ขุมพลังแห่ง 'วาทกรรม' วาจาคืออาวุธ
เหยี่ยวถลาลม
ขุมพลังแห่ง ‘วาทกรรม’
วาจาคืออาวุธ
แปลกที่คำว่า “วาทกรรม” ไม่มีบรรจุในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 คงมีแค่คำว่า “วาทศาสตร์” ซึ่งแปลว่า วิชาว่าด้วยศิลปะการใช้ถ้อยคำสำนวนโวหารให้ประทับใจ กับคำว่า “วาทศิลป์” ที่แปลว่าศิลปะในการใช้ถ้อยคำสำนวนโวหารให้ประทับใจ
อย่างไรก็ตาม ยังมีคำว่า “วาท” ซึ่งหมายถึง คำพูด คำกล่าว ถ้าเอาไปรวมกับคำว่า “กรรม” ซึ่งหมายถึงการกระทำก็ได้คำว่า “วาทกรรม” ที่เข้าใจกันได้ว่า เป็นคำพูดที่ “มีปฏิกิริยา” ไม่ใช่คำพูดที่นิ่งสงบ เรียบเฉยไร้อารมณ์
นับพันปีมาแล้ว เป็นที่รู้กันว่า สิ่งลี้ลับที่บรรจุอยู่ใน “คัมภีร์” ทั้งหลายนั้นไม่ใช่อะไรอื่น
ในคัมภีร์มีแต่ “ถ้อยคำ” ซึ่งเมื่ออ่าน เรียนรู้ และลงมือปฏิบัติแล้ว ถ้าเห็นว่าใช้ได้ ผู้คนก็ใช้สืบต่อกันมา สมัยใหม่เรียกคัมภีร์ว่า “ตำรา” ในนั้นก็คือถ้อยคำที่บันทึกการค้นคว้า ทดลอง พิสูจน์ บันทึกความคิด ความเห็น ที่ผ่านการทดลอง ความถูกผิด ผ่านการปฏิบัติช่ำชองจนตกผลึกก็เป็น “ทฤษฎี”
จะว่าไปแล้วพวกนั้นก็คือ วาทกรรมเล่มหนาๆ
แต่ “วาทกรรม” ที่ตั้งใจกล่าวถึงครั้งนี้เป็นเพียงถ้อยคำ หรือประโยคสั้นๆ ซึ่งบางครั้งก็ดี บางครั้งก็ร้าย และบ่อยครั้งผู้คนก็ลุ่มหลง งมงาย บางครั้งก่อให้เกิดสิ่งดี บางทีก็นำไปสู่หายนะ และสงคราม
อิทธิพลของ “วาทกรรม” จึงน่าฉงน!
เบื้องต้นกล่าวได้ว่า “วาทกรรม” ก่อให้เกิดผลทั้งทางบวกและทางลบ สำหรับทางลบนั้นในสมัยนี้มีศัพท์ใหม่ตามภาษาอังกฤษ เช่น ” เฮทสปีช” Hate Speech ซึ่งหมายถึง วาทกรรมที่ใช้โจมตีหรือด้อยค่าบุคคล กลุ่มคน เชื้อชาติ สีผิว ศาสนา เพศ หรืออื่นๆ โดยมุ่งสร้าง “ความเกลียดชัง” ให้เกิดขึ้น
หรือบางที วาทกรรมก็ใช้ในเชิงการยุทธ์
เช่น เมื่อหลายสิบปีก่อน ครั้งที่ พล.ต.ท.สรรเพชร ธรรมาธิกุล ไปเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช (สมัยนี้คือ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด) เมืองที่โจรผู้ร้ายชุกชุม
“ผู้กำกับฯ สรรเพชร” ขึงป้ายผ้าสีดำ ตัวหนังสือสีขาว ยาวราว 12 เมตร หน้าที่ทำการตำรวจภูธรจังหวัดว่า “เมืองนครฯ ไม่ปลอดภัยสำหรับโจร”
คำว่า โจร ชัดเจนไม่ต้องอธิบาย แต่มากกว่านั้นคือ นครศรีธรรมราช เป็นจังหวัดที่คดีฆ่ากันตายสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ จะทำให้ลดลงได้หรือ
“วาทกรรม” ของผู้กำกับฯ สรรเพชรนั้นบอกถึง “จุดมุ่งหมาย” เมื่อประสานเข้ากับการปฏิบัติหรือการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจังของตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งแท้จริงแล้วตำรวจก็รู้ว่าใครเป็นใคร ใครใหญ่ ใครบริวาร
ครั้น “สรรเพชร” ประกาศว่า “ใครเป็นคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย เป็นสัตว์ร้ายกูจะล่า” พร้อมกับมีคนช่วยจัดส่ง “โลงศพ” ไปตามบ้านเรือน “เป้าหมาย” ชั่วเวลาไม่นาน สถิติอาชญากรรมนครศรีธรรมราชก็ลดฮวบ
ถึงแม้จะไม่รู้ว่านักเลงอันธพาลที่ตาย ถูกคู่อริคนไหนหรือใครยิงตาย แต่ผู้คนก็เริ่มเชื่อขึ้นเรื่อยๆ ว่า “เมืองนครฯ ไม่ปลอดภัยสำหรับโจร” แล้วจริงๆ
ทางด้านการเมืองการปกครอง สมัยที่คนยุคเบบี้บูม (คนที่เกิดระหว่าง พ.ศ.2489-2507) ยังเด็กหรืออยู่ในวัยหนุ่มสาว จะต้องเคยได้ยินคำว่า “ทรราช” ซึ่งหมายถึง ทหารที่ปกครองประเทศ ถูกประชาชนต่อต้าน แล้วใช้กำลังทหารปราบปราม ทำร้ายประชาชน ผู้นำทหารที่ปกครองประเทศจะถูกเรียกว่า “ทรราช” เช่น วาทกรรม “3 ทรราช”
“ทรราช” ก็เป็นวาทกรรมที่มุ่งจำแนกให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “ทหารอาชีพ” (ทหารที่รับราชการ ทำหน้าที่ปกป้องประเทศจากอริราชศัตรู) กับ “ทหารการเมือง” (ทหารที่ทำรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองระบอบประชาธิปไตยมาอยู่ในมือของคณะทหารและพวกพ้อง)
คนในยุคเบบี้บูมได้พบได้เห็น “พฤติการณ์ทรราช” เรื่อยมาตั้งแต่เด็กจนแก่เฒ่า ทั้งบางกลุ่มยังได้ต่อสู้ขัดขืน ถูกจับกุมคุมขัง หรือบางคนก็หนีตายจากเงื้อมมือทรราช ควรจะ “จดจำ” และ “จำแนก” ความเป็น “ทรราช” กับ “ทหารอาชีพ” ได้ชัดเจนกว่าคนรุ่นไหนๆ
แต่แปลกที่วันนี้คำว่า “ทรราช” ได้หายไป!
หากมีการก่อรัฐประหารหรือทหารยึดอำนาจการปกครองเกิดขึ้น ผู้ขัดขืน ผู้ประท้วง กลายเป็นคนที่ทำผิดกฎหมาย
นั่นแสดงให้เห็นว่า “วาทกรรม” ก็มีเกิด มีตายหรือเสื่อมสลายไปได้เช่นเดียวกัน
เคยมีคำว่า “ระบอบทักษิณ”!
ชวนให้นึกถึงอะไรบ้างก็ไม่รู้ แต่เป็นวาทกรรมที่ “จุดไฟความเกลียดชัง” แล้วในที่สุดจุดกันได้สำเร็จ แต่แปลกหรือไม่ที่ในช่วง 2 ทศวรรษมานี้ สังคมเสรีนิยม ซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ไม่ออกอาการรังเกียจคำว่า “ระบอบรัฐประหาร” เลย ทั้งๆ ที่กฎหมายอาญา บัญญัติโทษสูงสุดร้ายแรงถึงขั้น “ประหารชีวิต” หรือจำคุกตลอดชีวิต
สังคมทั้งยังเย็นชากับคำว่า “ทุจริตคอร์รัปชั่น” ทั้งที่เกาะกุมฝังแน่นจนคล้ายจะเป็น “ลมหายใจ” ของระบบราชการไทย
“วาทกรรม” เป็นคำที่คนคิดประดิษฐ์ มีสีสัน มีความหมาย มีจุดมุ่งหมาย
ห้วงที่อยู่ในช่วงเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล “อุ๊งอิ๊ง” นี้ก็มี “วาทกรรม” สะพัดมากมาย
ชอบคำเก่าที่หลายคนลืมไปแล้ว “กี้ๆ” ที่ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชนขุดขึ้นมาใช้เฉาะโจ๊ะๆ
จริงทีเดียว “กี้ๆ” นั้นเป็นคำปกติ ไม่ได้หยาบคาย แต่กลับ “ร้อน” เหมือนไฟโชนในอก
วาทกรรมจาก “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน ก็น่าฟัง นายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด? เป็นนั่งร้านให้กลุ่มอำนาจเดิม? ดีลแลกประเทศ? ทศวรรษแห่งความสูญเปล่า? ใช่หรือไม่ใช่ จริงหรือไม่จริง ระบอบเปิดให้ทุกคนวินิจตามที่สะดวกใจ
เพียงแต่ไม่ควรจะลืมว่า ทุกวาทกรรมมีเบื้องหลัง คือเนื้อหาและจุดมุ่งหมายซ่อนไว้ น่ารับฟัง กระทั่งน่าสนุก แต่ต้องใช้สติวินิจฉัยไตร่ตรองเพื่อการก้าวข้างหน้า ไม่ใช่คิดถอยหลังลงคลอง เฉกเช่นที่คนบางกลุ่มยุยง มุ่งมั่นปรารถนา!?!!
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ขุมพลังแห่ง ‘วาทกรรม’ วาจาคืออาวุธ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com