โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจเตรียมปรับตัว! ไลฟ์สไตล์ใหม่ Gen Y และ Z ใช้ชีวิตให้ช้า ชิล แต่สุขมากขึ้น

Mission To The Moon

เผยแพร่ 06 มี.ค. 2568 เวลา 05.30 น. • Mission To The Moon Media

โลกปัจจุบันมีความท้าทายมาก ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงิน การหางาน และการสร้างความมั่นคงของชีวิต ทำให้คนยุคใหม่รู้สึกท่วมท้นไปด้วยความไม่แน่นอนในชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนเจน Y และเจน Z ที่กำลังอยู่ในช่วงกำลังสะสมความมั่นคง ความมั่งคั่ง หรือเพิ่งเจอกับโลกของการทำงานเป็นครั้งแรก
.
โดยจากรายงานที่เผยแพร่ในปี 2024 ของ Deloitte ระบุว่าคนเจน Y กว่า 35% และเจน Z อีกกว่า 40% รู้สึกเครียดเกือบตลอดเวลา เนื่องมาจากแรงกดดันที่ต้องพร้อมทำงานอยู่เสมอ และต้องทำได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย
.
นั่นก็เลยทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มโหยหาความสุขและความสงบทางใจแบบในอดีต ซึ่งสะท้อนจากกระแสความนิยมแผ่นเสียงไวนิล เทปคาสเซ็ต เกม Puzzles หรือการถักนิตติงกำลังเพิ่มขึ้น จึงทำให้ #SlowLiving ได้ถูกใช้มากกว่า 6 ล้านครั้งบน Instagram
.
ไลฟ์สไตล์ใหม่นี้ช่วยเพิ่มความสุขให้กับคนรุ่นใหม่ท่ามกลางโลกยุคใหม่นี้ได้อย่างไร? หาคำตอบได้ในบทความนี้
.
.
Slow Living ชีวิตวิถีใหม่ ‘ช้า ชิล แต่สุขชัวร์’
.
ถ้ามองจากมุมของคนวัยทำงาน หลายคนมักจะมองว่าคนเจน Z หรือที่เราเข้าใจกันว่าเป็น ‘คนรุ่นใหม่’ เป็นกลุ่มคนที่สร้างพลวัตรในโลกยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์การบริโภค เทรนด์พฤติกรรมต่างๆ หรือเทรนด์การทำงาน เช่น Work-life Balance ที่เราคุ้นเคยกันมาสักพักแล้ว
.
และอีกเทรนด์หนึ่งที่กำลังมาแรงจนถูกกล่าวถึงในโลกออนไลน์มากกว่า 6 ล้านครั้งอย่าง ‘Slow Living’ ก็เป็นไลฟ์สไตล์ที่คนรุ่นใหม่อย่างเจน Z และ Millennials (หรือเจน Y) กำลังให้ความสนใจอย่างมากในตอนนี้
.
โดย Slow Living จะมีจุดร่วมที่คล้ายคลึงกับ Work-life Balance อยู่บ้างตรงที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของความสุขและชีวิตส่วนตัวแต่ Work-life Balance จะมีจุดเด่นในเรื่องของการแบ่งเวลาและความสำคัญระหว่างเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว ในขณะที่ Slow Living จะให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตแบบองค์รวม
.
อย่างที่พวกเราได้รู้กันว่าหมดยุคของการเสียสละชีวิตส่วนตัวเพื่อทุ่มเทให้กับความสำเร็จทางอาชีพไปแล้ว และสุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี รวมถึงเวลาส่วนตัวนั้นสำคัญกว่า ยิ่งไปกว่านั้นเห็นได้ชัดว่าในช่วงหลังมานี้คนกลุ่มเจน Z และ Millennials ต้องการหลบจากความวุ่นวายในสังคม และหาความสงบสุขเพื่ออยู่กับตัวเองเป็นการชาร์จพลังชีวิต
.
ดังนั้นคนรุ่นใหม่จึงยึดถือแนวคิดที่ว่าการมีสุขภาพจิตและสุขภาพร่างกายที่ดี รวมถึงความสามารถในการจัดสรรเวลาสำหรับการทำงานและชีวิต จะทำให้เราสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความสุขในชีวิตมากขึ้นด้วย
.
.
ผู้บริโภคใส่ใจเวลาส่วนตัว หนีความวุ่นวายมากขึ้น ธุรกิจจะ ‘ขาย’ อย่างไร?
.
แม้ว่าคนรุ่นใหม่จะได้รับการขนานนามว่าเป็น Digital Native หรือคนที่เกิดในยุคของเทคโนโลยี แต่ด้วยความเครียด ความกดดัน และความท้าทายของโลกสมัยใหม่ ทำให้ Millennials และเจน Z บางกลุ่มรู้สึกโหยหาความสงบจากสิ่งของในอดีตมากขึ้น เช่น การฟังเพลงจากแผ่นเสียงไวนิล แทนที่จะฟังในสตรีมมิง หรือใช้เวลาไปกับบอร์ดเกมและเกม Puzzles แทนที่จะเล่นวิดีโอเกม เป็นต้น
.
ดังนั้น สิ่งที่ธุรกิจหรือแบรนด์ต่างๆ ในยุคนี้ต้องรู้ก็คือผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียงแค่ซื้อสินค้า แต่พวกเขากำลังมองหาประสบการณ์ที่สามารถดื่มด่ำ และช่วยให้พวกเขาตัดขาดจากชีวิตที่เร่งรีบได้ ยิ่งไปกว่านั้นคือการได้กลับมาเชื่อมโยงกับตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับไลฟ์สไตล์แบบ Slow Living
.
ยกตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมหรือเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถนอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อการนอนหลับที่กำลังได้รับความนิยมมาก จากข้อมูลของ HTF Market Intelligence ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิจัยทางด้านการตลาด คาดว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อการนอนหลับอาจจะเติบโต และมีมูลค่าสูงถึง 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
.
นอกจากนี้ ธุรกิจเชิงประสบการณ์รูปแบบอื่นๆ ก็ตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบ Slow Living เหมือนกัน เช่น ‘The Offline Club’ หรือคอมมูนิตีในเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่ให้ผู้คนได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศของชุมชนปลอดพิษจากเทคโนโลยี โดยผู้เข้าร่วมจะต้องฝากโทรศัพท์ไว้กับทีมงานก่อนเข้าร่วม ทำให้พวกเขาสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างมีความหมายโดยไม่มีสิ่งรบกวนจากเทคโนโลยี
.
อีกหนึ่งธุรกิจที่สามารถสอดประสานแบรนด์ของตัวเองเข้ากับไลฟ์สไตล์แบบ Slow Living ก็คือ Ingka Centres ศูนย์การค้าภายใต้เจ้าของเครือเดียวกับ IKEA แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชื่อดังสัญชาติสวีเดนที่เปิดตัว Saluhall หรือศูนย์อาหารใน IKEA และผลักดันให้เป็นคอมมูนิตี โดยวิธีนี้จะสามารถเปลี่ยนร้านค้าปลีกอย่าง IKEA ให้เป็นศูนย์กลางชุมชนขนาดใหญ่ของผู้คนได้
.
ไม่เพียงเท่านั้น ในปัจจุบันมีอีกหลายธุรกิจที่เริ่มหันมาจับเทรนด์ Slow Living และมุ่งเน้นในการเพิ่มประสบการณ์อันมีความหมายและคุณค่าให้กับลูกค้ามากขึ้น จนทำให้ไลฟ์สไตล์แบบใหม่นี้ส่งผลกระทบเชิงพาณิชย์อย่างกว้างขวางต่ออุตสาหกรรมต่างๆ โดยส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การสร้างพื้นที่ส่งเสริมการตระหนักรู้ในตัวเองและการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
.
ทั้งนี้ เป็นไปได้เหมือนกันว่าพฤติกรรมใหม่หรือไลฟ์สไตล์แบบ Slow Living ที่เน้นสุขภาวะทางใจ และการใช้ชีวิตอย่างเห็นคุณค่า รวมถึงเติมความหมายให้กับประสบการณ์ต่างๆ ของผู้บริโภคกลุ่ม Millennials และเจน Z จะเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของโลกธุรกิจด้วยเช่นกัน
.
.
อย่างไรก็ตาม แก่นแท้ของ Slow Living ไม่เพียงแต่จะเป็นการลดความเร็วของการใช้ชีวิตเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้คน สังคม และประสบการณ์ด้วย การใช้ชีวิตแบบช้าๆ และให้คุณค่ากับประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสมดุลของด้านต่างๆ ในชีวิตของเราได้
.
จากความเร่งรีบที่สร้างความกดดันให้กับผู้คน ผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มหันไปเสพความช้า ให้ตัวเองได้มีเวลาชิลๆ หรือดื่มด่ำกับประสบการณ์กันมากขึ้น ดังนั้นแล้วธุรกิจก็ต้องปรับตัว เพราะเป็นไปได้ว่าจำนวนของผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์แบบ Slow Living อาจจะเติบโตมากกว่านี้ในอนาคตข้างหน้า
.
.
อ้างอิง
- Slow Living: Gen Z’s Championing the Work-Life Revolution : Mrunal Pawar, LinkedIn - https://bit.ly/4i9ErsU
- How 'Slow Living' is helping consumers reclaim meaning and control : Portland Design - https://bit.ly/4ilvmg2
.
.
#slowliving
#business
#trend
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...