โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ผ่าแผนระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติ ไม่ใช่แค่ Cell Broadcast

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 30 เม.ย. 2568 เวลา 06.23 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. 2568 เวลา 06.23 น.

กว่าหนึ่งเดือนหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว กับคำถามเกี่ยวกับการจัดทำระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติ หรือเหตุฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งผ่านมือถือ Cell Broadcast System (CBS) และการแจ้งเตือนรูปแบบอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นผ่านโครงข่ายโทรทัศน์-วิทยุ หรือไปไกลกว่านั้น ผ่านสัญญาณดาวเทียม เพื่อให้ประชาชนรับรู้รับทราบอย่างทั่วถึง

ล่าสุด ประชาชาติธุรกิจ มีโอกาสพูดคุยกับ “พิรงรอง รามสูต” และ “ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ” กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เกี่ยวกับความคืบหน้าของ “ระบบเตือนภัย” ในส่วนของ “ท่อส่งสัญญาณ” ที่ดำเนินการมาร่วมปีก่อนแผ่นดินไหว

ระบบ EWS แจ้งเหตุเบ็ดเสร็จ

“พิรงรอง” กล่าวว่า ในระบบการแจ้งเตือนทั้งมวล หรือที่เรียกว่า Emergency Warning System : EWS มีส่วนประกอบหลายด้านที่ กสทช. จัดเตรียมไว้ ได้แก่ ระบบแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์มือถือ (CBS) อีกส่วนจะเป็นการส่งสัญญาณผ่านโทรทัศน์ และวิทยุ ซึ่งมีความจำเป็น และมีประโยชน์มากหากเกิดภัยที่ทำให้สัญญาณโทรคมนาคมอื่น ๆ ล่ม

ระบบการสื่อสารภัยพิบัติ จะเป็นการสร้าง “ระบบกลาง” ที่เชื่อมโยงทุกส่วนของการสื่อสาร และฐานข้อมูลจากทั้งภาครัฐและเอกชนให้มารวมกัน เมื่อเกิดภัยพิบัติตั้งแต่เหตุการณ์เล็กน้อยจนไปถึงภาวะวิกฤต ระบบจะส่งสัญญาณเตือนภัยได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนรับข้อมูลที่ถูกต้อง และตอบสนองได้ทันที

“โครงสร้างเดิมที่มีอยู่แล้ว คือ MUX (ผู้รวบรวมและกระจายสัญญาณ) จึงได้เร่งรัดให้มีการสื่อสารแจ้งเหตุภัยพิบัติผ่านโครงสร้างของ MUX เพื่อออกอากาศผ่านช่องทีวีดิจิทัล และให้ข้อมูลที่ถูกต้องผ่านหลากหลายช่องทาง

กรณีเกิดเหตุภัยพิบัติรุนแรงให้เชื่อมโยงสัญญาณจากแม่ข่ายคือ โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.) หรือการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้อง การแถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ ให้ถ่ายทอดสดโดยช่อง NBT กรมประชาสัมพันธ์ และสถานีโทรทัศน์อื่น ๆ เชื่อมสัญญาณหรือนำเนื้อหาไปเผยแพร่ต่อได้ตามความเหมาะสม”

การพัฒนาช่องทางในการแจ้งเตือนภัยพิบัติเพิ่มเติม โดยร่วมมือกับผู้ให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัล (มักซ์) เพื่อให้มักซ์เป็นจุดรวมในการแจ้งเตือนภัยพิบัติ และเหตุฉุกเฉินผ่านช่องทีวีดิจิทัลได้ทันท่วงที ทั้งอำนวยการให้มีช่องโทรทัศน์ระดับชาติ ซึ่งมีหน้าที่แจ้งเตือนภัยพิบัติ และเหตุฉุกเฉิน ทั้งในลักษณะทดลองออกอากาศเพื่อนำไปสู่การให้อนุญาตกับหน่วยงานที่มีความพร้อม และคำนึงถึงภารกิจและวัตถุประสงค์ของหน่วยงานที่ขอรับใบอนุญาตเป็นสำคัญ

“การหารือกับผู้เกี่ยวข้อง ตกลงกันตั้งแต่ ต.ค. 2567 ว่าจะให้มีการจัดสรรช่องหมายเลข 1 สำหรับรายงานเนื้อหาเกี่ยวกับภัยพิบัติ เพราะไม่ต้องการให้การรายงานด่วนกระทบกับผังรายการแต่ละช่องทีวี ในส่วนนี้กรมประชาสัมพันธ์อาจรับเป็นธุระในการบริหารจัดการโดยเฉพาะ เมื่อไม่มีเหตุภัยอะไร ก็จัดหาคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเสริมสร้างความรู้ให้ประชาชน”

อย่างไรก็ตาม ภัยพิบัติไม่ได้เกิดขึ้นทั่วประเทศในคราวเดียว การออกอากาศจึงสามารถกำหนดพื้นที่แจ้งเหตุได้ตามพื้นที่พิบัติ แบ่งย่อยไปตามภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งโครงข่ายทีวีภาคพื้นดินรองรับอยู่แล้ว โดยการทดสอบออกอากาศผ่านโครงข่ายโทรทัศน์ EWS จะมีการทดลองทดสอบแจ้งเตือนภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินระบบปิดภายในวันที่ 14 พ.ค.นี้

โครงข่าย “วิทยุ” ยังจำเป็น

ด้าน กสทช. “ธนพันธุ์” กล่าวว่า การพัฒนาการแจ้งเตือนภัยด้วยเทคโนโลยี Cell Broadcast เป็นสิ่งที่ดี และเข้าถึงประชาชนได้โดยตรง แต่ในทุกประเทศยังจำเป็นต้องมีช่องทางสำรองอื่น ในกรณีที่โครงข่ายมือถือล่มหรือมีปัญหา ทำให้ช่องทางการแจ้งเตือนภัยทางด้านกระจายเสียง และโทรทัศน์ยังมีความจำเป็น และต้องพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ

“กสทช.เคยออกประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติงานของผู้ประกอบการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ในกรณีเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2555 โดยผู้ประกอบการต้องร่วมมือและออกอากาศเมื่อรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องร้องขอ ซึ่งสาระสำคัญในประกาศกำหนดเพียงให้ผู้ประกอบการต้องจัดทำแผนขั้นตอนการปฏิบัติหน้าที่ในการออกอากาศ และแจ้งรายชื่อ
ผู้ประสานงาน ให้สำนักงาน กสทช.”

ในเบื้องต้นได้มีการประชุมหารือแนวปฏิบัติเพื่อให้ผู้ประกอบการทุกรายเชื่อมสัญญาณเสียงจากกรมประชาสัมพันธ์กรณีได้รับคำสั่ง และเนื้อหาจาก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยตรง เพื่อแจ้งข่าวสู่กลุ่มเป้าหมาย ปัจจุบัน กรมประชาสัมพันธ์มีความพร้อมในการแจ้งข่าวพร้อมกันภายใต้เครือข่ายตนเอง 104 สถานี (FM 79 สถานี และAM 25 สถานี) แต่ด้วยขีดจำกัดของเทคโนโลยีแอนะล็อกทำให้ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ หรือกำหนดเป้าหมายพื้นที่ได้ จึงมีการกำหนดแนวทาง ดังนี้

1.ระยะสั้น : เชื่อมสัญญาณข่าวจากการกระจายเสียงโดยตรงจากสถานีที่ใช้แจ้งเตือนภัย 5 สถานี AM หลัก (ภาคกลาง 1467 kHz ภาคอีสาน 621 kHz ภาคเหนือ 549 kHz ภาคใต้ 1242 kHz และกรุงเทพฯ 891 kHz) เพื่อแจ้งข่าวต่อไป สำหรับการกำหนดเป้าหมายพื้นที่เป็นแบบ Manual และมีการเชื่อมสัญญาณข่าวผ่านทางออนไลน์เป็นทางเลือกสำรอง

อย่างไรก็ตาม ทางเลือกดังกล่าวอาจมีข้อขัดข้องกรณีจากโครงข่ายอินเทอร์เน็ตหรือสัญญาณมือถือไม่ครอบคลุม

2.ระยะกลาง : เชื่อมสัญญาณข่าวจากสัญญาณดาวเทียมที่กรมประชาสัมพันธ์ได้มีการส่งสัญญาณไปสู่เครือข่ายของตนเองอยู่แล้ว แต่ผู้ประกอบการรายอื่นต้องมีอุปกรณ์ที่รับสัญญาณดาวเทียมเพิ่มเติม รวมทั้งพัฒนาการกำหนดเป้าหมายพื้นที่แบบอัตโนมัติที่กำหนดรหัสการรับสัญญาณแต่ละสถานี

3.ระยะยาว : พัฒนาโครงข่ายวิทยุดิจิทัลในระบบ DAB+ ซึ่งกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง ทั้งระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และประเทศ เช่นเดียวกับสัญญาณมือถือ ทั้งมีขีดความสามารถในการส่งข้อความสั้น หรือรูปภาพ และการตัดสัญญาณเสียงได้ทันทีกรณีที่ต้องการแจ้งข่าวด่วน หรือรูปภาพไปยังเครื่องรับวิทยุ เพื่อเป็นโครงข่ายสำรองกรณีเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน

ถอดบทเรียน “การสื่อสาร”

“พิรงรอง” กล่าวด้วยว่า การสื่อสารในภาวะวิกฤต ไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้ ซึ่งในการบริหารจัดการสื่อสารด้านภัยพิบัติ ผู้ที่ประเมินความรุนแรง และแจ้งเตือนประชาชน ต้องเป็นศูนย์ CBE ของ ปภ. เพื่อออกแบบข้อความส่งเตือนประชาชนไม่ให้ตระหนก และซ้ำเติมสภาพปัญหา เป็นเรื่องยาก และต้องใช้ความชำนาญอย่างสูง

“ถ้าเรามีทรัพยากรบุคคล เช่น รศ.ดร.ทวิดา รองผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติ มาช่วยออกแบบและควบคุมการประเมินภัย และออกแบบเนื้อหา และข้อความการแจ้งเตือนประชาชนจากศูนย์ CBE ก็พอที่จะควบคุมระบบสื่อสารทั้งหมดให้ชัดเจนได้ ในส่วน กสทช. มีหน้าที่จัดให้มีโครงสร้าง และระบบการสื่อสาร เนื้อหาที่ชัดเจน ปภ.ต้องเป็นผู้ประเมิน”

เช่นกันกับ “ธนพันธุ์” ที่มองว่า แม้ กสทช.จะมีประกาศ ให้เปิดช่องทางการสื่อสารมาตั้งแต่ปี 2555 แต่ประกาศดังกล่าวยังขาดวิธีปฏิบัติในการเชื่อมสัญญาณข่าวที่จะต้องออกอากาศ รวมทั้งความไม่ชัดเจนของภัยพิบัติ หรือเหตุฉุกเฉิน ตลอดจนหน่วยงานที่มีหน้าที่กลั่นกรองและแจ้งข่าวดังกล่าว

“ปัจจุบันรัฐบาลได้มอบหมายให้ ปภ. เป็นหน่วยงานหลักในการออกข้อความแจ้งเตือนไปยังประชาชน จึงมีความชัดเจนถึงหน่วยงานที่มีหน้าที่กลั่นกรองและแจ้งข่าว รวมทั้งได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในการแจ้งเตือนภัยผ่านสัญญาณมือถือ หรือระบบ Cell Broadcast แล้ว แต่ถ้าเครือข่ายมือถือล่ม ประชาชนก็จะไม่ได้รับข่าว จึงสมควรที่จะดำรงไว้ซึ่งสื่อกระจายเสียงให้เป็นอีกช่องทาง”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผ่าแผนระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติ ไม่ใช่แค่ Cell Broadcast

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...