โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ทางออกของสังคมการเมืองไทย จากเส้นทางความรุนแรง (จบ)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 11 ก.พ. 2568 เวลา 02.33 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. 2568 เวลา 02.33 น.

การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ

ทางออกของสังคมการเมืองไทย

จากเส้นทางความรุนแรง (จบ)

วิจารณ์

แม้ว่าภายใต้ฉันทามติ 112 ของชนชั้นนำปัจจุบัน ไม่น่าจะเกิดความรุนแรงโดยตรงขนานใหญ่ในสังคมการเมืองไทย

ทว่า คำถามก็คือ ฉันทามติดังกล่าวพอจะเป็นฐานรองรับการเมืองที่ปราศจากความรุนแรงโดยตรงขนานใหญ่ได้หนักแน่นยั่งยืนหรือไม่ปานใด?

ผมคิดว่ามีลักษณะเฉพาะบางประการของฉันทามติ 112 ที่ชวนห่วงกังวล กล่าวคือ :

1) มันเป็นฉันทามติเชิงนิเสธ (negative consensus) คือเห็นตรงร่วมกันในหมู่ชนชั้นนำภาครัฐว่าจะไม่ทำอะไร (นั่นคือไม่แก้ไขแตะต้องกฎหมายอาญามาตรา 112 เด็ดขาด)

แต่ไม่มีข้อเห็นพ้องต้องกันอย่างเป็นแก่นสารสาระสำคัญเชิงหลักนโยบายโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับโครงสร้างเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางอำนาจดังที่เป็นอยู่ ว่ามีโครงการ (project) จะจัดการกับมันอย่างไรไปในแนวทางใด?

ดังปรากฏบ่อยครั้งที่ร่างกฎหมายนโยบายสำคัญของพรรครัฐบาลล่มปากอ่าวในรัฐสภาเพราะขาดเอกภาพและฉันทามติในหมู่พรรคร่วมรัฐบาลกับองคาพยพที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม (https://www.bbc.com/thai/articles/c0m0mm1172do) ร่าง พ.ร.บ.ประชามติ (https://www.bbc.com/thai/articles/ce8d3lp301yo) ร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบกลาโหม (https://www.bbc.com/thai/articles/c0q01vqkeq0o) ฯลฯ

รวมทั้งเสียงตวาดดังสนั่นของพ่อช่วยหาเสียงเรื่อง “อีแอบ” แม้แต่ใน ครม. เป็นต้น

(https://www.matichon.co.th/politics/news_4953422)

2) มันเป็นฉันทามติที่เปราะบาง (fragile consensus) ด้วยเหตุสองประการคือ :

2.1) ขาดเนื้อหาเชิงปฏิรูปโครงสร้างต่างๆ ที่หมักหมมสะสมปัญหาไว้อย่างหนักหนาสาหัสในช่วงสังคมการเมืองไทยหมกมุ่นจมปลักกับความขัดแย้งรุนแรงและการเปลี่ยนผ่านของสถาบันหลักของชาติเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา

2.2) กดทับประชาชนไว้ด้วยอำนาจบังคับของกฎหมาย (legal coercion) เป็นหลัก หากมิใช่โน้มน้าวน้อมนำให้ทำตามด้วยความสมยอมสมัครใจ (consent) เป็นพื้นฐานดังก่อน

3) มันเป็นฉันทามติที่ทอนกำลัง (dissipative consensus) เพราะตั้งอยู่บนความกลัวประชาชนและหวาดระแวงซึ่งกันและกันเป็นฐาน มิใช่ความหวังและมั่นใจถึงอนาคตที่ดีกว่าร่วมกันของชาติในภายภาคหน้า

ทางออก

ผมเกรงว่าฉันทามติ 112 เชิงนิเสธที่เปราะบางและทอนกำลังเช่นนี้คงไม่ยืดหยุ่นคงทนนักและอาจระงับป้องกันความรุนแรงโดยตรงขนานใหญ่ทางการเมืองไว้ได้ไม่ยั่งยืนนาน

ทั้งนี้ นอกจากความรุนแรงโดยตรงแล้ว ยังมิพักต้องพูดถึงความรุนแรงเชิงโครงสร้างและความรุนแรงทางวัฒนธรรมซึ่งดูเหมือนจะเพาะเชื้ออักเสบลุกลามลงลึกถึงกระดูก ยีน ดีเอ็นเอและจิตไร้สำนึกทางวัฒนธรรมของสังคมการเมืองไทยในสองทศวรรษที่ผ่านมา

ช่วงเวลาแห่งการเว้นวรรคความรุนแรงโดยตรงขนานใหญ่ภายใต้ฉันทามติที่อ่อนบาง ปัจจุบันจึงพึงต้องถูกใช้ไปผลักดันแก้ไขเยียวยาและบรรเทาความรุนแรงเชิงโครงสร้างและความรุนแรงทางวัฒนธรรมเพื่อตระเตรียมสังคมไทย

ทั้งทางความคิดความเข้าใจเรื่องมนุษยนิยมเพื่อการปลดปล่อย (emancipatory humanism)

แนวทางการเมืองแห่งความไม่รุนแรง (politics of nonviolence)

และการรวมตัวเป็นองค์กรกับจัดวางฝึกฝนยุทธศาสตร์ยุทธวิธีอารยะขัดขืนและอารยะต่อต้าน (civil disobedience & civil resistance) ในการป้องกันหลีกเลี่ยงกระแสความรุนแรงโดยตรงระลอกหน้าที่อาจปะทุขึ้นมาใหม่เมื่อฉันทามติในหมู่ชนชั้นนำพังทลายลง

เพื่อการนี้ ผมเห็นว่ามีสองสามเรื่องที่สำคัญ ได้แก่ :

ก) แทนที่อำนาจอธิปไตยเร้นลึก (deep sovereignty) ที่แบ่งแยกกระจายออกไปในประดา The Men behind, beside and above the Scene ผู้ไม่มีตำแหน่งทางการและความรับผิดชอบทางกฎหมายในระบอบการเมืองการปกครอง (https://www.matichonweekly.com/column/article_821398)

ควรต้องผลักดันให้มีศูนย์อำนาจหน้าที่เอกภาพหนึ่งเดียวของระบอบการเมืองการปกครองที่ชัดเจนเป็นทางการ เป็นตัวแทนโดยชอบธรรมของประชาชน และสามารถสำแดงเจตจำนงของประชาชนได้

ข) รักษาความมั่นคงปลอดภัยของสังคม ด้วยการจำกัดกำกับขอบเขตการใช้ความรุนแรงของรัฐให้รัดกุม ผ่านการเสริมสร้างให้มีระบบผูกขาดควบคุมสั่งการและคาดการณ์กลไกความรุนแรงของรัฐได้อย่างเป็นเอกภาพหนึ่งเดียว

ดังตัวอย่างระยะใกล้ของความพยายามทำนองนี้ในซีเรีย (https://www.timesofisrael.com/syrias-new-leadership-to-consolidate-all-armed-rebel-factions-into-defense-ministry/) และเลบานอน (https://www.newarab.com/news/lebanons-president-joseph-aoun-vows-state-monopoly-all-arms) เป็นต้น

ค) ผ่อนเบาบรรเทาลดทอนภาระเกิน (overload) ของสถาบันและหน่วยงานต่างๆ ของรัฐซึ่งกวาดกว้านเอาอำนาจหน้าที่และทรัพยากรไปไว้กับตัวมากพ้นล้นเกินในช่วงของการปกครองในระบอบเผด็จการทหารที่ผ่านมา จนเหลือวิสัยจะบริหารจัดการโดยชอบให้มีประสิทธิภาพได้

(https://www.the101.world/thai-army-business/; & Paul Chambers, “Understanding the Evolution of “Kaki Capital” in Thailand : A Historical Institutionalist Perspective”, Contemporary Southeast Asia, 43 : 3 (2021), pp. 496-530; ดูแนวคิดเรื่อง “ภาระเกิน” ได้ที่ นอร์แบร์โต บ๊อบบิโอ, “บทที่ 17 ประชาธิปไตยกับภาวะปกครองไม่ได้”, เสรีนิยมกับประชาธิปไตย, 2558)

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทางออกของสังคมการเมืองไทย จากเส้นทางความรุนแรง (จบ)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...