล้าน ๆ ชิ้นเลยทีเดียวเชียวล่ะ!
เมอร์ซี่ปวดใจจนอยากวิ่งไปก่นด่าตัวต้นเรื่องที่ทำให้ข้อมูลอารยธรรมอาหารกว่าสองพันปีที่มนุษย์สืบทอดกันมาอย่างยากลำบากสูญหายเสียเดี๋ยวนั้น
แต่แน่นอนว่าถามหาคนที่น่าจะตายไปหลายร้อยปีแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไร สุดท้ายตัวเขาจึงเริ่มคิดหาวิธีที่ตนเองจะเผยแพร่ความอร่อยให้ผู้คนทั่วโลกได้รับรู้เช่นเดียวกับปณิธานในโลกก่อนขึ้นมาแทน
และในที่สุดความหวังก็บังเกิด เมื่อชายหนุ่มพบเข้ากับแพลตฟอร์มสำหรับถ่ายทอดสดบนเครือข่ายดวงดาวที่มีชื่อว่า ‘ฟลิค (flick) ’
ต้องอธิบายก่อนว่าฟลิคนั้น เป็นแพลตฟอร์มที่คล้ายคลึงกับยูทูบในโลกเก่าของเมอร์ซี่มาก โดยจะมีทั้งฟังก์ชันสำหรับลงคลิปวิดีโอ ช็อตคลิป หรือไลฟ์สตรีม แต่ความล้ำสมัยนำหน้าไปไกลลิบ
เพราะการรับชมวิดีโอคลิปและไลฟ์สตรีมในยุคนี้ก้าวหน้าถึงขนาดที่ผู้ชมสามารถรับประสบการณ์ได้แบบสมจริง ทั้งรูปรสกลิ่นเสียงล้วนสัมผัสได้ตามต้นฉบับเกือบ 100% ยังมีนวัตกรรมการรับชมแบบคลื่นสมอง ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกเสมือนได้เข้าไปชมในสถานที่จริง
ขอแค่คุณมีเงิน อยากรับความสมจริงแค่ไหนก็เลือกซื้อได้อย่างที่ต้องการ!
ในปัจจุบันหมวดหมู่การสตรีมนั้นมีให้เลือกชมอย่างหลากหลาย โดยที่นิยม 5 อันดับแรก คือ เกม ไลฟ์สไตล์ ท่องเที่ยว สาระความรู้ และอาหาร
ซึ่งหมวดหมู่อาหารนั้นได้รับการสนับสนุนและผลักดันจากภาครัฐเป็นพิเศษ เพราะทางภาครัฐคำนึงถึงการรักษาโรคต่อต้านสารอาหารสังเคราะห์ และต้องการเผยแพร่กรรมวิธีประกอบอาหารออกไปให้กับประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ทุก ๆ วันจะมีทั้งสตรีมเมอร์สายอาหารที่มีความรู้งู ๆ ปลา ๆ ไปจนถึงเชฟระดับสูงที่ออกมาให้ความรู้ตามคำขอของภาครัฐ จนระยะหลัง ๆ การสตรีมทำอาหารเริ่มเป็นที่นิยมขึ้นมา
และนี่ก็คือหนทางเผยแพร่ความอร่อยที่เมอร์ซี่หมายถึง
แน่นอนว่าเขาลงทะเบียนขอเปิดช่องสตรีมไปตั้งแต่วันแรกที่รู้จักแพลตฟอร์มนี้แล้ว ทั้งยังตั้งชื่อช่องว่า ‘Yummy With Mercy’ เหมือนในชาติก่อนเสร็จสรรพ หมายมาดไว้สุดใจว่าจะสตรีมเผยแพร่ลัทธิของอร่อยให้ผู้คนในเครือข่ายดวงดาวได้รู้จัก!
ทว่าอนิจจา แพลตฟอร์มก็อนุมัติคำขอของเขามานานแล้ว แต่ผ่านมาหนึ่งอาทิตย์ตัวเขากลับยังไม่ได้เริ่มถ่ายทอดสดเสียที
เหตุผลก็เพราะสิ่งสิ่งเดียวที่มีอำนาจในสังคมมนุษย์เสมอไม่ว่าจะโลกใหม่หรือโลกเก่าอย่าง ‘เงิน’ ยังไงล่ะ!
ใช่แล้ว… เมอร์ซี่ไม่มีเงินซื้ออุปกรณ์ไลฟ์สตรีม!
แม้เขามีจิตวิญญาณของคนทำอาหารอันเต็มเปี่ยม และมีความฝันที่อยากเผยแพร่สูตรอาหารอันโอชาให้เหล่านิวฮิวแมนได้ลิ้มลอง แต่ถ้าไม่มีเงินซื้ออุปกรณ์มาใช้สตรีม คงเป็นไปไม่ได้ที่จะเปิดไลฟ์ในเร็ว ๆ นี้!
อา.. มาเข้าร่างลูกหลานชาวสวนในยุคที่พืชผักไม่เป็นที่นิยมแบบนี้มันแย่เสียยิ่งกว่าแย่อีก
ถึงจะไม่มีวันอดตายแต่เงินที่ได้ก็น้อยเหลือทน…
สามวันก่อนเมอร์ซี่ไปตรวจเช็กการเก็บเกี่ยวผลผลิตในสวนผักของครอบครัวตน
ซึ่งเขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าเหลือบ่ากว่าแรงอะไร แถมตอนที่ไปก็พบว่าการเก็บเกี่ยวในยุคอนาคตนั้นง่ายดายเป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่เกษตรกรชาวนิวเอิร์ทใช้หุ่นยนต์เพื่ออำนวยความสะดวกกันทั้งนั้น แรงงานคนที่ต้องใช้จึงแทบจะเป็นศูนย์ เพราะงั้นเมอร์ซี่จึงจัดการได้แบบสบาย ๆ
ติดตรงที่เขาลงทะเบียนขายผลผลิตในแพลตฟอร์มซื้อขายระหว่างดวงดาวที่ชื่อว่า ‘สตาร์เอ็กซ์เพรส’ ไปตั้งนานสองนานแล้ว แต่เพิ่งจะขายออกไปได้แค่ 20% ของผลผลิต เป็นแบบนี้แล้วเขาจะเอาเงินที่ไหนมาซื้ออุปกรณ์ไลฟ์สตรีมพวกนั้นล่ะ!
ความเครียดของอดีตเชฟที่ได้แต่ทำอาหารกินเองคนเดียวอย่างเงียบเหงาในบ้าน เร่งให้เมอร์ซี่มองหาหนทางอื่นโดยอัตโนมัติ
ดังนั้นล่าสุดชายหนุ่มจึงเริ่มค้นหางานเร็วเงินดีในแพลตฟอร์ม ‘เวิร์กสมาร์ต (Work Smart) ’ อันเป็นแพลตฟอร์มหางานด้วยความคาดหวัง
ก็ถ้าพึ่งเงินจากการขายผักไม่ได้ เปลี่ยนมาหางานทำแก้ขัดไปก่อนก็ไม่แย่เท่าไหร่ เผลอ ๆ เขาอาจจะโชคเข้าข้างฟลุกเจองานดี ๆ เข้าก็ได้ ใครจะไปรู้!
ชายหนุ่มเลื่อนหน้าจอโฮโลแกรม [3] ที่ฉายอยู่ตรงหน้าอย่างจริงจัง ก่อนจะส่งคำสั่งเสียงไปยังเน็กซัส [4] ที่รัดอยู่บนข้อมือขวา ซึ่งเป็นอุปกรณ์สารพัดประโยชน์ที่สามารถใช้ท่องอินเทอร์เน็ตหรือใช้งานจิปาถะในชีวิตประจำวัน
บอกให้มันทำการกรองหางานที่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียวและได้รับเงินค่าจ้าง 50,000 เครดิตพอยต์ [5] ขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว
หลังจากยืนยันการกรองแล้ว ก็เหลืองานให้เขาเลือกทำอยู่ไม่เกิน 500 งานเนื่องจากค่าจ้าง 50,000 เครดิตพอยต์นั้นถือเป็นค่าจ้างที่ค่อนข้างสูง ส่วนใหญ่งานที่มีจึงดูเป็นงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญในสาขานั้น ๆ อย่างมาก เช่น นักวิจัย แพทย์สนาม ครูสอนเต้น หรือแม้แต่ครูสอนดนตรี ถึงจะมีงานสำหรับเชฟ แต่เมอร์ซี่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพเชฟของโลกใบนี้ จึงเลื่อนผ่านพวกมันไปรัว ๆ
เมื่อเลื่อนต่ำลงมาเรื่อย ๆ ก็จะยิ่งเป็นงานที่รายได้แพงขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันเงื่อนไขก็เยอะขึ้นด้วย กระนั้นชายหนุ่มก็ยังไม่ย่อท้อที่จะหางานที่เหมาะกับตัวเอง
กระทั่งไปสะดุดตาเข้ากับหัวข้อรับสมัคร ‘ผู้ร่วมรับประทานอาหาร’ ที่ให้เงินค่าจ้างสูงถึง 80,000 เครดิตพอยต์เข้า นิ้วเรียวจึงรีบกดเข้าไปอ่านรายละเอียดในทันที
อ่านอยู่สักพักก็เข้าใจเนื้อหางานคร่าว ๆ เป็นที่เรียบร้อย
ความต้องการของผู้ว่าจ้างคนนี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไรนัก อีกฝ่ายเขียนมาอย่างชัดเจนแล้วว่าต้องการหาคนมาทานอาหารเป็นเพื่อนเพียงเท่านั้น ระยะเวลาในการทำงานอยู่ที่ไม่เกิน 2 ชั่วโมง โดยมีเงื่อนไขหลัก ๆ ว่าผู้ที่รับงานนี้จะต้องเป็นคนที่ ‘หน้าตาตรงตามความชอบของผู้ว่าจ้าง กินเก่ง และไม่เผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวของผู้ว่าจ้างออกสู่สาธารณะเด็ดขาด’
ซึ่งข้อชี้แจงเกี่ยวกับเงื่อนไขด้านหน้าตานั้น อีกฝ่ายอธิบายเอาไว้ว่าตนเองเป็นคนทานอาหารยาก แต่วิธีที่จะช่วยกระตุ้นให้รับประทานได้มากขึ้น คือหาผู้ร่วมโต๊ะที่หน้าตาดีและกินอาหารเก่ง ซึ่งข้อนี้เมอร์ซี่มองว่ามันไม่แปลกเท่าไหร่นัก
ลองคิดดูสิ คนในศตวรรษที่ 21 หลาย ๆ คนยังต้องดูคลิปทานอาหารของยูทูบเบอร์สายกินระหว่างมื้ออาหารเพื่อกระตุ้นความหิวและเพิ่มความบันเทิงเลย ดังนั้นการที่ผู้ว่าจ้างคนนี้จะต้องการมีเพื่อนกินข้าวด้วยก็เป็นเรื่องปกติใช่ไหมล่ะ
แถมเวิร์กสมาร์ตยังเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้เลขประจำตัวในการยืนยัน ทำให้การรับงานในแพลตฟอร์มนี้ปลอดภัยมาก ดังนั้นเมอร์ซี่จึงไม่หวาดกลัวว่าจะโดนหลอก
เขากรอกใบสมัครพร้อมแนบรูปถ่ายไปอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม เขาจะได้งานนี้หรือไม่ก็ต้องมารอดูกันอีกที
ก็ได้แต่หวังว่านายจ้างคนนั้นจะถูกใจหน้าตา (?) ของเขานะ!
***
ในสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่คนละซีกโลกกับบ้านของเมอร์ซี่
ชายหนุ่มร่างสูงชะลูดท่าทางดูภูมิฐานภายใต้เสื้อเชิ้ตและเบลเซอร์กึ่งทางการค่อย ๆ วางช้อนตักซุปลงด้วยใบหน้านิ่งสนิท
เสียง แกร๊ง ที่ดังขึ้นช่างชวนอึดอัด พานให้บรรยากาศกดดันขึ้นหลายเท่าตัว
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ชายหนุ่มทานอาหารได้ไม่เกินห้าคำ แม้ว่าตรงหน้าจะเป็นซุปข้าวโพดและสปาเกตตีหอยลายราคาแพง จากร้านอาหารชื่อดังของคนที่ถูกยกย่องว่าเป็นเชฟอัจฉริยะก็ตาม
ตั้งแต่เริ่มทานมา อาหารบนโต๊ะที่จัดวางอย่างเลิศหรูเหล่านี้ยังไม่อาจทำให้ต่อมรับรสของชายหนุ่มยอมรับว่า ‘อร่อย’ ได้เลยแม้แต่น้อย
ยิ่งเหลือบมอง ‘ผู้ร่วมรับประทานอาหาร’ หน้าตาดีที่กำลังตักซุปเข้าปากด้วยท่าทางสุภาพจากอีกฟากของโต๊ะอาหาร เห็นคนคนนั้นที่แม้จะพยายามผ่อนคลายแค่ไหนแต่ร่างกายก็ยังเกร็งขึ้นอยู่เป็นพัก ๆ ชายหนุ่มยิ่งรู้สึกหมดอารมณ์
ผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดถูกยกขึ้นซับเบา ๆ บนริมฝีปากเรียบตึง
เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างไม่รีบร้อน จากนั้นหลุบสายตาลงจ้องคนร่วมโต๊ะที่เงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัยและระแวดระวัง พลางขยับปากพูดเสียงนิ่ง
“ทานต่อตามสบายนะครับ วันนี้ผมขอตัวก่อน ส่วนเรื่องค่าจ้าง เลขาของผมจะจัดการให้เอง หวังว่าคุณจะทำตามเงื่อนไขในสัญญาทุกข้อ”
เวลาสองชั่วโมงที่ระบุไว้ในสัญญายังใช้ไปได้ไม่ถึงเศษหนึ่งส่วนสี่ งานก็จบลงเสียแล้ว ทำเอาผู้ที่เพิ่งจะเริ่มงานรู้สึกเคว้งคว้างและมึนงงอย่างบอกไม่ถูก แต่อีกใจก็นึกโล่งอก เพราะเขาทนอยู่ในบรรยากาศอึดอัดแบบนี้ต่อไปอีกไม่ไหวแล้วเช่นกัน!
“คะ..ครับ” เขารีบพยักศีรษะรับคำราวกับลูกไก่จิกข้าวสาร
เห็นดังนั้นร่างสูงจึงวาดยิ้มบางที่ส่งไปไม่ถึงดวงตา พร้อมเดินออกจากห้องอาหารในเพนต์เฮาส์ส่วนตัวไปด้วยช่วงก้าวที่มั่นคง
เขาสวนกับเลขาที่สแตนด์บายรออยู่หน้าห้อง ก่อนพยักหน้าให้อีกฝ่ายเล็กน้อย
ระหว่างเดินขึ้นไปที่ห้องทำงานชั้นสาม ชายหนุ่มก็ติดต่อหาคนสนิทที่รับหน้าที่จัดการหาคนมาร่วมทานอาหารกับเขาในทันที
เสียงสัญญาณรอสายดังขึ้นเพียงครั้งเดียว อีกฝ่ายก็รีบกดรับ
เขาจึงกรอกเสียงลงไปในเครื่องมือสื่อสารบนข้อมือทันควัน ปลายเสียงติดจะหงุดหงิดเล็ก ๆ
“คัดเลือกใบสมัครที่ตรงตามเกณฑ์มาอีกฉบับซะคลาวด์ ครั้งนี้ไม่ได้เรื่อง นายช่วยตั้งใจเลือกหน่อยไม่ได้หรือไง?”
ปลายสายฟังคำกล่าวตำหนิจนจบอย่างเงียบเชียบ คล้ายคุ้นชิน
พอคนที่ติดต่อไปไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มอีก เขาก็ส่งเสียงตอบรับอย่างรู้งาน “ได้ครับนายท่าน ผมจะรีบคัดเลือกคนใหม่ส่งไปให้ ครั้งนี้จะตั้งใจดูเป็นพิเศษ”
“อืม” ร่างสูงตอบรับในลำคออย่างชืดชาแล้วตัดสายทันที
เขาลบประวัติของผู้ร่วมรับประทานอาหารในครั้งนี้ทิ้งอย่างรวดเร็ว พลางครุ่นคิดถึงคนต่อไป
หากได้เจอคนที่น่าสนใจพอให้เจริญอาหารก็คงจะดี…
เชิงอรรถ
[1] ดาวร้าง เป็นศัพท์ในนิยายเรื่องนี้ ที่มีความหมายถึงดวงดาวที่ถูกใช้ทรัพยากรจนหมด
[2] รูหนอน (wormhole) คือเส้นทางลัดข้ามจักรวาล ซึ่งเกิดจากการบิดเบี้ยวพับตัวของปริภูมิ-เวลา (space-time)
[3] โฮโลแกรม (Hologram) คือ เทคโนโลยีที่ใช้สร้างภาพสามมิติลอยตัวเสมือนจริง ต่างจากภาพสองมิติทั่วไป เช่น ภาพถ่าย ภาพวาด จอคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์
[4] เน็กซัส (Nexus) คืออุปกรณ์เฉพาะในนิยายเรื่องนี้ เป็นสายรัดข้อมือที่คนในยุคดวงดาวได้รับติดตัวตั้งแต่เกิด โดยเป็นแหล่งเก็บข้อมูลซึ่งประมวลผลด้วยเอไออัจฉริยะ และยังมีความสามารถหลากหลาย เช่น ใช้ในการทำธุรกรรมต่าง ๆ การติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่ายดวงดาว หรือแม้แต่ปกป้องผู้ใช้งานตามกฎหมายของนิวเอิร์ธ
[5] เครดิตพอยน์ เป็นหน่วยเงินในยุคดวงดาว
ถึงนักอ่านที่รัก
สวัสดีค่ะนักอ่านทุกท่าน ยินดีต้อนรับเข้าสู่นิยายเรื่องใหม่ของเนยค่ะ!
เรื่องนี้เป็นแนวสตรีมเมอร์ ทำอาหาร ยุคดวงดาว ที่เนยอยากเขียนมานานมาก ๆ แล้ว ตอนนี้มีโอกาสได้เขียนเลยรู้สึกเต็มอิ่ม และก็มีความสุขมาก ๆ
ถ้าถามว่าทำไมถึงเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา อืม.. คงเพราะว่าส่วนตัวชอบอ่านนิยายทำอาหาร พอหาอ่านไม่ค่อยได้ก็เลยเขียนเองซะเลย 5555
จริง ๆ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขียนแนวยุคอนาคต ปกติเนยเขียนแต่จีนโบราณ พอมาเขียนเรื่องนี้เลยต้องปรับตัวเรื่องการใช้ภาษาเยอะมากเลยค่ะ
ถ้ามีข้อผิดพลาดอะไรเนยขออภัยไว้ ณ ที่นี้เลยก็แล้วกันนะคะ ทุกคนสามารถติชมและแนะนำเข้ามาอย่างสุภาพได้เลยค่ะ เนยพร้อมรับฟัง อะไรที่สามารถปรับแก้ได้ก็จะเก็บไปพิจารณาและปรับปรุงอย่างแน่นอน
สุดท้ายนี้ขอขอบคุณคุณนักอ่านเก่าที่ตามมา และคุณนักอ่านใหม่ที่เข้ามาติดตามกัน หวังว่าทุกท่านจะร่วมเดินทางไปกับนิยายเรื่องนี้จนจบนะคะ
สุดท้ายนี้อย่าลืมคอมเมนต์มาพูดคุยกันได้ เนยรออ่านอย่างใจจดใจจ่อสุด ๆ เลยค่ะ!
ตอนที่ 1 : งาน 80,000 เครดิตพอยน์ (1/2)
ลูคัส คาร์เตอร์ เป็นหนึ่งในมนุษย์เพียงไม่กี่คนที่สามารถทำให้สมาพันธ์ดวงดาว และกลุ่มสมาพันธ์อิสระทั้งหลายในกาแล็กซีเซเลสเทียหวาดกลัวได้
อำนาจที่อยู่ในมือของชายคนนี้แผ่ขยายไปไกลกว่าสภานิวเอิร์ท หรือจอมพลสูงสุดของกองทัพพิทักษ์ดวงดาวคนไหน ๆ
เขาแข็งแกร่ง เป็นถึงผู้มีพลังพิเศษสายพลังจิตระดับ S+ ที่เคยขับหุ่นรบทลายรังเซิร์ก [1] ด้วยตัวคนเดียว ทั้งยังเป็นอัจฉริยะที่มีกองทัพหุ่นรบในครอบครองมากพอให้ถล่มดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ทั้งดวงได้ในพริบตา
ทุกคนล้วนเกรงใจเขา หวาดกลัวเขา และยกย่องเขาให้เป็นจุดสูงสุดของพีระมิด แต่ใครเล่าจะรู้ว่าผู้นำตระกูลคาร์เตอร์ที่อยู่เหนือคนนับล้านล้าน ตอนนี้กลับมีจุดอ่อนร้ายแรงที่ยังไม่ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ
นั่นคือเขาป่วยด้วย โรคต่อต้านสารอาหารสังเคราะห์ แถมยังเป็น ระดับรุนแรง เสียด้วย!
โรคต่อต้านสารอาหารสังเคราะห์ ‘ระดับรุนแรง’ นี้ ถูกบันทึกในฐานข้อมูลของแพทย์สภาเอาไว้ว่าเป็นโรคที่เกิดเฉพาะในผู้ป่วยที่มีพลังพิเศษระดับสูงเท่านั้น ในปัจจุบันพบในผู้ที่มีพลังพิเศษระดับ B ขึ้นไป ยิ่งระดับสูงเท่าไหร่ อาการก็จะยิ่งรุนแรง
ซึ่งอาการโดยรวมจะร้ายแรงกว่าโรคต่อต้านสารอาหารสังเคราะห์ระดับทั่วไปมาก เช่นว่า มีอาการกระเพาะอาหารบีบตัวผิดธรรมชาติ ปวดศีรษะเรื้อรังและนอนไม่หลับอย่างรุนแรง เสี่ยงต่อสภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันเป็นอย่างมาก
โดยสาเหตุหลักที่ทำให้อาการแย่ลงจนเรียกว่าระดับรุนแรง เป็นผลสืบเนื่องมาจากสภาพ ‘การรับรส’ ของผู้มีพลังพิเศษระดับสูงที่ดีจนเกินไป จากที่เริ่มแรกเพียงป่วยด้วยโรคต่อต้านสารอาหารสังเคราะห์ประเภทปกติเช่นคนทั่วไป ภายหลังก็ยิ่งเลวร้ายลง
กล่าวคือ…ทางนึงพวกเขาไม่อาจดื่มกินสารอาหารสังเคราะห์เพื่อเติมเต็มความหิวและพลังงาน อีกทางหนึ่งประสาทการรับรสที่ดีเกินไปก็ทำให้ร่างกายของผู้ป่วยประเภทนี้เกิดอาการต่อต้านอาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบธรรมชาติ ด้วยเหตุผลที่ว่า ‘รสชาติย่ำแย่จนกลืนไม่ลง’
พอพวกเขาได้รับปริมาณสารอาหารน้อยลงเรื่อย ๆ สุดท้ายจึงนำไปสู่สถานการณ์ที่สภาพร่างกายทรุดโทรมอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับร่างกายของลูคัสในปัจจุบัน ที่ถึงแม้ภายนอกจะยังดูแข็งแกร่งและสง่างาม แต่หากสังเกตให้ดีจะรู้ว่าลูคัสในตอนนี้กับลูคัสเมื่อ 7 ปีก่อนมีสภาพที่ต่างกันจนน่าเป็นห่วง
ร่างกายที่เจ็บป่วยอยู่ตลอดเวลาทรมานผู้นำตระกูลคาร์เตอร์มาอย่างยาวนาน ที่หนักที่สุดในช่วงนี้คืออาการปวดศีรษะและนอนไม่หลับซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้การใช้ชีวิตของลูคัสยากลำบากขึ้นเป็นเท่าตัว ต่อให้เป็นกระบวนการรักษาล้ำหน้าแบบใดก็ไม่สามารถบรรเทาอาการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ตอนนี้ได้อีกต่อไปแล้ว
สุดท้ายชายหนุ่มจึงต้องหันกลับมาพึ่งวิธีการรักษาดั้งเดิมอย่างการทานอาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบธรรมชาติแบบช่วยไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ในใจเขาค่อนข้างต่อต้านอาหารดั้งเดิมพวกนี้ เนื่องจากรสชาติที่เกินทนของพวกมัน
หลายปีมานี้ชายหนุ่มลงทุนกับวงการอาหารไปมากมาย ทั้งเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ของสถาบันวิจัยอาหารและสมาคมเชฟ และยังมีการสนับสนุนทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยด้านอาหารในเมืองต่าง ๆ อย่างเต็มที่ ด้วยความหวังที่ว่าวันนึงตนอาจจะได้พบเชฟฝีมือดี ที่สามารถปรุงอาหารรสชาติถูกปากขึ้นมาสักคน
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่มีเชฟคนใดทำให้ชายหนุ่มรู้สึกมีความสุขกับการทานอาหารได้เลย แพทย์ประจำตระกูลคาร์เตอร์จึงเริ่มทำการวิจัยพฤติกรรมของลูคัสเพื่อหาปัจจัยร่วมที่จะช่วยเพิ่มความอยากอาหารของผู้นำตระกูลแบบเร่งด่วนแทน
จนในที่สุดเมื่อปีก่อนพวกเขาก็พบว่าลูคัสนั้นมีแนวโน้มจะเจริญอาหารยิ่งขึ้นเมื่อร่วมรับประทานกับ ‘บุคคลหน้าตาดีที่มีความอยากอาหารสูง’
ทำให้ประกาศจ้างวานผู้ร่วมรับประทานอาหารแบบลับ ๆ เกิดขึ้นมาอย่างเช่นทุกวันนี้นั่นเอง…
ติ๊ง!
“ถึงเวลารับประทานอาหารแล้วครับนายท่าน กรุณาหยุดภารกิจทุกอย่าง แล้วตรงไปที่ห้องอาหารทันที ตอนนี้เพื่อนทานอาหารของท่านรออยู่ที่ห้องอาหารเรียบร้อยแล้วครับ”
คลาวด์ มือขวาคนสนิทพ่วงตำแหน่งพ่อบ้านส่วนตัวของลูคัสแจ้งเตือนผ่านข้อความเสียงโดยอัตโนมัติเมื่อถึงเวลา 18.50 น. ที่ลงเอาไว้ในตาราง
พร้อมกันนั้น ใบสมัครของผู้ถูกจ้างวานให้มาเป็นเพื่อนทานอาหารของลูคัสคนล่าสุด ก็ถูกฉายขึ้นเป็นโฮโลแกรมตรงหน้าชายหนุ่มในเวลาเดียวกัน
ร่างสูงที่วุ่นอยู่กับเอกสารงานวิจัยหุ่นสำรวจล็อตใหม่มาทั้งวันเหลือบสายตาไปมองกระดานแสงขนาดเท่ากระดาษเอสี่ที่กะพริบเตือนอยู่กลางอากาศด้วยสีหน้าไม่ยินดียินร้าย แต่ก็ไม่ได้ละเลยมันแต่อย่างใด
เขาไล่สายตาอ่านข้อมูลส่วนตัวสั้น ๆ ของชายหนุ่มแปลกหน้าในใบสมัครรวดเดียวภายในเวลาไม่ถึงนาที สุดท้ายสายตาก็เคลื่อนมาหยุดอยู่ที่รูปถ่ายของผู้ถูกจ้างในวันนี้ซึ่งแนบติดมาด้วยกัน
จากนั้นพยักหน้าเอ่ยชมมือขวาคนสนิทของตนด้วยน้ำเสียงพึงพอใจอย่างหาได้ยาก “คนนี้ดูดีนะ เข้าใจเลือกนี่”
ใบหน้าในรูปถ่ายตรงกับความชอบส่วนตัวของลูคัสอย่างไม่น่าเชื่อ ชายหนุ่มที่ตอนแรกไม่อยากทานมื้อเย็นในวันนี้ อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว
ความคาดหวังในมื้ออาหารก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน…
“ผมจะทำงานให้ดียิ่งขึ้นในครั้งหน้าครับนายท่าน” มือขวาตอบกลับเสียงนิ่ง
แต่ในความนิ่งนั้นก็ยังสัมผัสได้ถึงอารมณ์ดีใจและกระตือรือร้นได้อย่างบางเบา
เนื่องจากช่วงหลังมานี้ เพื่อนทานอาหารของนายท่านที่เขาเลือกมาไม่มีคนไหนที่ทำให้นายท่านพอใจได้เลยสักคน พอครั้งนี้ได้รับคำชม คลาวด์จึงแทบจะปกปิดความยินดีเอาไว้ไม่มิด
เขาตัดสัญญาณเชื่อมต่อไปพร้อมจิตใจอันเบิกบาน
ด้านเจ้านายหนุ่ม หลังเก็บใบสมัครแผ่นนั้นเอาไว้ในโฟลเดอร์ข้อมูลส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว ก็หยัดกายลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำงาน จากนั้นก้าวเดินออกจากห้องบนชั้นสาม ลงลิฟต์มาที่ชั้นหนึ่งอย่างรวดเร็ว
ร่างสูงราว 193 เซนติเมตร มีช่วงขาที่ยาวมาก เดินออกจากลิฟต์มาไม่นานก็ถึงห้องอาหารแล้ว
ประตูห้องอาหารเลื่อนเปิดอัตโนมัติเมื่อเซนเซอร์ตรวจพบอุณหภูมิร่างกายมนุษย์ และปิดไล่หลังทันทีที่ชายหนุ่มก้าวเข้ามาด้านใน
ภายในห้องอาหารโทนสีน้ำตาลไหม้ ประกอบไปด้วยเฟอร์นิเจอร์สไตล์เรียบหรูไร้ลวดลายเนื่องมาจากความชอบส่วนตัวของลูคัส
ยามก้าวเข้ามาด้านใน ชายหนุ่มพบว่าโพรงจมูกอบอวลไปด้วยกลิ่นสะอาดสดชื่นของสเปรย์ปรับอากาศ ส่งผลให้ไหล่ที่เกร็งเครียดจากการทำงานรู้สึกเบาสบายและผ่อนคลายลงเล็กน้อย
เดินเข้าไปในห้องได้ไม่เท่าไหร่ สายตาคู่คมของลูคัสก็พุ่งตรงไปที่มุมชิดกำแพงกระจกของห้องทันที
พื้นที่ตรงนั้นมีโต๊ะทานอาหารสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของเขาตั้งอยู่ ทั้งยังมีผู้ถูกว่าจ้างคนล่าสุดนั่งจับจองหัวโต๊ะด้านหนึ่งเอาไว้อยู่ก่อนแล้วเรียบร้อย
เจ้าของบ้านตรงเข้าไปที่ตำแหน่งของตนอย่างคุ้นชิน ฝ่ามือหนาดึงเก้าอี้ทรงสวยออกเล็กน้อย แล้วแทรกตัวลงไปนั่งด้วยท่าทางสงบนิ่ง
ดวงตาคมกริบสีดำสนิทจ้องมองคนที่ตนเพิ่งจะอ่านข้อมูลจากใบสมัครเมื่อห้านาทีก่อนไม่วางตา
อีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มร่างเล็กที่มีเส้นผมสีทองสว่างทิ้งตัวระกรอบหน้านุ่มละมุน ดวงตากลมโตดุจลูกแก้วสีเดียวกัน ปากนิดจมูกหน่อยประดับบนใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราที่คะเนจากสายตาดูแล้วเหมือนว่าจะเล็กกว่าฝ่ามือของเขาเสียอีก แขนขาหรือก็ดูเรียวบาง ส่วนสูงตอนนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ขนาดเท่ากันกับของลูคัส ยังเตี้ยกว่าอยู่เป็นคืบเลยทีเดียว
แต่ถึงแม้จะดูตัวเล็กไปนิด ทว่าใบหน้ากลับเป็นสไตล์ที่ลูคัสชอบมาก ประเภทที่น่ารักสดใสเหมือนดวงตะวันเทือก ๆ นั้นน่ะ ถ้าบอกว่าให้จ้างหมอนี่มานั่งดูเล่นสักอาทิตย์สองอาทิตย์ ชายหนุ่มก็รู้สึกว่าน่าสนใจดีไม่หยอก
ระหว่างที่เจ้าของบ้านยังนิ่งเงียบ ผู้ร่วมโต๊ะอีกคนก็เริ่มขยับตัวไปมาบนเก้าอี้เบา ๆ ก่อนที่ร่างเล็กในชุดเสื้อคอเต่าสีครีมจะเอ่ยทักทายขึ้นก่อน
“สวัสดีครับคุณผู้ว่าจ้าง ผมเมอร์ซี่ แฟลงคลิน ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” รอยยิ้มสดใสวาดกว้าง ดูเป็นมิตรมากเสียจนแม้แต่คนที่ใจแข็งเป็นหินยังไม่อาจตั้งกำแพงใส่ได้
เมอร์ซี่ในตอนนี้กำลังอารมณ์ดีถึงขีดสุด
หลังจากได้รับการตอบกลับเมื่อตอนสาย ๆ ว่าตัวเขาถูกจ้างวานให้มาเป็นเพื่อนทานอาหารในราคา 80,000 เครดิตพอยต์ สารแห่งความสุขก็หลั่งออกมาจนใบหน้าเล็กอิ่มเอิบไปหมด!
ตอนนั่งรถไฟความเร็วสูงข้ามซีกโลกจากบ้านเกิดคาลิสโตมาที่เมืองหลวงแอคเนสเขาก็ยิ้มมาทั้งทาง หากบั้นท้ายเขามีหางงอกออกมาได้ มันคงโบกสะบัดรัว ๆ เหมือนใบพัดเฮลิคอปเตอร์ไปแล้ว!
เอาล่ะ วันนี้เขาจะทำงานที่ได้รับมาอย่างเต็มที่ จะทำให้ผู้ว่าจ้างคนนี้ประทับใจจนไม่เสียดายเงิน 80,000 เครดิตพอยต์เลยแม้แต่น้อย!
“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับคุณแฟลงคลิน ผมลูคัส คาร์เตอร์”
รอยยิ้มที่ดูไม่ยินดียินร้ายถูกจุดขึ้นที่มุมปากได้รูปของเจ้าบ้านหนุ่มขณะตอบกลับอย่างมีมารยาท
ทว่าชื่อเสียงเรียงนามของเขากลับทำให้คู่สนทนาตกใจจนตัวแข็งไปชั่วขณะ
ละ.. ลูคัส คาร์เตอร์อย่างนั้นเหรอ?
ลูคัส คาร์เตอร์คนนั้นสินะ!
ก็ว่าแล้วทำไมหน้าตาดูคุ้น ๆ
“!” เมอร์ซี่เบิกตากว้าง ทั้งร่างแข็งเกร็งขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน
นาทีนั้นเขาทราบเหตุผลทันทีว่าทำไมในสัญญาถึงมีเงื่อนไขที่ว่าห้ามเผยแพร่ข้อมูลของผู้ว่าจ้างออกไป ที่แท้ก็เพราะอีกฝ่ายเป็นผู้ทรงอิทธิพลนี่เอง!
ในความทรงจำของเมอร์ซี่คนก่อนทำให้เขาทราบว่า ลูคัส คาร์เตอร์ คืออัจฉริยะผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่ง
ยี่สิบปีก่อนอีกฝ่ายดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกองพลที่หนึ่งของกองทัพพิทักษ์ดวงดาว ก่อนที่จะลาออกเพราะเหตุผลส่วนตัวหลังกำจัดราชินีเซิร์กตัวสุดท้ายจนสิ้นซาก
ไม่นานหลังจากนั้นลูคัส คาร์เตอร์ก็ออกมาก่อตั้งบริษัท เดินหน้าควบรวมธุรกิจผลิตหุ่นรบและหุ่นสำรวจ รวมถึงธุรกิจพลังงาน ปัจจุบันเขาเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการที่ยากจะโค่นล้ม เป็นขั้วอำนาจที่แม้แต่สภานิวเอิร์ทก็ยังต้องเกรงใจ
ลือกันว่าคนคนนี้นิสัยเด็ดขาดเฉียบคม ทั้งยังคาดเดาอารมณ์ได้ยาก
ไม่รู้ว่าเขาโชคดีหรือโชคร้ายที่ได้มานั่งร่วมโต๊ะกับชายผู้เป็นตำนานหน้าใหม่คนนี้…
“ผมเข้าใจว่าคุณอาจจะรู้สึกประหม่า แต่ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นก็ได้ครับ ทำตัวตามสบายเถอะ” เห็นอีกฝ่ายเกร็งตัวขึ้นมาเหมือนแมวเหมียวระวังภัยแบบนั้น ลูคัสก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ขณะเริ่มทำความสะอาดฝ่ามือด้วยทิชชูเปียกอย่างไม่รีบร้อน
เขาชินชากับปฏิกิริยาของเพื่อนทานอาหารพวกนี้นานแล้ว ไหน ๆ วันนี้ก็ได้เจอคนที่หน้าตาชวนมองทั้งที ชายหนุ่มจึงตั้งใจจะให้เวลาอีกฝ่ายผ่อนคลายความเกร็งเครียดลงสักพักอย่างใจดี
ทว่าเมอร์ซี่คนนี้กลับปรับตัวได้เร็วกว่าที่เขาคิดเอาไว้มาก
คนตัวเล็กจ้องมองการกระทำนั้นครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจหยิบทิชชูเปียกออกมาเช็ดตามโดยอัตโนมัติ เขาผ่อนลมหายใจ พยายามให้ตัวเองกลับมาทำตัวเป็นธรรมชาติ พลางพยักหน้าหงึกหงักรับคำ พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่
แม้จะยังรู้สึกเกรง ๆ คนใหญ่คนโตตรงหน้านี้ แต่เขาเป็นมืออาชีพพอ
“ขอโทษที่เสียมารยาทครับ ต่อไปจะไม่เกร็งแล้ว!”
ลูคัสพยักหน้าพึงพอใจเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายปรับสภาพจิตใจได้อย่างรวดเร็ว
เหมือนจะเป็นคนเข้าใจอะไรง่าย และปรับตัวเก่งดี
“ดีครับ ระหว่างร่วมโต๊ะหวังว่าคุณจะทานตามปกติ ผมอาจจะจ้องคุณบ่อย ๆ แต่ไม่ต้องเกร็งไป”
“ครับ เชิญคุณจ้องได้เลย ผมไม่อึดอัดหรอก!” เมอร์ซี่เอ่ยตอบรับด้วยน้ำเสียงสดใส ทำตัวเป็นผู้ถูกว่าจ้างที่ดีสุดความสามารถ ทำเอาลูคัสอดรู้สึกถูกใจกับท่าทางแบบนั้นของอีกฝ่ายขึ้นมาไม่ได้
“แบบนั้นก็ดีครับ” ชายหนุ่มยิ้มน้อย ๆ ก่อนกดกริ่งสัญญาณ เรียกให้เอาอาหารมาเสิร์ฟทันที
เชิงอรรถ
[1] เซิร์ก ในนิยายเรื่องนี้มีความหมายถึงเผ่าพันธุ์หนึ่งในอวกาศที่มีนิสัยดุร้าย รูปลักษณ์โดยรวมค่อนข้างน่าหวาดกลัว เนื่องจากทั่วทั้งตัวมีเกราะแข็ง ๆ หุ้มอยู่ทำให้ยากต่อการสังหาร โดยในกองทัพเซิร์กจะมีราชินีเซิร์กซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีพลังจิตมหาศาลควบคุมอยู่ ชาวนิวเอิร์ธมักจะเรียกพวกเซิร์กว่าแมลงอวกาศ
ถึงนักอ่านที่รัก
ครึ่งตอนแรกมาเสิร์ฟแล้วค่า พระนายของเราได้เจอกันแล้ว!
คนนึงยิ้มน้อย ๆ ไว้ตัว ส่วนอีกคนกระตือรือร้นเหมือนลูกหมาโกลเด้น เคมีเคใจสุด ๆ ไปเลย
ครึ่งตอนหลังจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง รีแอคชั่นตอนกินอาหารที่เชฟชาวนิวเอิร์ธทำเป็นครั้งแรกของเมอร์ซี่จะเป็นยังไง มารออ่านพร้อมกันตอน 17.00 น. ของวันนี้ได้เลยค่ะ!