สคฝ. เปิดสถิติเงินฝาก คนไทยส่วนใหญ่มีเงินในบัญชี 3 พันบาท
สคฝ. เผยปี 67 คนไทยมีเงินฝากรวม 16.32 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.40% จากปี 66 โดยกลุ่มเงินฝากต่ำกว่า 5 หมื่นบาท และ 100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากสุด พร้อมเปิดสถิติเงินฝากของคนไทยปี 65-66 พบมีเงินฝากเฉลี่ย 1.98 แสนบาท โดยคนไทยส่วนใหญ่มีเงินในบัญชี 3,164 บาท อายุ 57-87 ปี มีเงินฝากมากสุด
26 มี.ค. 2568 ดร. มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ ผู้อำนวยการ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) เปิดเผยว่า ณ สิ้นปี 2567 สถิติเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองมีทั้งสิ้น 99.25 ล้านราย เติบโต 4.75% จากปีก่อนหน้า หรือ เพิ่มขึ้น 4.50 ล้านราย โดยเป็นจำนวนเงินฝาก 16.32 ล้านล้านบาท เติบโต 1.40% จากปีที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้น 0.22 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้เงินฝากในกลุ่มผู้ฝากที่มีเงินฝากน้อยกว่า 50,000 บาท มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นสูงที่สุดที่ 4.84% โดยมีผลมาจากโครงการเงินช่วยเหลือภาครัฐที่ทำให้อัตราเงินฝากในเดือนกันยายน 2567 พุ่งขึ้นถึง 6.83% สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีในช่วงเดือนเดียวกัน ที่ 2.50%
“เงินฝากกลุ่มน้อยกว่า 50,000 บาทเพิ่มขึ้นมากในช่วงเดือน กันยายน 2567 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการแจกเงิน 10,000 บาท ขณะที่ในเดือน ตุลาคม 2567 เงินฝากกลุ่มนี้ก็ทยอยลดลง ก็อาจจะแสดงได้ว่าผู้ที่ได้รับเงิน 10,000 บาท ไม่ได้นำเงินฝากมาเก็บไว้แต่ถอนออกไปใช้จ่าย”
สำหรับกลุ่มผู้มีเงินฝากที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นรองลงมา คือ กลุ่มที่มีเงินฝากมากกว่า 100 ล้านบาท มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 2.70% ซึ่งคาดว่าเป็นการเพิ่มขึ้นในบัญชีประเภทเงินฝากประจำ เป็นผลมาจากอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการนำเงินมาพักเพื่อรอความชัดเจนของสภาพเศรษฐกิจ จึงส่งผลให้อัตราการเติบโตของเงินฝากกลุ่มนี้ยังคงเป็นบวกเมื่อเทียบกับปี 2566
ด้านแนวโน้มการเติบโตของเงินฝากในปี 2568 คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1 - 3% สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นอย่างช้าๆ เนื่องจากยังมีปัจจัยกระทบที่ไม่แน่นอนจากทั้งภายในและนอกประเทศ
“ในช่วงที่ผ่านมาอัตราการเติบโตของเงินฝากสอดคล้องไปกับอัตราการเติบโตของจีดีพี มีแค่ปี 2566 ที่เงินฝากมีจำนวนลดลง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าตอนนั้นดอกเบี้ยเพิ่งเริ่มลดลงทำให้ผู้ฝากเงินนำเงินไปลงทุนด้านอื่นมากขึ้น สำหรับปี 2568 เราคาดว่าจะมีเงินฝากอยู่ที่ 16.65 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1-3% จากปี 2567 โดยรวมผลของดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มลดลงแล้ว”
ทั้งนี้ปัจจุบันผู้ฝากที่ได้รับความคุ้มครองเต็มจำนวน ภายใต้วงเงินคุ้มครองไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อ 1 รายผู้ฝากต่อ 1 สถาบันการเงินอยู่ที่ 97.46 ล้านราย คิดเป็นอัตราส่วน 98.20% ของผู้ฝากที่ได้รับความคุ้มครองทั้งระบบ สะท้อนอันดับความสามารถในการคุ้มครองผู้ฝากส่วนใหญ่ของประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 2 ในเอเชียและอันดับที่ 31 ของโลก
ดร. มหัทธนะ เปิดเผยต่อว่า สคฝ. ต้องการเป็นหน่วยงานที่ใช้ข้อมูลมากขึ้นโดยได้วิเคราะห์ข้อมูลของผู้ฝากเงิน ในปี 2565 และ 2566 พบว่า ในปี 2565 มีจำนวนผู้ฝากเงินอยู่ที่ 43.59 ล้านราย จำนวน 116.01 บัญชี จำนวนเงินฝาก 8.91 ล้านล้านบาท ขณะที่ในปี 2566 มีจำนวนผู้ฝากเงินอยู่ที่ 44.51 ล้านราย จำนวน 122.26 บัญชี จำนวนเงินฝาก 8.88 ล้านล้านบาท
โดยภาพรวมในช่วง 2 ปีนี้จำนวนผู้ฝากที่เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยจำนวนผู้ฝากเงิน 52% เป็นผู้หญิง และ 48% เป็นผู้ชาย ขณะที่จำนวนบัญชี 56% เป็นบัญชีเงินฝากของผู้หญิง และ 44% เป็นบัญชีเงินฝากของผู้ชาย ด้านจำนวนเงินฝาก 55% เป็นของผู้หญิง 45% เป็นของผู้ชาย
“ในช่วงปี 2565-2566 ผู้ฝากเงินที่เป็นผู้หญิงมีเงินฝากมากกว่าผู้ชาย อาจจะพูดว่าผู้หญิงรวยกว่าผู้ชายก็ได้ จากจำนวนโครงสร้างประชากรไทยก็มีจำนวนผู้หญิงมากกว่าผู้ชายอยู่แล้ว”
สำหรับกลุ่มอายุที่มีเงินฝากมากที่สุดในปี 2566 อายุ 20-40 ปี มีจำนวนผู้ฝากเงินและจำนวนบัญชีมากที่สุด โดยเป็นสัดส่วนรวมกันมากกว่า 50% ของจำนวนผู้ฝากเงินและจำนวนบัญชีทั้งหมด อย่างไรก็ตามช่วงอายุ 57-87 ปี มีเงินฝากมากที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงอายุอื่น
ดร. มหัทธนะ หากจะถามว่าคนไทยมีเงินบัญชีเงินฝากเท่าไร ต้องดูตัวเลข 2 ตัว คือ
- ค่าเฉลี่ยเงินฝากในแต่ละบัญชีมีเท่าไร โดยจากข้อมูลปี 2566 ค่าเฉลี่ยเงินฝากคนไทย อยู่ที่ 1.98 แสนบาทต่อบัญชี เป็นจำนวนเงินลดลงจากปี 2565 ที่ 2.03 แสนบาทต่อบัญชี
- จำนวนเงินฝากที่อยู่ในบัญชีเงินฝากส่วนใหญ่มีเท่าไร โดยพบว่าในปี 2566 คนไทยส่วนใหญ่มีเงินในบัญชีเงินฝาก 3,164 บาท ต่อบัญชี ซึ่งลดลงจากตัวเลขปีก่อน 2565 ที่อยู่ที่ 3,533 บาทต่อบัญชี
“เงินฝากที่ลดลงมาจากหลายปัจจัย ทั้งเงินเฟ้อ หนี้สิน อัตราดอกเบี้ย อาจจะฟันธงไม่ได้ว่าเศรษฐกิจไม่ดีหรือเปล่า อย่างตอนโควิดที่เศรษฐกิจไม่ดีเงินฝากก็ยังเพิ่มขึ้น”