โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จี้รัฐเร่งคลอด "คนละครึ่ง" สู้ของแพง จับตาธุรกิจลดกำลังผลิต-ลดคน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ราคาน้ำมันป่วนภาพรวมเศรษฐกิจไทย หอการค้าฯห่วงราคาสินค้าพุ่งพรวด พร้อมชง 3 มาตรการบรรเทาปัญหา ด้าน ส.อ.ท.ห่วงลดกำลังการผลิต-ลดคน เผยตอนนี้หลายธุรกิจเบรกแผนลงทุนกำเงินสดไว้ก่อน สภาพัฒน์เสนอเร่งคลอด “คนละครึ่ง” ช่วยบรรเทาเบื้องต้น พาณิชย์ประเมินสินค้าจ่อขึ้นราคา มอเตอร์โชว์คาดรถ EV ได้รับความสนใจ ขณะที่อสังหาฯกระทบต้นทุน 10% แต่ยังมีสต๊อกเก่าค้างอยู่ไม่ต้องขยับราคา แกร็บคาดเทรนด์ Work From Home กลับมาอีก

ความคืบหน้าผลกระทบการปรับราคาน้ำมัน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มีความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานในตลาดโลก รวมถึงต้นทุนน้ำมันภายในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น ล่าสุดราคาน้ำมันได้ปรับเพิ่มขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตร หากนับตั้งแต่สงครามปลายเดือนกุมภาพันธ์ น้ำมันดีเซลขึ้นจาก 28.94 บาท มาเป็น 37.94 บาทต่อลิตร ถือเป็นการปรับขึ้นในระดับที่ส่งผลกระทบต่อทั้งค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และภาระของผู้ประกอบการในหลายภาคส่วน ทั้งภาคการผลิต ท่องเที่ยว และส่งออก อย่างมีนัยสำคัญ

หอการค้าไทยขอให้ภาครัฐพิจารณาอย่างรอบด้านและใช้ความระมัดระวังในการปรับขึ้นราคาน้ำมันในระยะต่อไป เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด เพราะการปรับเพิ่มขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตร ย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ต้นทุนขนส่ง และราคาสินค้าในห่วงโซ่อุปทานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ชง 3 มาตรการบรรเทาปัญหา

หอการค้าไทยขอเสนอแนวทางต่อภาครัฐเพื่อบรรเทาผลกระทบด้านพลังงานในระยะสั้น และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะต่อไป ดังนี้ 1.มาตรการด้านภาษีและค่าการกลั่น สนับสนุนให้ภาครัฐพิจารณาใช้กลไกภาษีสรรพสามิตเพื่อช่วยบรรเทาภาระราคาน้ำมัน

ขณะเดียวกัน ค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุน ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์โลกนั้น ภาคเอกชนเห็นว่าควรสื่อสารให้สาธารณชนเข้าใจอย่างชัดเจน ว่าค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นจาก 2 บาท เป็น 6 บาทนั้น เป็นเพียงกำไรขั้นต้น ยังมีภาระต้นทุนส่วนเพิ่ม หรือ Overhead อีกหลายด้าน ทั้งราคาพรีเมี่ยม ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย ด้วย

ย้ำดูแลส่งน้ำมันไปชายแดน

หอการค้าไทยยังคงขอความร่วมมือจากโรงกลั่นและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดูแลไม่ให้ค่าการกลั่นปรับเพิ่มสูงไปมากกว่านี้ แต่ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มจริง และเห็นควรให้มีการชี้แจงรายละเอียดต้นทุน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบซ้ำเติมต่อภาระของประเทศ ภาคธุรกิจ และประชาชนโดยรวม

2.มาตรการด้านประหยัดพลังงานระดับชาติ รัฐบาลควรเร่งออกมาตรการเชิงรุกเพื่อรณรงค์และกระตุ้นการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง ทั้งในภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น และ 3.มาตรการกำกับดูแลการกระจายน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ เห็นว่าภาครัฐควรเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการขนส่งและการกระจายน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะการตรวจสอบระบบติดตามตำแหน่ง (GPS) ของรถบรรทุกน้ำมัน เพื่อให้สามารถติดตามเส้นทางการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันการลักลอบนำน้ำมันออกนอกระบบ หรือส่งออกไปยังพื้นที่ชายแดนโดยไม่ได้รับอนุญาต

ส.อ.ท.ห่วงลดผลิต-ลดคน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท/ลิตร ถือว่าแรงและกระชากที่สุด จากเดิมที่ขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เฉลี่ยแล้วทั้งเดือนราคาขึ้นมาแล้ว 25% เป็นแรงกดดันให้ภาคธุรกิจต้องปรับขึ้นราคาสินค้า ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ประชาชนเก็บเงินสดไว้มากกว่าที่จะจับจ่ายใช้สอย

เมื่อกำลังซื้อลดลง ภาคการผลิตต้องลดกำลังการผลิต ลดเวลาจ้าง ลดโอที ลดกะเวลางาน ท้ายที่สุดจะต้องเลิกจ้าง แต่เหตุการณ์รุนแรงนี้จะเกิดขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม ถ้าราคาพลังงานยังพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ สงครามยังไม่หยุด และเมื่อวัตถุดิบที่เคยมีไม่มีเหลือแล้ว อาจจะเห็นภาคธุรกิจชะลอการลงทุนไว้ก่อน เพราะต้องการเก็บเงินสด

กังวลอุตฯเหล็กเริ่มกระทบ

“ปกติพวกวัตถุดิบจะมีสต๊อก 30-60 วัน แล้วแต่อุตสาหกรรมไหนจะโดนก่อน การเริ่มเลิกจ้างเราอาจจะเห็นอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมาก ๆ อันนี้ก็อยู่ที่ว่าใครจะบริหารได้มากน้อยขนาดไหน ซึ่งบางอุตสาหกรรมก็ยังอั้นได้อยู่”

นายเกรียงไกรกล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กส่งสัญญาณมาแล้ว ว่าอาจต้องปรับลดกำลังการผลิต ลดคน เพราะต้นทุนจากราคาพลังงานสูงมาก บวกกับภาวะเศรษฐกิจที่อาจจะไม่เห็นการลงทุนใหม่ในเร็ว ๆ นี้ บวกกับภาวะการส่งออกและนำเข้าชะงัก จากสถานการณ์วิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

สภาพัฒน์จี้คลอดคนละครึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เตรียมเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจท่ามกลางวิกฤตพลังงาน นอกเหนือจาก 7 มาตรการที่ผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษที่เป็นการพุ่งเป้าช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม อาทิ กลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่ง และผู้ให้บริการรถสาธารณะ เพื่อลดต้นทุนการขนส่งไม่ให้กระทบกับราคาสินค้ามากและไม่ทำให้เงินเฟ้อขึ้นสูง

ส่วนการช่วยเหลือกลุ่มคนชั้นกลางที่กำลังมีการเรียกร้องอยู่ในขณะนี้เตรียมไว้หมดแล้ว หลังจากที่รัฐบาลชุดใหม่มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา สิ่งที่ควรจะเริ่มดำเนินการทันที อาทิ โครงการคนละครึ่ง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งต้องเร่งออกมาอย่างน้อย 1 เฟส แต่ถึงอย่างไรต้องดูในเรื่องของงบประมาณประกอบด้วย จากนั้นจะต้องเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 และจึงค่อยดำเนินการโครงการคนละครึ่งเฟสถัดไป

พณ.ประเมินกลุ่มสินค้าขึ้นราคา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงพาณิชย์ประเมินผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้นราคา พบว่าหากราคาขยับและทรงตัวอยู่ระดับ 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลต่อเนื่องถึงราคาดีเซลและวัตถุดิบ โดยใช้กรณีศึกษาจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน เมื่อปี 2565 จะมีผลต่อกลุ่มสินค้าต่าง ๆ ดังนี้

กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคมีผลต่อราคาสินค้าปรับขึ้น 3-5% สินค้ากลุ่มของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น แชมพู, ผงซักฟอก และน้ำยาซักผ้า จะเริ่มขยับราคาสูงขึ้น ตามต้นทุนการขนส่งและการกระจายสินค้า, กลุ่มสินค้าอาหารเฉลี่ยปรับขึ้น 10% เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ได้แก่ ไข่ไก่, เนื้อสุกร, น้ำมันปาล์ม รวมถึงอาหารจานเดียว

กลุ่มภาคบริการปรับขึ้นสูง เป็นส่วนที่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะค่าโดยสารรถจักรยานยนต์รับจ้าง เพิ่มเฉลี่ย 30% และค่าตัดผมชายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 20% เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ต้องพึ่งพาน้ำมันโดยตรงและเป็นต้นทุนแฝงในค่าบริการ

“มอเตอร์โชว์” รถ xEV-EV บูม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากกระแสราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นในส่วนที่ผ่านมา ปรากฏว่ารถยนต์ที่นำมาจัดแสดงภายในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ครั้งที่ 47 ระหว่างวันที่ 25 มี.ค.-5 เมษายน 2569 ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคชาวไทยอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะในส่วนของรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์อีวี ได้กลายเป็นกระแสที่คนให้ความสนใจมากขึ้น

โดยเฉพาะค่ายรถยนต์ต่าง ๆได้ส่งรุ่นใหม่ออกสู่ตลาดในงานนี้ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าจากค่ายจีนที่มีหลากรุ่นเข้ามาให้เลือกมากยิ่งขึ้น ขณะที่ค่ายญี่ปุ่นมีการเปิดตัวรถยนต์อีวีมาทำตลาดแล้ว ยังคงเน้นในส่วนของรถยนต์ xEV ที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้ดียิ่งขึ้น ประหยัดมากขึ้น อย่างเครื่องยนต์ไฮบริด ทำให้ปีนี้งานมอเตอร์โชว์มีความคึกคักขึ้น

ค่ายรถรอประเมินหลังจบงาน

แหล่งข่าวจากค่ายรถอีวีรายใหญ่ยอมรับกับ “ประชาชาติธุรกิจ”ว่า แม้ปัจจุบันกระแสวิกฤตพลังงานจะแรงขึ้น แต่ต้องไม่ลืมว่าท้ายที่สุดผู้บริโภคจะเป็นผู้ตัดสินใจเลือกใช้รถยนต์ที่เหมาะกับตนเอง วันนี้ไม่ว่าเทคโนโลยีใดต่างมีค่าของความเสี่ยงด้านพลังงาน และต้นทุนที่ไม่แตกต่างกันมาก

ส่วนกระแสน้ำมันคงจะทำให้ยอดขายรถอีวีโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหรือไม่นั้น วันนี้ยังไม่กล้าฟันธง เพราะหากมองให้รอบด้านยังมีอีกหลากหลายปัจจัย โดยเฉพาะมาตรการความเข้มงวดและความสามารถในการผ่อนชำระของลูกค้าแต่ละรายเป็นสำคัญ หากประเมินตลาดรถยนต์อีวีปีนี้น่าจะมียอดขายใกล้เคียงปีที่แล้ว หรือเพิ่มขึ้น 1-2% อยู่ที่ราว ๆ 120,000 คันบวกลบ และหลังสิ้นสุดงานมอเตอร์โชว์น่าจะได้เห็นแนวโน้มที่ชัดเจนขึ้น

อสังหาฯแบกต้นทุนเพิ่ม 10%

นายอิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันลิตรละ 6 บาท และรัฐบาลปล่อยลอยตัวดีเซล กระทบราคาสินค้าและบริการต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้นตาม ทั้งค่าขนส่ง กระบวนการผลิต ส่วนภาคอสังหาฯ คาดว่าจะได้รับผลกระทบไม่น้อยกว่า 10%

แบ่งเป็น 1.ค่าขนส่งวัสดุที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด อาทิ ดิน หิน ทราย 2.ผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับปิโตรเลียม เช่น สายไฟ ไวนิล ประตู หน้าต่าง ซึ่งอาจมีการขึ้นราคาในอนาคต แต่ว่าจะไม่เห็นผลทันทีเมื่อเทียบเท่ากับค่าขนส่ง 3.เครื่องจักรที่ใช้ในการก่อสร้างโครงการ เช่น รถแทรกเตอร์ รถแบ็กโฮ รถเครน และรถไถ ล้วนใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงหลักในการทำงาน

มีสต๊อกเก่ายื้อราคาเดิมได้

นายอิสระกล่าวอีกว่า นอกจากการเจรจากับผู้รับเหมาหรือซัพพลายเออร์แล้ว ผู้ประกอบการต้องควบคุมค่าใช้จ่ายและควบคุมการผลิตให้รัดกุมมากขึ้น ให้เหมาะกับความต้องการของตลาด และยังสามารถขายได้ในราคาเดิม โดย 1.ลดโปรโมชั่น เช่น ลดจำนวนเครื่องปรับอากาศ หรือเฟอร์นิเจอร์ที่แจก และ 2.คุมซัพพลาย พิจารณาถึงเปิดโครงการใหม่อาจเป็นการลดขนาดโครงการ หรือลดขนาดของสินค้า อาทิ พื้นที่ใช้สอย หรือเปลี่ยนจากการพัฒนาบ้านเดี่ยวเป็นบ้านแฝดในราคาใกล้เคียงกัน หรือขยับทำเลโครงการไปยังพื้นที่ที่ราคาที่ดินถูกลง

“ต่อให้บอกว่าค่าก่อสร้างขึ้น 10% แล้วส่งผ่านไปยังราคาบ้านถึงผู้ซื้อ 10% แต่ตอนนี้ผู้ประกอบการต้องแบกรับราคาเหล่านี้ไว้เองส่วนนึงหรือไว้มากกว่าครึ่ง เพื่อให้สินค้ายังขายได้อยู่ เพราะผู้ประกอบการยังมีสต๊อกอยู่เยอะ ตั้งแต่ปี 2566-2568 จึงขายต้นทุนเดิมได้ แม้จะมีผลกระทบจากสงคราม ราคาบ้านคงไม่กระโดดตามราคาสินค้าจำเป็น” นายอิสระกล่าว

มาม่ามั่นใจเฉลี่ยต้นทุนได้

นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นนั้น ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากบริษัทขนสินค้าด้วยรถบรรทุกขนาดใหญ่เที่ยวละมากกว่าแสนซอง ดังนั้น เมื่อหารเฉลี่ยต่อชิ้นต้นทุนจะเพิ่มเพียงหลักสตางค์เท่านั้น จึงยังสามารถรับต้นทุนส่วนนี้ไว้ก่อนได้โดยไม่ต้องขึ้นราคาสินค้า รวมถึงยังสามารถรับต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง

ส่วนนายปวีร์ เตโชโยธิน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดแบรนด์ออรัล-บี (Oral-B) ที่ย้ำความมั่นใจว่าจะสามารถตรึงราคาสินค้าไว้จนถึงเดือนมิถุนายนได้แน่นอน เนื่องจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นนั้นมีผลต่อต้นทุนสินค้ารายชิ้นเล็กน้อยเท่านั้น

แหล่งข่าวระดับสูงในวงการค้าปลีกเสนอโมเดลการรับมือต้นทุนพลังงานในระยะกลาง เพื่อไม่ให้กระทบถึงผู้บริโภคว่า หากผู้ประกอบการแต่ละลำดับ ทั้งผู้ผลิต ผู้ขนส่ง และช่องทางค้าปลีก ช่วยกันคนละไม้ละมือ เฉลี่ยกันแบกรับต้นทุนในส่วนของตนเอาไว้ จะช่วยป้องกันไม่ให้ผลกระทบส่งไปถึงผู้บริโภคได้

“แกร็บ” ช่วยค่าน้ำมันคนขับ

นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ “แกร็บ” (Grab) ประกาศมอบ “อินเซนทีฟพิเศษ” เพื่อแบ่งเบาภาระของคนขับและไรเดอร์ที่ให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสาร รวมถึงบริการดีลิเวอรี่ผ่านแอปพลิเคชั่น Grab เพื่อช่วยเหลือค่าน้ำมันในทุกเที่ยวของการให้บริการรวมมูลค่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค.-1 เม.ย. 2569

“โครงการที่ประกาศไปแล้วน่าจะช่วยได้แค่ระยะหนึ่ง ซึ่งเรายังคงประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับช่วงที่ราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไกตลาด พร้อมทั้งศึกษาวิธีการรับมือของประเทศอื่น ๆ ที่ราคาน้ำมันขึ้นไปก่อนแล้ว เช่น ฟิลิปปินส์และเวียดนาม ส่วนเรื่องราคาและค่าบริการมีการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว ไม่สามารถปรับขึ้นเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดได้”

คาดดีลิเวอรี่มาแรงรับ WFH

นางสาวจันต์สุดากล่าวด้วยว่า บริษัทประเมินสถานการณ์วิกฤตพลังงานไว้คล้ายกับช่วงโควิด เพราะภาครัฐมีการประกาศนโยบาย Work From Home ออกมาแล้ว หากสถานการณ์ลากยาวไปเรื่อย ๆ และคนทำงานที่บ้านมากขึ้น จะกระทบกับธุรกิจเรียกรถ แต่เป็นโอกาสให้ธุรกิจฟู้ดดีลิเวอรี่และส่งของชำ (Mart) แทน ทำให้อาจมีการโยกงบฯการตลาดจากธุรกิจเรียกรถมาใช้ในฝั่งดีลิเวอรี่ เพื่อกระตุ้นดีมานด์ในธุรกิจที่มีโอกาสเติบโต

ขณะเดียวกัน ในฝั่งของร้านค้ายังไม่เห็นผลกระทบจากต้นทุนสินค้าและวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่เตรียมแผนสนับสนุนตามสถานการณ์ที่เป็นไปได้ทั้งหมด เบื้องต้นอาจไม่ใช่การลดค่า GP (Gross Profit) หรือค่าธรรมเนียมการขาย ที่ปัจจุบันมีเพดานอยู่ที่ 30% เพราะการบริหารโครงสร้างต้นทุนเกี่ยวกับหลายส่วนและมีความซับซ้อน แต่เป็นการซัพพอร์ตผู้ใช้เรื่องราคาหรือส่วนลด เพื่อเพิ่มปริมาณการสั่งซื้อและยอดขายของร้าน

“ในกลุ่มธุรกิจดีลิเวอรี่ยังไม่เห็นสัญญาณกำลังซื้อซบเซาจากสภาวะเศรษฐกิจเท่าไร เพราะ Basket Size หรือยอดใช้จ่ายต่อบิลยังอยู่ในระดับเดิม โดยในกรุงเทพฯอยู่ที่ 230 บาท ส่วนต่างจังหวัดประมาณ 100 บาท”

เบทาโกรทบทวนต้นทุน

นางสาวเยเนอเวียบ ศิริวรรณ ฟิเนท์ ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มงานทรัพยากรมนุษย์ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่านโยบายบริษัทประกาศมาตรการเข้มและขอความร่วมมือจากพนักงานเรื่องการประหยัดในทุกมิติอยู่แล้ว เพราะผ่านวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง รวมทั้งโควิด-19 ล่าสุดคือสงครามพลังงาน จึงเป็นการกำชับมากกว่า

ส่วนการปรับราคาขายนั้น ในฐานะสินค้า Commodity ภายใต้การกำกับดูแลของกรมการค้าภายใน บริษัทต้องบาลานซ์ระหว่างจังหวะการเคลื่อนไหวของตลาดและคู่แข่ง ผู้บริหารเน้นว่า ผู้ที่จะอยู่รอดได้คือผู้ที่ Optimize ต้นทุนได้เร็วและแม่นยำที่สุด บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง

“ก่อนหน้านี้ทางซัพพลายเออร์ได้แจ้งขึ้นราคาวัตถุดิบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 20% บางรายการสูงถึง 50% บริษัทจึงต้องทบทวนหาจุดสมดุล โดยยึดมาตรฐาน Safety และ Quality ซึ่งเป็นจุดยืนหลักของเบทาโกร”

ร้านอาหารช็อกราคาน้ำมัน

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลและที่พักขนาดเล็กประเทศไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นทันที 6 บาทต่อลิตรนั้น เป็นการช็อกในเชิงต้นทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะร้านอาหาร แต่ระดับความรุนแรงจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับโครงสร้างธุรกิจของแต่ละร้าน แต่ละประเภท

“การปรับราคาขึ้นทีเดียว 6 บาทต่อลิตร ถือว่ารุนแรงกว่าปกติ เพราะปกติปรับขึ้นทีละ 0.5-1 บาท แต่ครั้งนี้กระโดดทีเดียว 6 บาท เอสเอ็มอีและร้านอาหารจึงเกิดอาการช็อกจริง แต่เป็นช็อกเชิงต้นทุน (Cost Shock) ไม่ใช่ล้มทันที สาเหตุมาจากต้นทุนขนส่งพุ่งทันที 20-25% ราคาวัตถุดิบจะทยอยขึ้น 10-15% ส่งผลกระทบทั้งระบบ น้ำมันขึ้นกระทบขนส่ง กระทบซัพพลายเออร์ กระทบร้านอาหารที่มีต้นทุนเพิ่มรวม 30-40%”

คาดไม่เกิน 1 เดือนขยับราคา

นายสรเทพกล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการร้านอาหารในตอนนี้ไม่ได้เจ็บตัวแค่ค่าน้ำมัน แต่โดนขึ้นทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ (Domino Effect Supply Chain) โดยแบ่งระดับความรุนแรงสำหรับธุรกิจร้านอาหารเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1.ระยะสั้น (1-4 สัปดาห์) มีอาการช็อก งุนงง และตั้งรับไม่ทัน เพราะต้นทุนขึ้นทันที แต่ยังขึ้นราคาขายไม่ได้ หรือยังไม่กล้าขึ้น ส่วนต่างกำไรหายไป 10-30% กระแสเงินสดเริ่มตึงตัว

2.ระยะกลาง (1 เดือน) เริ่มส่งผ่านต้นทุน ซัพพลายเออร์ปรับราคา ลูกค้าเริ่มรู้สึกราคา หรือของแพงขึ้น ดีมานด์หรือกำลังซื้ออาจตกลง และ 3.ระยะยาว คัดคนอยู่รอด ร้านที่ปรับตัวไม่ทันจะขาดทุนสะสม ส่วนร้านที่ทำให้ต้นทุนเบาที่สุดได้ โดยเฉพาะต้นทุนคงที่ รวมถึงสามารถบริหารงานเก่งจะอยู่รอดและได้ส่วนแบ่งตลาดในภาวะนี้

เรือแสนแสบขึ้นค่าโดยสาร

นายเชาวลิต เมธยะประภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด เจ้าของ “เรือคลองแสนแสบ” เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรงโดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซล B7 ที่พุ่งสูงขึ้นถึงลิตรละ 38.94 บาท หรือปรับขึ้นรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการเดินเรือในคลองแสนแสบ เส้นทางระหว่างวัดศรีบุญเรือง-สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ผู้ประกอบการครอบครัวขนส่ง จึงได้ออกประกาศเพื่อแจ้งปรับอัตราค่าโดยสารใหม่จาก 11-21 บาท เป็น 13-23 บาท ตามระยะทาง เพื่อให้ธุรกิจสามารถประคองตัวอยู่ได้ในสภาวะต้นทุนพลังงานวิกฤตขณะนี้

การปรับขึ้นค่าโดยสารในครั้งนี้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นการปรับเพิ่มขึ้น 2 บาทต่อช่วงระยะทาง โดยอ้างอิงจากตารางกำหนดอัตราค่าโดยสารในระดับราคาต้นทุนน้ำมันดีเซลที่ช่วง 33.01-35 บาทต่อลิตร แม้ว่าในความเป็นจริง ณ ปัจจุบัน ราคาน้ำมันดีเซลจะทะลุไปถึงเกือบ 39 บาทต่อลิตรแล้วก็ตาม การตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นการบรรเทาผลกระทบของผู้ใช้บริการในเบื้องต้น ก่อนจะมีการประเมินสถานการณ์ใหม่อีกครั้ง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จี้รัฐเร่งคลอด “คนละครึ่ง” สู้ของแพง จับตาธุรกิจลดกำลังผลิต-ลดคน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...