ธุรกิจเตรียมปรับตัว! ไลฟ์สไตล์ใหม่ Gen Y และ Z ใช้ชีวิตให้ช้า ชิล แต่สุขมากขึ้น
โลกปัจจุบันมีความท้าทายมาก ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงิน การหางาน และการสร้างความมั่นคงของชีวิต ทำให้คนยุคใหม่รู้สึกท่วมท้นไปด้วยความไม่แน่นอนในชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนเจน Y และเจน Z ที่กำลังอยู่ในช่วงกำลังสะสมความมั่นคง ความมั่งคั่ง หรือเพิ่งเจอกับโลกของการทำงานเป็นครั้งแรก
.
โดยจากรายงานที่เผยแพร่ในปี 2024 ของ Deloitte ระบุว่าคนเจน Y กว่า 35% และเจน Z อีกกว่า 40% รู้สึกเครียดเกือบตลอดเวลา เนื่องมาจากแรงกดดันที่ต้องพร้อมทำงานอยู่เสมอ และต้องทำได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย
.
นั่นก็เลยทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มโหยหาความสุขและความสงบทางใจแบบในอดีต ซึ่งสะท้อนจากกระแสความนิยมแผ่นเสียงไวนิล เทปคาสเซ็ต เกม Puzzles หรือการถักนิตติงกำลังเพิ่มขึ้น จึงทำให้ #SlowLiving ได้ถูกใช้มากกว่า 6 ล้านครั้งบน Instagram
.
ไลฟ์สไตล์ใหม่นี้ช่วยเพิ่มความสุขให้กับคนรุ่นใหม่ท่ามกลางโลกยุคใหม่นี้ได้อย่างไร? หาคำตอบได้ในบทความนี้
.
.
Slow Living ชีวิตวิถีใหม่ ‘ช้า ชิล แต่สุขชัวร์’
.
ถ้ามองจากมุมของคนวัยทำงาน หลายคนมักจะมองว่าคนเจน Z หรือที่เราเข้าใจกันว่าเป็น ‘คนรุ่นใหม่’ เป็นกลุ่มคนที่สร้างพลวัตรในโลกยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์การบริโภค เทรนด์พฤติกรรมต่างๆ หรือเทรนด์การทำงาน เช่น Work-life Balance ที่เราคุ้นเคยกันมาสักพักแล้ว
.
และอีกเทรนด์หนึ่งที่กำลังมาแรงจนถูกกล่าวถึงในโลกออนไลน์มากกว่า 6 ล้านครั้งอย่าง ‘Slow Living’ ก็เป็นไลฟ์สไตล์ที่คนรุ่นใหม่อย่างเจน Z และ Millennials (หรือเจน Y) กำลังให้ความสนใจอย่างมากในตอนนี้
.
โดย Slow Living จะมีจุดร่วมที่คล้ายคลึงกับ Work-life Balance อยู่บ้างตรงที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของความสุขและชีวิตส่วนตัวแต่ Work-life Balance จะมีจุดเด่นในเรื่องของการแบ่งเวลาและความสำคัญระหว่างเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว ในขณะที่ Slow Living จะให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตแบบองค์รวม
.
อย่างที่พวกเราได้รู้กันว่าหมดยุคของการเสียสละชีวิตส่วนตัวเพื่อทุ่มเทให้กับความสำเร็จทางอาชีพไปแล้ว และสุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี รวมถึงเวลาส่วนตัวนั้นสำคัญกว่า ยิ่งไปกว่านั้นเห็นได้ชัดว่าในช่วงหลังมานี้คนกลุ่มเจน Z และ Millennials ต้องการหลบจากความวุ่นวายในสังคม และหาความสงบสุขเพื่ออยู่กับตัวเองเป็นการชาร์จพลังชีวิต
.
ดังนั้นคนรุ่นใหม่จึงยึดถือแนวคิดที่ว่าการมีสุขภาพจิตและสุขภาพร่างกายที่ดี รวมถึงความสามารถในการจัดสรรเวลาสำหรับการทำงานและชีวิต จะทำให้เราสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความสุขในชีวิตมากขึ้นด้วย
.
.
ผู้บริโภคใส่ใจเวลาส่วนตัว หนีความวุ่นวายมากขึ้น ธุรกิจจะ ‘ขาย’ อย่างไร?
.
แม้ว่าคนรุ่นใหม่จะได้รับการขนานนามว่าเป็น Digital Native หรือคนที่เกิดในยุคของเทคโนโลยี แต่ด้วยความเครียด ความกดดัน และความท้าทายของโลกสมัยใหม่ ทำให้ Millennials และเจน Z บางกลุ่มรู้สึกโหยหาความสงบจากสิ่งของในอดีตมากขึ้น เช่น การฟังเพลงจากแผ่นเสียงไวนิล แทนที่จะฟังในสตรีมมิง หรือใช้เวลาไปกับบอร์ดเกมและเกม Puzzles แทนที่จะเล่นวิดีโอเกม เป็นต้น
.
ดังนั้น สิ่งที่ธุรกิจหรือแบรนด์ต่างๆ ในยุคนี้ต้องรู้ก็คือผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียงแค่ซื้อสินค้า แต่พวกเขากำลังมองหาประสบการณ์ที่สามารถดื่มด่ำ และช่วยให้พวกเขาตัดขาดจากชีวิตที่เร่งรีบได้ ยิ่งไปกว่านั้นคือการได้กลับมาเชื่อมโยงกับตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับไลฟ์สไตล์แบบ Slow Living
.
ยกตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมหรือเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถนอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อการนอนหลับที่กำลังได้รับความนิยมมาก จากข้อมูลของ HTF Market Intelligence ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิจัยทางด้านการตลาด คาดว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อการนอนหลับอาจจะเติบโต และมีมูลค่าสูงถึง 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
.
นอกจากนี้ ธุรกิจเชิงประสบการณ์รูปแบบอื่นๆ ก็ตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบ Slow Living เหมือนกัน เช่น ‘The Offline Club’ หรือคอมมูนิตีในเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่ให้ผู้คนได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศของชุมชนปลอดพิษจากเทคโนโลยี โดยผู้เข้าร่วมจะต้องฝากโทรศัพท์ไว้กับทีมงานก่อนเข้าร่วม ทำให้พวกเขาสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างมีความหมายโดยไม่มีสิ่งรบกวนจากเทคโนโลยี
.
อีกหนึ่งธุรกิจที่สามารถสอดประสานแบรนด์ของตัวเองเข้ากับไลฟ์สไตล์แบบ Slow Living ก็คือ Ingka Centres ศูนย์การค้าภายใต้เจ้าของเครือเดียวกับ IKEA แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชื่อดังสัญชาติสวีเดนที่เปิดตัว Saluhall หรือศูนย์อาหารใน IKEA และผลักดันให้เป็นคอมมูนิตี โดยวิธีนี้จะสามารถเปลี่ยนร้านค้าปลีกอย่าง IKEA ให้เป็นศูนย์กลางชุมชนขนาดใหญ่ของผู้คนได้
.
ไม่เพียงเท่านั้น ในปัจจุบันมีอีกหลายธุรกิจที่เริ่มหันมาจับเทรนด์ Slow Living และมุ่งเน้นในการเพิ่มประสบการณ์อันมีความหมายและคุณค่าให้กับลูกค้ามากขึ้น จนทำให้ไลฟ์สไตล์แบบใหม่นี้ส่งผลกระทบเชิงพาณิชย์อย่างกว้างขวางต่ออุตสาหกรรมต่างๆ โดยส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การสร้างพื้นที่ส่งเสริมการตระหนักรู้ในตัวเองและการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
.
ทั้งนี้ เป็นไปได้เหมือนกันว่าพฤติกรรมใหม่หรือไลฟ์สไตล์แบบ Slow Living ที่เน้นสุขภาวะทางใจ และการใช้ชีวิตอย่างเห็นคุณค่า รวมถึงเติมความหมายให้กับประสบการณ์ต่างๆ ของผู้บริโภคกลุ่ม Millennials และเจน Z จะเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของโลกธุรกิจด้วยเช่นกัน
.
.
อย่างไรก็ตาม แก่นแท้ของ Slow Living ไม่เพียงแต่จะเป็นการลดความเร็วของการใช้ชีวิตเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้คน สังคม และประสบการณ์ด้วย การใช้ชีวิตแบบช้าๆ และให้คุณค่ากับประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสมดุลของด้านต่างๆ ในชีวิตของเราได้
.
จากความเร่งรีบที่สร้างความกดดันให้กับผู้คน ผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มหันไปเสพความช้า ให้ตัวเองได้มีเวลาชิลๆ หรือดื่มด่ำกับประสบการณ์กันมากขึ้น ดังนั้นแล้วธุรกิจก็ต้องปรับตัว เพราะเป็นไปได้ว่าจำนวนของผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์แบบ Slow Living อาจจะเติบโตมากกว่านี้ในอนาคตข้างหน้า
.
.
อ้างอิง
- Slow Living: Gen Z’s Championing the Work-Life Revolution : Mrunal Pawar, LinkedIn - https://bit.ly/4i9ErsU
- How 'Slow Living' is helping consumers reclaim meaning and control : Portland Design - https://bit.ly/4ilvmg2
.
.
#slowliving
#business
#trend
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast